เช้าวันต่อมา...แสงแดดสีทองอ่อนโยนทอดตัวลงมาจากท้องฟ้าสีครามอันไร้เมฆหมอกแสงนั้นสาดส่องลงมากระทบหลังคาบ้านเรือนลอดผ่านช่องแคบระหว่างตัวอาคารลงมาต้องกับหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าจนเกิดประกายระยิบระยับ
สายลมเย็นยามเช้าพัดมาปะทะเข้ากับผิวกายและชายเสื้อนักเรียนของเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวเดินเท้าไปโรงเรียนเฉกเช่นทุกวัน
ณโรงเรียนวชิรจุฬาลักษณ์
เวลา08:19 น.
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมหน้าเสาธงเสียงจอแจของเหล่านักเรียนก็เริ่มจางหายไปตามโถงทางเดินทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในชั่วโมงแรกของวัน
ริวกำลังก้าวเดินไปตามฟุตบาทริมถนนภายในโรงเรียนสายตาทอดมองไปยังถนนใหญ่เบื้องหน้า เห็นรถบรรทุกหลายคันกำลังขนลังขนาดใหญ่จำนวนมากลำเลียงเข้ามาด้านในไม่ต้องมีใครมาบอกริวก็พอจะเดาได้ว่าของในลังพวกนั้นคงเป็นพร็อพตกแต่งที่ทางโรงเรียนสั่งมาเพิ่มสำหรับเตรียมจัดงานใหญ่แน่ๆ
เมื่อขบวนรถขับผ่านไปเด็กหนุ่มก็ค่อยๆละสายตาแล้วก้าวเดินต่อ ทว่าเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น...น้ำเสียงยียวนและเสียงหัวเราะเย็นเยียบของแนนโน๊ะก็ดังก้องขึ้นมาในหัวของเขา
ไม่รู้เหมือนกันนะคะ...ว่าในลังที่ขนเข้ามาในโรงเรียนตอนนี้เนี่ยมันจะเป็นของตกแต่งทั้งหมดหรือเปล่านะ...
แต่ที่แน่ๆ...แนนโน๊ะคิดว่ากลิ่นของดอกไม้ที่บานสะพรั่งไปทั่วโรงเรียนช่วงนี้มันน่าจะหอมแรงกว่ากลิ่นฉุนของสารเคมีแน่ๆเลยล่ะค่ะ...
ประโยคปริศนานั้นของแนนโน๊ะมันดันไปสอดคล้องกับข่าวคดีสารเคมีที่เขาเพิ่งอ่านเจอพอดิบพอดี ริวยังจำได้แม่นแม้ตอนนั้นเขาจะแสร้งตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่องเพราะไม่อยากเผยข้อมูลส่วนนี้ให้อีกฝ่ายรู้ก็ตาม... นอกเหนือจากนี้มันยังโยงไปถึงบทสนทนาที่เขาบังเอิญไปแอบได้ยินพวกสภานักเรียนคุยกันถึงล็อตสินค้าที่ต้องเคลียร์ออกก่อนวันงานอีกด้วย
เขาไม่รู้หรอกว่าพวกนั้นหมายถึงสารเสพติดที่ลักลอบขายกันในโรงเรียนอย่างที่กังวลอยู่หรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือ...
ตอนนี้ผมมีพี่ธันวาเป็นโล่บังหน้าแล้ว...คงน่าจะเอาตัวรอดจากพวกสภานักเรียนพวกนั้นได้ไม่ยาก
แต่สำหรับยูริเนี่ยสิครับ...คงต้องวิ่งหน้าตั้งไปหาแนนโน๊ะให้ช่วยเหมือนเคย
“เฮ้อ...” เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างเหนื่อยหน่าย
ชีวิตของผมนี่มัน...ต้องอาศัยบารมีของคนอื่นถึงจะอยู่รอดไปวันๆ ได้หรือไงครับ
ริวคิดในใจพลางก้มหน้าลงมองพื้นเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ขณะที่สองเท้าเริ่มก้าวเดินต่อไป เขาเริ่มสับสนและไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
จากจุดเริ่มต้นที่เขายอมสอบชิงทุนเข้ามาเรียนที่นี่ก็เพียงเพราะต้องการตามหาตัวไอ้คนที่สั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่เขาเท่านั้น
ตอนที่ผมยังอยู่สถานสงเคราะห์ผมวางแผนไว้ซะดิบดีว่าพอมาถึงที่นี่แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง... แต่พอได้มาเรียนอยู่ที่นี่จริงๆ...
ผมกลับต้องมาเจอเรื่องบ้าบออะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเรื่องวิปริตที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในโรงเรียน ก็ดันได้เห็นมาเต็มสองตา
ริวหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ทว่า…แววตาคู่นั้นดูว่างเปล่าและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
นั่นสินะ...อย่างที่เขาบอกว่าโลกใบนี้มันกว้างกว่าที่คิด
เรื่องทั้งหมดนี่มันจะจบลงยังไงนะ...
ฝ่ามือเรียวของเด็กหนุ่มเลื่อนลงไปกำสายกระเป๋านักเรียนเอาไว้แน่นความจริงที่โหดร้าย
เรื่องทั้งหมดนี่มัน… จะจบลงยังไงนะ ริวถามตัวเองในใจ นัยน์ตาคู่นั้นหม่นลงเล็กน้อย
แต่ในสภาวะที่ทุกอย่างพร่าเลือนมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเด่นชัดเป็นประกายกร้าวอยู่ในใจของริวเสมอมาและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
แต่ที่แน่ๆคนที่สั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่ผม… จะต้องได้ชดใช้ให้ได้
เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาเบาๆเพื่อสะบัดความนึกคิดอันหนักอึ้งและฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไปให้พ้นจากหัวก่อนจะเบนสายตากลับลงมามองยังเส้นทางด้านหน้าแล้วก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนของตัวเองต่อไป
เขาเดินเลี้ยวเข้าไปยังบริเวณใต้อาคารเรียนก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันไดปูนตรงไปยังชั้นสองเด็กหนุ่มทอดน่องไปตามโถงทางเดินยาวอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดลงที่หน้าห้องเรียนของตัวเอง
ณห้องเรียน ม.5/1
ริวเอื่อมมือไปหนุ่นลูกบิดแล้วอองแรงผลักบานประตูห้องเรียนเปิดเข้าไปบรรยากาศภายในห้องยังคงเงียบเหงาเหมือนทุกๆเช้า เว้นซะแต่ว่าในวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่แปลกไปจนทำให้ริวต้องชะงักฝีเท้า
ร่างแนนโน๊ะในชุดนักเรียนสีขาวกระโปรงกรมท่าเข้มกำลังยืนเอามือไขว้หลังมองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าโต๊ะเรียนประจำของริวพอดิบพอดีเป็นภาพแปลกตาที่เด็กหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ริวยืนนิ่งค้างอยู่ตรงหน้าประตูครู่หนึ่งเพื่อดึงสติก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินตรงไปยังโต๊ะประจำของตัวเองเด็กหนุ่มถอดกระเป๋านักเรียนไปแขวนไว้ที่พนักพิงหลังเก้าอี้อย่างเงียบเชียบที่สุดไม่มีคำพูด หรือแม้แต่คำทักทายใดๆ
ทว่า...ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดนั้นเอง แนนโน๊ะก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน ทำลายความเงียบนั้น
“แผนการของริว... ไปถึงไหนแล้วล่ะคะ”
น้ำเสียงใสอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอถามขึ้นลอยๆโดยที่ใบหน้าและสายตายังคงจับจ้องไปนอกหน้าต่างไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย ท่าทางของเธอคล้ายเป็นการชวนคุยเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไปทว่ามันกลับทำให้ริวถึงกับต้องรีบหันขวับไปมองเธอทันที
ริวแอบรู้สึกแปลใจลึกๆ ที่จู่ๆแนนโน๊ะก็เปิดประเด็นถามเรื่องแบบนี้ขึ้นมาแทนที่จะเป็นคำทักทายปกติในยามเช้าแต่เขาก็พยายามทำสีหน้าให้ดูปกติ เพราะเรื่องนี้ตัวของเขาเองที่เป็นคนเล่าให้เธอเองซึ่งมันก็ไม่แปลกอะไรที่เธอจะรู้และถามถึง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็ดีครับ...”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้นแนนโน๊ะก็คลี่ยิ้มบางๆที่มุมปาก เธอค่อยๆละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอก มือที่ไขว้หลังก็ปล่อยออกแล้วหมุนตัวกลับมาพิงสะโพกเข้ากับขอบหน้าต่าง
จากนั้น เธอก็ค่อยๆก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะเรียนของเด็กหนุ่มปลายนิ้วเรียวแหลมแตะลงบนขอบโต๊ะเบาๆ แล้วจึงพูดขึ้น
“อืม... มองจากที่สูงดูแล้ว แนนโน๊ะมองเห็นอะไรได้กว้างกว่าตอนที่ยืนอยู่ข้างล่างมากเลยนะคะ”
“แนนโน๊ะคิดว่าตอนนี้... ริวคงเห็นเหมือนกันนใช่ไหมคะ…”
น้ำเสียงของเธอใสเอื้อนอย่างอารมณ์ดีทว่าดวงตาเรียวๆคู่นั้นกลับจดจ้องมาที่เขาอย่างพินิจ
ประโยคเปรียบเปรยที่แฝงนัยยะนั้นทำให้มือที่กำลังจัดเตรียมหนังสือของเด็กหนุ่มชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ริวตะหงิดใจว่าที่สูงที่เธอหมายถึงคืออาคารเรียนแห่งนี้ หรือหมายถึงคฤหาสน์หรูที่เป็นบ้านของรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนที่เขาไปมาเมื่อค่ำคืนกันแน่…
ทว่าเด็กหนุ่มก็ยังคงรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยนัยน์ตาสีเข้มช้อนขึ้นสบตากับคนตรงหน้า ทว่าตัวของแนโน๊ะเองก็มองเขาก่อนอยู่แล้ว ก่อนจะตอบ
“เรื่องนี้ผมไม่ต้องตอบ ก็คิดว่าคุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดีนะครับ”
“แต่สำหรับใครบางคน ผมก็แค่อยากให้เขาเป็นโล่คุ้มกันให้ก็เท่านั้นพอใช้แล้ว... ก็หมดประโยชน์ครับ”
นัยน์ตาสีเข้มสบประสานกับแววตาของเด็กสาวตรงๆอย่างไม่หลบเลี่ยงก่อนจะพูดประโยคทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณนะครับที่คอยเตือน... ผมก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วและผมจะไม่ลืมหรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ครับ”
ทั้งสองสบตากันนิ่งท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่ดูผิวเผินก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กนักเรียนสองคนกำลังยืนคุยเล่นกันตามปกติแท้ที่จริงแล้วมันคือคลื่นใต้น้ำที่ด้านบนดูนิ่งสนิท แต่ด้านล่างกลับไหลลึก…
แนนโน๊ะไม่ได้ถามซักไซ้อะไรต่อเธอเพียงแค่เหยียดยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อยแววตาฉายความสนุกสนานอย่างปิดไม่มิด “ฮิๆ ถ้าอย่างงั้น… แนนโน๊ะก็ขอเอาใจช่วยริวนะคะ”
“ครับ...”ริวตอบรับเสียงเบา
เมื่อสิ้นสุดการสนทนาแนนโน๊ะก็หมุนตัวเดินกลับไปยังโต๊ะเรียนประจำของเธอที่ตั้งอยู่แถวหน้าสุดของห้องอย่างเงียบเชียบทิ้งให้ริวจมอยู่กับความนึกคิดของตัวเองเพียงลำพังอีกครั้ง
ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากและเสียงพูดคุยจอแจก็ดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอกริวละสายตาจากโต๊ะเรียนแล้วหันไปมองตามเสียงนั้น ก่อนจะพบว่าเหล่าเพื่อนร่วมชั้นกำลังเดินกรูเข้ามาในห้อง บรรยากาศที่เคยเงียบเหงาปนอึดอัดเมื่อครู่พลันมลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวายยามเช้าในทันที
เด็กหนุ่มล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงนักเรียนขึ้นมากดปุ่มเปิดแสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนวาบแสดงผลเวลาปัจจุบัน... 08:27 น.
แปดโมงยี่สิบเจ็ด...คงใกล้ได้เวลาเรียนวิชาแรกแล้วสินะครับ
ริวคิดในใจพลางกดปุ่มปิดหน้าจอให้อับแสงลงตามเดิมก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋าไปเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนๆที่กำลังแยกย้ายกันไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองและในจังหวะนั้นเอง ร่างของครูรัชนีญาครูสอนวิชาสังคมศึกษาก็ก้าวเดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับสมุดรายชื่อและหนังสือเรียนเล่มหนา
ทันทีที่ครูสาวเดินมาหยุดนิ่งอยู่ที่หน้ากระดานดำหน้าห้องเสียงของหัวหน้าห้องก็ดังกังวานขึ้นมาทันทีเพื่อทำหน้าที่ของตน
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”
“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ คุณครู”
เหล่านักเรียนประสานเสียงกล่าวทักทายอย่างพร้อมเพรียงครูรัชนีญาพยักหน้ารับไหว้อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะปัดมือลงเล็กน้อย
“เชิญนั่งค่ะ”
สิ้นคำอนุญาตนักเรียนทั้งห้องก็นั่งลงประจำเก้าอี้ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบและเงียบเสียงลงครูสาวกวาดสายตามองภาพความเรียบร้อยตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะเริ่มเปิดหนังสือและบรรยายเนื้อหาบทเรียนในชั่วโมงแรกของคาบเช้านี้...แล้วการเรียนการสอนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ครูรัชนีญาหยิบชอล์กเขียนลงบนกระดานดำพลางบรรยายเนื้อหาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“เอาล่ะค่ะนักเรียนวันนี้เราจะมาเรียนกันในหัวข้อความอยุติธรรมในสังคมซึ่งหากเราจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องมองผ่านสามปัจจัยหลักด้วยกัน”
“ข้อแรกคือ โครงสร้างสังคมที่มักจะมีความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนบางกลุ่มมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น ข้อต่อมาคือกฎหมาย ซึ่งเป็นกติกาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม”
ครูสาวเว้นจังหวะแล้วเคาะนิ้วลงบนกระดานตามข้อที่เขียนไว้“และข้อสุดท้ายคือ ศีลธรรม หรือจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีในใจของมนุษย์”
ครูรัชนีญาหันกลับมามองเหล่านักเรียนขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะสรุปประโยคปิดท้าย
“ดังนั้น... ไม่ว่าโครงสร้างสังคมจะเป็นยังไงแต่สุดท้ายแล้ว คนที่ทำความผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมายนั่นคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดและเป็นบรรทัดฐานที่โลกใช้ตัดสินค่ะ”
สิ่งที่ยุติธรรมที่สุดงั้นเหรอครับ...
เสียงนั้นดังขึ้นในใจของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่โต๊ะตัวสุดท้ายแถวติดหน้าต่างนัยน์ตาสีของเขาหม่นแสงลงขัดกับสีหน้าเรียบเฉยที่แสดงออก จากคำพูดอันสวยหรูของครู แท้ที่จริงแล้วมันช่างห่างไกลจากความเป็นจริงที่เขาต้องเผชิญมาตลอดทั้งชีวิตสิ้นดี
ในโลกความเป็นจริงที่ริวรู้จักตลอดสิบปีที่ผ่านมา... คนที่สั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่เขายังคงลอยนวล โดยที่ความยุติธรรมที่เรียกว่ากฎหมายไม่เคยเฉียดกรายไปทำอะไรคนพวกนั้นได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ
ฝ่ามือใต้โต๊ะเรียนขยับกำแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปนความแค้นที่ถูกซุกซ่อนไว้เริ่มปะทุขึ้นมาในอกอย่างเงียบๆ
ถ้ากฎหมายไม่ตัดสิน...ผมนี่แหละจะลากคอพวกเขาทุกตัวที่เกี่ยวข้องมาชดใช้ด้วยมือของผมเองไม่สนหรอกว่าจะผิดหรือถูก
แต่ริวก็เพียงคิดอยู่เงียบๆในใจโดยไม่ได้พูดแทรกการสอนของครูแต่อย่างใด ทันใดนั้นเอง แขนเรียวของเด็กสาวที่นั่งหน้าสุดของแถวเดียวกันก็ยกขึ้นทำให้เพื่อนๆในห้องต่างก็พากันหันมอง
“แนนโน๊ะมีคำถามค่ะ”น้ำเสียงใสพูดขัดจังหวะขึ้นมาท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่หันไปมองเป็นตาเดียว
ครูรัชนีญาพยักหน้าเบาๆ “ว่าไงคะแนนโน๊ะ”
แนนโน๊ะค่อยๆลุกขึ้นยืนเธอไม่ได้หันกลับมามองข้างหลัง ทว่าคำถามที่หลุดออกมาจากปากของเธอนั้นกลับพุ่งตรงเข้ากระแทกกลางใจของริวอย่างจัง
“ถ้าในกรณีที่...กฎหมายมันไม่สามารถลงโทษคนทำผิดได้ แล้วเราลงมือจัดการคนชั่วคนนั้นด้วยตัวเองโดยใช้วิธีการกระทำแบบเดียวกับที่เขาทำไว้กับเรา... แบบนี้จะถือว่าผิดไหมคะ”
บรรยากาศในห้องเรียนพลันเงียบกริบลงไปในทันตาริวจ้องมองตรงไปยังแผ่นหลังเหยียดตรงของแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ แววตาของเขาไหววูบด้วยความตกใจ...ประโยคเมื่อครู่ของเธอมันเหมือนกับเธอกำลังตะโกนถามคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจของเขาออกมาแทนทุกอย่างไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว
ครูรัชนีญาอึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามที่ดูเหมือนจะหัวรุนแรงของนักเรียนใหม่แต่ก็พอเข้าใจได้ ก่อนจะปรับสีหน้าและตอบกลับด้วยท่าทีเป็นกลางตามกรอบวิชาการ
“ในทางศีลธรรมครูเข้าใจนะคะว่ามันน่าเห็นใจ... แต่ในทางปฏิบัติและกฎหมายแล้ว ถือว่าผิดเต็มๆเลยค่ะเพราะไม่มีใครมีสิทธิ์ไปตั้งตนเป็นศาลเตี้ยตัดสินคนอื่น”
“แม้กระบวนการยุติธรรมอาจล่าช้าไม่สมบูรณ์แบบ หรือมีข้อจำกัดบางประการแต่การใช้กฎหมายจัดการตามขั้นตอนยังคงเป็นทางออกเดียวที่ได้รับการรับรองค่ะ”
“ฉะนั้นแล้ว เราต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมดีที่สุดค่ะเชิญนั่งลงได้ค่ะ”
“ค่ะ... ขอบคุณค่ะคุณครู” พูดจบแนนโน๊ะยอมนั่งลงแต่โดยดี
ทว่าก่อนที่เธอจะละสายตากลับไปที่หน้ากระดานใบหน้านั้นกลับแอบเอียงคอหันมาด้านหลังเล็กน้อยดวงตาเรียวคมของเธอสบเข้ากับดวงตาของริวที่กำลังจ้องเธออยู่ ก่อนที่มุมปากของเด็กสาวขยับยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้ม… ที่รู้กันอยู่แค่สองคน