ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 13 จะรีบไปไหน
ร่างิญญาโปร่งใสนั่งคอยอย่างใจเย็น พร้อมกับตรวจสอบทิศทางของตราประทับิญญาที่ตนทำไว้ไปพลางๆ
ตราประทับเหมือนจะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ รอบเมือง มีหยุดพักนานเป็พิเศษสองครั้ง ก่อนจะเคลื่อนที่ไปหยุดอยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนับว่าเป็ชุมชนแออัด เป็สถานที่ของผู้อพยพจากต่างเมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ๆ เมืองที่ถูกกลุ่มสัตว์อสูรโจมตี จึงระเห็จระเหเร่ร่อนมาพักอาศัยที่เมืองปากัสแห่งนี้
ซึ่งเ้าเมืองปากัสก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร จึงสร้างพื้นที่สำหรับรองรับคนเ่าั้เอาไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับกำแพงเมืองฝั่งนั้น นับเป็พื้นที่กว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเมืองเลยทีเดียว
นับวันชาวบ้านที่มาขออาศัย มาขอพึ่งพิงก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมันจึงกลายเป็สถานที่แออัด กลุ่มคนที่ยังอาศัยอยู่บริเวณนั้นก็มักจะเป็ชาวเมืองที่มีรายได้ต่ำ ส่วนคนที่สร้างตัวสร้างฐานะได้ก็มักจะย้ายไปอยู่ที่อื่น
“เลือกสถานที่กบดานได้ดีนี่......” ร่างิญญาแสยะยิ้มมุมปาก
เขานั่งรออยู่ที่ศาลบรรพชนของตระกูลมาหลายชั่วโมงเพื่อรอให้ฟ้ามืด
โชคดีที่เป้าหมายไม่ได้หลบหนีออกนอกเมืองในทันที
ที่เขารอนานขนาดนี้เหตุผลหลักๆ มีอยู่สองประการ
หนึ่งคือเขา้ารอให้เป้าหมายเผยหางของมันออกมา คนที่ทำงานประเภทนี้มักจะระแวดระวังเป็พิเศษ มันคงไม่ยอมให้เขาติดตามไปโดยง่าย จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัย มันจะไม่เผลอเปิดเผยที่มาที่ไปของตนเองเป็แน่
ประการที่สอง ครั้งนี้เขาตั้งใจจะใช้ยันต์นักเดินทางผู้ร่วงโรยที่เพิ่งได้มาใหม่ ยันต์ชนิดนี้นอกจากจะแตกต่างจากยันต์ผู้พิทักษ์ในเื่ระยะเวลาการใช้งานแล้ว ร่างิญญาที่สร้างขึ้นมาก็เป็คนละชนิด
ยันต์ผู้พิทักษ์เป็พลังหยางเข้มข้นทรงพลังในทุกสถานการณ์
แต่กับยันต์นักเดินทางผู้ร่วงโรยเขารับรู้ได้ถึงพลังหยินจากมัน เป็การส่งเสริมดวงิญญาให้แข็งแกร่งขึ้นจากภายในตัวของิญญาเอง ไม่ใช่เสริมแกร่งจากพลังภายนอก
นั่นจึงเป็เหตุผลที่เขาเลือก่เวลากลางคืน มันไม่มีพลังงานจากดวงอาทิตย์มาขัดขวางพลังหยินอันเข้มข้นซึ่งปลดปล่อยออกมาในยามค่ำคืน พลังเหล่านี้จะช่วยเสริมร่างิญญาของเขาได้เป็อย่างดี
เขาเชื่อมั่นว่าพลังที่เพิ่มขึ้นมานี้ น่าจะช่วยขจัดภัยร้ายของตระกูลได้ง่ายดายมากขึ้น การลงมือครั้งนี้จะต้องสำเร็จ ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะต้องเสียสิ่งของที่อยู่ในคลังเพิ่มขึ้นอีกก็เป็ได้
ิญญาชายหนุ่มค่อยๆ ผุดลุกเรียกยันต์นักเดินทางผู้ร่วงโรยออกมาถือในมือ
เขามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงในการจัดการเื่ราว กลุ่มคนที่บุกเข้ามาในตระกูลคราวนี้ดูเหมือนจะมุ่งเป้ามาที่มาดิออสอีกครั้ง เป็ไปได้ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่วางยาพิษคราวก่อน
หากเขาสามารถค้นพบความเกี่ยวข้องระหว่างทั้งสองเหตุการณ์ นอกจากจัดการไปได้หนึ่งปัญหาแล้ว ยังไขข้อข้องใจในเื่ที่คนทั้งตระกูลยังสืบหาความจริงไม่ได้อีกด้วย
“ใช้งาน!”
จินสะบัดมือหนึ่งครั้ง ยันต์ที่คีบไว้ระหว่างนิ้วพลันลุกเป็ไฟ
ควันสีดำค่อยๆ เจาะเข้าไปภายในร่างิญญาของจิน มันชอนไชเข้าไปในร่างโปร่งใสราวกับรากไม้ที่แทงทะลุพื้นดิน
เส้นสายสีดำแผ่ขยายไปทั่วร่างกายราวกับเป็เส้นเื ก่อตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทับถมจนทั่วทั้งร่างกายเป็สีดำสนิท
่เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็เปลี่ยนร่างิญญาโปร่งใสให้กลายเป็ร่างพลังงานสีดำชวนขนลุก
ทุกสัดส่วนเหมือนเป็หมอกควันสีดำ ไม่สามารถมองรายละเอียดได้ชัดเจน บางครั้งเหมือนมองเห็นรูปร่าง แต่บางครั้งก็เหมือนจะมองไม่เห็น ยิ่งมองก็ยิ่งสับสน
จินสำรวจร่างตนเองด้วยความพึงพอใจ ร่างนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืดจริงๆ ด้วย ทั้งยังไร้รูปร่างที่แน่นอนเหมาะแก่การลอบเร้น
ถึงจะเป็รูปลักษณ์ชั้นยอดที่เหมาะสำหรับการลอบเร้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไร้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ ด้านการต่อสู้ก็สามารถใช้พลังได้เต็มที่เช่นกัน แถมยังยากที่คู่ต่อสู้จะทำร้ายร่างิญญาไร้รูปร่างเช่นนี้
เมื่อเตรียมพร้อมเสร็จเรียบร้อย ร่างสีดำก็ลอยออกจากตระกูลพีไรซ์ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ในทันที
บ้านพักโทรมๆ แห่งหนึ่ง
ตรื๊ด...
“ถึงแหล่งกบดานหมายเลขแปดแล้ว ตรวจสอบโดยรอบเรียบร้อย ไม่มีใครตามรอยมา”
ชายหนุ่มหน้าตาซีดเซียวคนหนึ่งเปิดอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาแล้วติดต่อไปหาพรรคพวกของตนทันที
“อืม ภารกิจล้มเหลว คนอื่นไม่รอด......”
“ได้ เดี๋ยวค่อยคุยกันอีกที”
“ตรุ๊ด” มีเสียงสั้นๆ ดังออกมาจากเครื่องมือสื่อสาร เป็การตัดสัญญาณที่เชื่อมต่อกัน
ในยุคสมัยนี้สัญญาณโทรศัพท์ตามปกติไม่สามารถใช้ได้เพราะมีคลื่นรบกวนจากช่องโหว่ระหว่างมิติตลอดเวลา
มนุษย์จึงได้สร้างโครงข่ายป้องกันสัญญาณรบกวนขึ้นมา ทำให้ภายในเมืองต่างๆ ยังสามารถสื่อสารระยะไกลได้ในระดับหนึ่ง แต่หากออกนอกเมืองก็จะถูกคลื่นรบกวนทำให้ไม่อาจสื่อสารได้อีก
พื้นที่รกร้างด้านนอกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่สามารถวางโครงข่ายป้องกันสัญญาณไว้ได้ทั้งหมด เพราะไม่คุ้มค่า อาจพังเสียหายได้จากสภาพอากาศอันเลวร้าย ไม่ก็ฝีมือของเหล่าสัตว์อสูร
กึก เอี๊ยด
ประตูไม้บานเก่าค่อยๆ แง้มเปิดออก
ด้านหลังบานประตูเป็ชายชุดดำอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ดูมีสง่าราศีมากกว่าสามคนที่จินเคยพบ
กึก
หลังจากปิดประตู มันก็เดินเข้ามาหาชายหนุ่มที่กำลังรักษาอาการาเ็ของตนอยู่
“ไม่คิดเลยว่างานครั้งนี้จะไม่ได้หวานหมูอย่างที่คิด” คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เปิดปากพูด พร้อมกับลากเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มานั่ง
“ตระกูลพีไรซ์มีตัวตนที่แข็งแกร่งอยู่ อย่างน้อยๆ มันก็ต้องเป็อเวกระดับห้าที่ใช้ทักษะลับได้” ชายหนุ่มที่รออยู่ก่อนละมือจากการรักษาเปิดปากพูดสิ่งที่คิดออกมา
“เ้าแน่ใจ?” ผู้มาใหม่กล่าวถาม
“แน่ใจ ถ้ามันมีระดับสูงกว่านี้คงไล่ล่าข้าไม่หยุดแน่ แต่นี่ข้าทดลองหลบหนีไปหลายสถานที่ภายในเมือง แกล้งหยุดพักถึงสองครั้ง ก็ไม่มีใครตามมา”
“ถ้าเป็เช่นนั้นก็คงดี แต่พวกเราก็ไม่อาจวางใจได้ ข้าคิดว่าเราจะต้องไปเจรจากับผู้ว่าจ้างดูอีกครั้ง งานนี้ยากเกินไป ไม่คุ้มค่าจ้าง หาก้าทำให้สำเร็จจะต้องมีกำลังเสริม”
“แต่เมืองของเราไม่เหลือคนของสมาคมแล้วนะ ไอ้เ้าเมืองบัดซบนั่นก็ไม่ลงรอยกับสมาคมของเราอีก เป็ไปไม่ได้ที่จะหยิบยืมเครื่องมือสื่อสารระหว่างเมือง....”
“อืม ข้าคงต้องไปคุยกับการาวิโต้ก่อน... ถ้ามันเสนอผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อล่ะก็ ข้าอาจจะต้องเดินทางไปเมืองปิแอสเพื่อขอกำลังเสริมจากสมาคมละแวกใกล้เคียง” ชายผู้มาใหม่ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ท่าทางเหมือนจะเดินออกไป
แต่ทันใดนั้นเงาสีดำประหลาดก็ก่อตัวขึ้นเป็รูปร่างมนุษย์อยู่ที่มุมห้อง
“จะรีบไปไหนเล่า?”