“อวี้ฉี… อวี้ฉีคนดี…”
เสียงทุ้มพร่าเอ่ยเรียกอย่างไม่รู้จักหยุด
“เ้า… ชอบข้ามากสินะ… ฮึ่ก… ข้าเอง… ข้าเองก็เคยเห็นเ้า… ข้าชอบเ้าเช่นกัน…”
คำสารภาพอันสับสนพรั่งพรูออกมาพร้อมลมหายใจร้อนผ่าว ปลายนิ้วไล้กดที่เอว ก่อนริมฝีปากนั้นจะก้มลงจุมพิตซอกคอเขา
เซียวอวี้ฉีสะดุ้งสุดตัว ความมึนจากสุราแล่นขึ้นสมองจนภาพตรงหน้าโคลงเคลง เขาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ คนผู้นั้นกลับยิ่งเข้ามาใกล้ราวกับไร้สติ
“เ้าเป็ใคร! ออกไป!”
เขาถีบกลางท้องอีกฝ่าย แต่ข้อเท้ากลับถูกคว้า ถุงเท้าถูกรูดหายไปชั่วพริบตา
“เด็กดี..อยากเล่นแบบนี้ก็ได้นะ ฮึ้ก…”
เห็นเขาดิ้นรนกระเสือกกระสนคนผู้นั้นปลอดโปร่งอารมณ์ดี เสียงหัวเราะต่ำดังลอดขึ้นจากในลำคอ
ปลายฟันลากผ่านข้อเท้าขาว เซียวอวี้ฉีชะงักวาบ แสงจันทร์ส่องบนใบหน้าอีกฝ่าย ผมดำเข้ม ปลายแก้มแตะผิวเขา…และดวงตาสีม่วงสะท้อนประกาย
หัวใจเขากระตุกวูบ
ั์ตาสีม่วง...กระไอมนต์ลึกลับเช่นนี้ หรือว่าคนผู้นี้คือ...คนสกุลติง!
“คุณชายติงเมาแล้ว ข้าจะพาไปส่งที่เรือนด้านหน้า”
เขาเอ่ยอย่างสุภาพทั้งที่ขมับเต้นตุบๆ
เมื่อเห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็ใคร เซียวอวี้ฉีพลันใจเย็นลง
คาดเดาได้ไม่ยากว่าชายคนนี้น่าจะเป็คุณชายคนหนึ่งที่ถูกเชิญมาร่วมงานคืนนี้
คุณชายแซ่ติงผู้นี้คงดื่มจนเลอะเลือน เผลอเดินเลยมาถึงเรือนของเขา และด้วยนิสัยของคนตระกูลนี้ เจอสตรีเป็ตะครุบ เจอบุรุษรูปงามมิพ้นต้องจับลงท้องทุกราย
“ฮึ้ก…ไม่นึกเลยว่าเ้าจะจำข้าได้…”
ติงหลินต๋าหัวเราะพร่ามัวด้วยความเมา
“ในเมื่อ..ฮึ้ก..รู้จักมักคุ้น..เช่นนั้น..พวกเรามาทำแบบนั้นกันเถอะ…”
รู้จักมักคุ้น? ข้ายังไม่รู้เลยว่าเ้าเป็คนหรือผี จะมาทำแบบนั้นอะไรกัน!?
“คุณชายอย่าล้ออวี้ฉีเล่นเลย คืนนี้เป็งานเลี้ยงดูตัวหาใช่งานเข้าหอไม่ หากท่านอยากหาความสำราญ ผู้น้อยยินดีไปส่งท่านที่ตรอกโคมเขียวดีหรือไม่“
เซียวอวี้ฉีแต้มรอยยิ้มบางไว้บนใบหน้า ทว่าดวงตากลับเยือกเย็นราวคมมีด มือยื้อยุดมิให้คุณชายติงแทะเล็มซอกคอของตนสุดความสามารถ
“ฮ่าๆ เ้าช่างพูดจาเปิดเผยดีนัก ฮึ้ก...ข้าชอบ!”
ติงกงจื่อเอ่ยพลางหัวเราะเมา
“แต่คืนนี้..ไม่ใช่เ้าข้าก็ไม่เอา!”
เซียวอวี้ฉีหน้าเจื่อนทันที
เ้านี่เมาจนเพ้อไปแล้ว!
ติงกงจื่อรู้ว่า ชายหนุ่มหวาดกลัวด้วยยังบริสุทธิ์ แต่ถ้าตนคิดจะมีสัมพันธ์กับใครก็ได้จะมาที่นี่ทำไมเล่า!
“เ้าไม่ต้องกลัว… ข้าจะมาสู่ขอ...จะยกตำแหน่ง อนุลำดับที่สิบเจ็ด ไม่สิ อนุลำดับที่สิบแปดให้!”
อนุลำดับที่สิบแปด?
เซียวอวี้ฉีชะงัก
จะให้บุตรชายคนโตแห่งสกุลเซียวผู้สูงศักดิ์ไปต่อหางแถวในฐานะอนุของเขางั้นหรือ?! ฝันไปเถอะ!
ความเยือกเย็นในแววตาเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวในพริบตา แม้ในใจจะอยากคว้าคอเสื้อของติงเพ้อพกนี่มาเหวี่ยงให้พ้นจากเรือนเดี๋ยวนั้น เซียวอวี้ฉีก็ยังต้องอดกลั้นไว้สุดกำลัง ทำได้เพียงมองตอบด้วยสายตาเข้มข้นที่สะกดอารมณ์ไว้แน่น ขณะที่อีกคนก็เอาแต่ลูบร่างกายของเขาไปมา
ในตอนนั้นเองเซียวอวี้ฉีเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
สัดส่วนที่ถูกััเสียดสีไปมานั้นอยู่ๆ ก็เริ่มไม่เป็ตัวของตัวเอง พวกมันขยับเข้าหาความเย็นสบายจากกายของอีกคน ยิ่งส่วนที่ัักันไร้อาภรณ์ปกปิด ก็ยิ่งให้ความรู้สึกดีเป็ทบทวี
จากนั้นเขาจึงสังเกตว่าในห้องมีกลิ่นหอมแปลกประหลาดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ สีชมพูอ่อนระเรื่อของควันบางเบาแผ่ซ่านไปทั่วห้อง กลิ่นนั้นคล้ายเครื่องหอมแต่กลับมีฤทธิ์ประหลาด ยิ่งสูดดมก็ยิ่งรู้สึกมึนงง ล่องลอย เหมือนสติถูกพรากออกทีละน้อย
นี่คงไม่ได้โดนยากำหนัดเข้ากระมัง…
ภาพต่อเนื่องผสานจนปะติดปะต่อ…
เซียวเถียนหายไปหลังบอกว่าจะไปเอาเสื้อคลุม… คุณชายติงโผล่มาแทน… ควันหอมโลมล้อม…
เมื่อประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน…
นี่คือแผนของฮูหยินใหญ่! ตั้งใจเหวี่ยงเขาให้ติงบัดซบอะไรนี่!
แต่มันจะต้องไม่เป็ไปอย่างนั้นเด็ดขาด!
เซียวอวี้ฉีกัดฟันแน่น พยายามไม่สนใจอารมณ์ปรารถนาที่เกิดขึ้น ระหว่างที่คน้ากำลังสนุกสนานกับการแทะเล็มใบหูเขาจนเปียก เขาก็หันหน้าไปโขกศีรษะอีกฝ่ายเต็มแรง ถัดมาด้วยเตะผ่าหมากมหาหายนะ
“โอ๊ยยยย!!”
ติงบัดซบล้มคุดคู้ กุมตรงนั้นร้องโอดครวญเหมือนจะขาดใจ
เซียวอวี้ฉีออกแรงผลักสุดตัวจนคน้ากระเด็นกลิ้งตกเตียงไปทันที
“คุณชายติง…ท่านเมาแล้ว ข้าจะพาท่านกลับไปเรือนด้านหน้า…”
เขายืนขึ้นหอบเบาๆ ใบหน้าแดงปลั่ง ศีรษะมึนงง ต้องอาศัยเสาค้ำยันไว้
โชคดีที่การโจมตีจุดตายของบุรุษได้ผลชะงัด ยิ่งมันกำลังผยองเต็มที่เช่นนั้น ตอนโดนเตะจึงยิ่งเ็ปเป็ร้อยเท่าพันเท่า
ติงกงจื่อย่นหัวคิ้ว เจ็บจนยืนไม่ขึ้น โทสะพวยพุ่ง ดวงตาสีม่วงหยาดเยิ้มเพราะฤทธิ์กำหนัดถลึงใส่ชายหนุ่ม ก่อนจะะโด่าต่างๆ นานา
เซียวอวี้ฉีหันมองไปรอบๆ ไม่สนใจเสียงด่ากราดนั้นแม้แต่น้อย เขากวาดสายตาหาต้นกำเนิดของควันว่ามาจากที่ใด
ควันลอยออกมาจากผนังทั้งสี่ ดูเหมือนว่าเรือนของเขาจะถูกวางกลไกเสียแล้ว
เซียวอวี้ฉีรู้ทันทีว่าต้องรีบออกจากที่นี่ เขาโน้มตัวคว้าคอเสื้อของติงกงจื่อ ลากอีกฝ่ายไปด้วยอย่างยากลำบาก
จะทิ้งคนไว้เป็หลักฐานมัดตัวไม่ได้เด็ดขาด!
ทว่าเซียวอวี้ฉีคาดเดาผิดไป มิใช่เพียงกลไกควันกำหนัดเท่านั้นที่ผู้ไม่ประสงค์ดีวางไว้ แต่เป็ค่ายกลที่ครอบคลุมทั้งเรือน
ประตูหน้าต่างถูกปิดตาย สิ้นเสียงภายนอก ไม่มีแม้แต่เสียงลมหรือฝีเท้าผ่านเข้าออก อนุญาตเพียงแสงจันทร์เลือนรางที่ลอดเข้ามา ให้เห็นเพียงว่าตนถูกขังอยู่ในเรือนนี้เท่านั้น
เมื่อรู้ว่าหนีไม่พ้น เซียวอวี้ฉีจึงปล่อยคอเสื้อของติงกงจื่อ ชายผู้นั้นพอความเจ็บทุเลา บวกกับฤทธิ์ยากำหนัดที่ฟุ้งกระจายยิ่งขึ้น ก็กลับมามีแรงโถมเข้าหาเขาอีกครั้ง
“เ้านี่ช่างร้ายนัก ข้าจะตีให้เข็ด!… ฮึ้ก”
เซียวอวี้ฉีล้มคว่ำตามแรงที่พุ่งเข้ามา ติงกงจื่อเหวี่ยงเขาลงกับเตียง เข้ามารุกรานแนบชิดอีกครั้ง
ครั้งนี้หนักหน่วงกว่าเดิม
เสื้อผ้าของเขาหลุดยับ ข้อมือถูกตรึงไว้เหรือศีรษะ ผิวเนื้อ่เอวถูกััต้อง ลำคอถูกฟันคมขบอย่างแรงจนเสียงครางเจ็บหลุดออกมา
ชายหนุ่มเบือนหน้าไปทาง เล็บจิกฟูกนอน หอบถี่อย่างจนปัญญา
ฤทธิ์กำหนัดทำให้เขาหมดแรงจะสู้กลับ ตาฉ่ำปรือเหลือบหาตัวช่วย พอดีว่ามือหลุดจากการเกาะกุมมาได้ จึงไปคว้าเชิงเทียนซึ่งอยู่ใกล้
เขาง้างเชิงเทียนขึ้นสูงและฟาดลงไปอย่างแรง แต่กลับถูกติงกงจื่อหยุดเอาไว้ เชิงเทียนถูกปัดกระเด็นหลุดมือไปไกล
ปึ้ก!
เชิงเทียนนั้นเหมือนกระแทกเข้ากับบางสิ่ง
เซียวอวี้ฉีเพ่งมองตำแหน่งนั้น ทิศทางที่เชิงเทียนกระเด็นไปมีเงาดำเลือนรางปรากฏอยู่จริง
“เ้ามุดมาจากรูสุนัขใด! ฮึ้ก…”
แม้จะเมามาย แต่คุณชายติงยังมีประสาทรับรู้เฉียบคม หันขวับไปยังเงาปริศนาที่จู่ๆ โผล่ขึ้นมาในความมืด ดวงตาสีม่วงวาวโรจน์เจือความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ
“แล้วเ้าเล่า มุดจากรูสุกรใด?”
เงาดำนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสเย็นเฉียบ ทว่าหากเงี่ยหูฟังให้ดี จะััได้ถึงพลังบางอย่าง ที่กดข่ม…ซ่อนเร้น…พร้อมจะขย้ำอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
“สาวหาว! เจออ๋องเช่นข้าแล้วยังไม่คุกเข่า รนหาที่ตายรึ! ฮึ้ก…”
คุณชายติงประกาศฐานะเสียงดัง พยายามยืดอกวางท่าผู้สูงศักดิ์ มือหนึ่งชี้ไม้ชี้มือดุดัน ทว่าเสียงสะอึกถี่ๆ ที่คอยแทรกทุกคำกลับทำให้ภาพนั้นน่าขบขันยิ่งนัก
“ใครต้องคุกเข่าให้ใคร…ยังไม่แน่หรอก”
เงาดำแค่นเสียงตอบกลับ ความเย่อหยิ่งในน้ำเสียงไม่น้อยหน้าเลยสักนิด
เขาก้าวออกจากความมืด เอ่ยเสียงเฉื่อยเย็นราวกำลังรำลึกเื่ธรรมดาเสียอย่างนั้น
“พวกที่เจอข้าแล้วไม่ก้มหัว… บ้างก็กลายเป็มูล บ้างก็ถูกบดจนไม่เหลือซาก”
เขาลูบปลายนิ้วอย่างรำคาญ
“นับๆ ดูแล้ว…คงเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนได้กระมัง”
แล้วดวงตาสีทองของเขาก็เลื่อนมาหยุดที่คุณชายติง รอยยิ้มเฉียงปรากฏขึ้นอย่างผู้เหนือกว่า
“แต่ผู้สูงส่งเช่นข้า จะละเว้นให้สักครั้ง…” เสียงทุ้มต่ำลากยาวจงใจข่ม “ถ้าเ้ายอมไสหัวไปพ้นๆ เสียเดี๋ยวนี้”
เงามืดนั้นโอหังอย่างผู้ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด ทว่าใต้ความยโสนั้น ดวงตาสีแดงฉานกลับวูบไหวไม่หยุด เหมือนเปลวเพลิงที่พร้อมลุกโชน…แต่ถูกเ้าตัวพยายามกดทับเอาไว้
ลมหายใจของเขาแ่ถี่จนได้ยินชัดในความเงียบ ร่างสูงชุ่มเหงื่อจนเสื้อแนบผิว หยดเหงื่อไหลรินลงพื้นเป็จังหวะ ติง… ติง…
เผยให้เห็นว่าบุรุษตรงหน้านี้ แม้จะยืนหยิ่งยโสเพียงใด แท้จริงแล้วกำลังเผชิญกับความทรมานบางอย่างที่กัดกินเรือนกายอยู่เช่นกัน
ติงกงจื่อที่เลื่อนระดับเป็ติงอ๋องไม่เคยพบใครที่กล้าเถียงตนซึ่งหน้ามานานแล้ว ดังนั้นจึงพักเื่พลอดรักไว้ชั่วคราว หันมาเตรียมต่อยตี ร่างสูงซวนเซโอนเอน ควักยันต์กระดาษออกมาสะบัด ตั้งมุทราแล้วะโว่า
“ยิง!”
พลันปรากฏไฟสีม่วงทมิฬพุ่งเข้าใส่เงาดำนั้นดังตูม
ทั้งห้องเต็มไปด้วยควันทันที
“นี่พวกเขาทำบ้าอะไร?!”
เซียวอวี้ฉีซึ่งยังล้มอยู่บนฟูกแทบไม่ทันตั้งตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังดีที่ตอนนี้มีเวลา เขาฉุดร่างที่ร้อนรุ่มแทบทนไม่ไหวของตัวเองคลานจากเตียงไปจนถึงประตู
ร่างสูงพิงบานประตู พยายามมองหาช่องทางที่จะทำลายค่ายกลนี้
ค่ายกลนี้เป็ค่ายกลแบบมีเงื่อนไข เพื่อสร้างค่ายกลเช่นนี้จำเป็ต้องมีสองปัจจัย
อย่างแรกคือจุดประสงค์
อย่างที่สองคือเงื่อนไข
ทั้งสองอย่างต้องครบจึงจะสามารถผงาดเป็ค่ายกล หากบรรลุจุดประสงค์แต่ไม่บรรลุเงื่อนไข ค่ายกลจะไม่ถูกทำลาย
ค่ายกลนี้มีจุดประสงค์เพื่อขังพวกเขาเอาไว้ ส่วนเงื่อนไขนั้นอาจจะเป็…
เซียวอวี้ฉีเหมือนจะตระหนักได้แล้วว่าเงื่อนไขนั้นคืออะไร ความรู้สึกหนักอึ้งพลันถาโถมเข้ามา
เขาเหลือบมองติงอ๋องกับเงาดำที่ยังตบตีกันอยู่อีกด้าน ก่อนสายตาจะเผลอเลื่อนไปยังเตียง
เพียงแค่นั้นทั้งร่างก็สั่นสะท้านขึ้นมา
ถ้าเขาเดาถูก เงื่อนไขของค่ายกลนี้คงเป็
‘เซียวอวี้ฉีเสียพรหมจรรย์ให้ติงอ๋อง’
และหากไม่เกิดเื่เช่นนั้นขึ้น ควันกำหนัดที่ลอยละลิ่วเต็มห้องก็จะยิ่งข้นขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยากำหนัดนี้ หากต้องเดาต่อ ก็น่าจะมีฤทธิ์ถึงขั้นพรากชีวิตของเขาได้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มีเพียงสองทางเลือก
หนึ่ง เขากับติงอะไรนี่ต้องมีสัมพันธ์สวาทตามเงื่อนไข ชื่อเสียงของเขาจะถูกทำลาย ต้องแต่งเข้าจวนสกุลติงในฐานะอนุลำดับที่สิบแปด ชีวิตหลังจากนั้นอยู่ไม่สู้ตาย
สอง เขาปกป้องตนเองไว้ได้ รักษาความบริสุทธิ์จนถึงที่สุด แต่ต้องสูดยากำหนัดพิษนี้เข้าไปจนสิ้นใจ ติงอ๋องอะไรนี่เองก็คงไม่รอดเช่นกัน จากนั้นผู้ที่สร้างค่ายกลจะมาปลดมันออก ทุกคนจะพบเขานอนตายเคียงข้างบุรุษเ้าชู้ ท่ามกลางซากยากำหนัดในห้อง ปล่อยให้เื่ราวถูกแต่งเติมว่า
‘ทั้งคู่หลงระเริงในรสสวาทจนสิ้นใจ’ ชื่อเสียงของเขาหลังตายก็ยังแปดเปื้อนอยู่ดี…
ไม่ว่าทางใดล้วนจบไม่งาม เซียวอวี้ฉีไม่อยากตาย ส่วนถ้าเลือกจะอยู่ก็ต้องมอบความบริสุทธิ์ให้ติงอ๋องคนนั้น
เยี่ยมยอดนัก ช่างเยี่ยมยอดเหลือเกิน!
“ฮูหยินใหญ่… ท่านชังข้าเพียงนี้เชียว”
ชายหนุ่มหัวเราะหยัน แววตาสีดอกแหนฉายความจนใจนัก
ทั้งที่ข้ายอมหลีกทางให้ถึงเพียงนี้…นางกลับไม่ยอมเลิกรา…
ระหว่างที่เซียวอวี้ฉีกำลังกุมขมับ จมเจ่ากอดเข่าด้วยความรันทด ทางด้านติงอ๋องกับเงาลึกลับก็สู้กันอุตลุดรอบห้อง แจกัน โต๊ะ ฉากกั้น ปลิวว่อนเกลื่อนไปทั่ว
โดยส่วนใหญ่เงาลึกลับนั้นแทบไม่ตอบโต้ มีเพียงคอยหลบหลีกไปมาเท่านั้น
กระทั่งเงาดำนั้นโผล่มายืนข้างๆ เขา…ถึงค่อยรู้สึกตัว
“ไม่ไหวแล้วหรือ?”
เงาดำลึกลับ หรือจะว่าบุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ
จากมุมมองของเขา เซียวอวี้ฉีใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจสะท้อนอกถี่จัด สภาพนั้นชัดเจนเหลือเกินว่า ถูกฤทธิ์ยากำหนัดกัดกินจนแทบทนไม่ไหวเสียแล้ว
“ท่านก็… ไม่ต่างกัน…”
เซียวอวี้ฉีตอบกลับเสียงพร่าแ่ ไม่เงยหน้า แต่ลมหายใจร้อนระอุที่ดังอยู่เหนือศีรษะนั้น บอกทุกอย่างชัดยิ่งกว่าภาพตรงหน้า
ชายปริศนาผู้นี้เอง…ก็เกือบจะคุมตัวไม่อยู่พอกัน
ในบรรดาคนทั้งสามในห้อง ผู้ที่รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นติงอ๋อง หรือคือ ‘ติงหลินต๋า’ เขามีชื่อเสียงเลื่องลือเื่เริงรัก ยากำหนัดระดับใดสูดจนเคยชิน ถึงได้ไม่สะทกสะท้านอันใดอีกแล้ว
“เซียวอวี้ฉี… เงื่อนไขของค่ายกลนี้คือ เ้ากับอ๋องอย่างข้าต้องมีสัมพันธ์กัน…”
ในที่สุดติงหลินต๋าก็คลายอาการเืขึ้นหน้า สะบัดแขนเสื้อเก็บมือเข้าหาตัว ดูเหมือนสติจะกลับคืนมาบ้าง แต่ก็ยังสะอึกอยู่ไม่หยุด
“ท่านเป็คนวางค่ายกล?”
เซียวอวี้ฉีไม่คิดว่าอ๋องสกุลติงจะเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยตนเอง ทว่าความหวาดหวั่นในอกกลับลดลง เพราะอย่างน้อยตอนนี้ยังมีบุคคลปริศนายืนอยู่ข้างๆ หากติงอ๋องคิดจะทำสิ่งใดก็คงยากหน่อย
ทว่ามันเร็วเกินไปที่เซียวอวี้ฉีจะวางใจ
เพราะสุดท้ายแล้วบุรุษก็คือบุรุษ เมื่อต้องติดอยู่ในห้องปิดตายเช่นนี้ แถมยังมีกลิ่นกำหนัดกระตุ้นทั่วอากาศ สองคนนั้นอาจเริ่มหน้ามืดมองเขาเป็เหยื่อไปเสียแล้ว… หากถึงครานั้นจริง เขาคงไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะร้องออกมา
“เหอะ! ค่ายกลชั้นต่ำ อ๋องอย่างข้าไม่ลดตัว!”
ติงหลินต๋าถ่มน้ำลายปฏิเสธ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความทะนง และท่าทีที่แสดงออกก็ดูเหมือนไม่โกหก
เซียวอวี้ฉีจึงเริ่มมั่นใจขึ้นมาว่าเื่ทั้งหมดนี้ คงเป็ฝีมือของคนในแน่นอน
“ในเมื่อเป็ค่ายกลชั้นต่ำ ท่านอ๋องก็ปล่อยอวี้ฉีไปดีหรือไม่?”
เขายิ้มบางทำหน้าเป็มิตร หวังให้ติงอ๋องผู้นี้เกิดจิตศรัทธาต่อบุรุษดีๆ คนหนึ่ง
เพียงแต่…แย่หน่อยที่สีหน้าเขายามนี้ดูเชิญชวนเกินไป
ั์ตาดอกแหนหวานเยิ้ม ดูมึนงงล่องลอย เส้นผมเรียบลื่นไม่เป็ทรง ปอยผมละยังสาบเสื้อที่แหวกออกไม่เรียบร้อย…
เป็ภาพที่บุรุษชั่วช้าเห็นบุรุษชั่วช้าจับกิน ปีศาจเห็นปีศาจฉีกทึ้ง ติงหลินต๋าเป็ทั้งสองจำพวก อารมณ์ที่เพิ่งมอดดับเมื่อครู่จึงถูกจุดขึ้นใหม่ เขาก้าวยาวเข้ามา ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากฉีกกระชากคนเสียหมดทั้งเนื้อทั้งตัว
“เ้าหนู ความบริสุทธิ์กับชีวิต จะเลือกสิ่งใด?”
ระหว่างที่เซียวอวี้ฉีกำลังใกับท่าทีของอีกคน ชายที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
น้ำเสียงแม้จะฟังดูปกติ ทว่าลมหายใจกระชั้นขึ้น ลางสังหรณ์ไม่ดีพลันพวยพุ่งขึ้นมาทันที
หรือว่าเขาเองก็กำลังคิดเช่นเดียวกับอ๋องลามกคนนั้น!?
“ท่านถามผิดแล้ว จะอย่างไหนสำหรับข้าก็เป็ชีวิต ข้าจะตายที่นี่ไม่ได้ เสียความบริสุทธิ์ไม่ได้ หาไม่ต่อจากนี้ก็จบสิ้นแล้ว”
เซียวอวี้ฉีเพียรยึดมั่นอยู่กับความเชื่อว่าชายข้างกายยังมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่บ้าง
“อ้อ…หมายความว่า?”
อีกฝ่ายเอียงหน้ามาใกล้ ครานี้เขามองเห็นใบหน้านั้นชัดเจน และนั่นเองที่ทำให้ร่างของเขาเย็นวาบไปทั้งตัว
มิใช่ เพราะคิ้วเข้มเฉียงทรงกระบี่
มิใช่ เพราะดวงตาสีบุษราคัมที่เรืองแสงในความมืด
มิใช่ แม้แต่ริมฝีปากแดงที่แย้มยิ้มราวกับล่อลวงผู้คนสู่หายนะ
หากแต่เป็ โลหิต
โลหิตที่อาบย้อมครึ่งซีกหน้าของเขา
แดงคล้ำไหลรินผ่านสันกรามลงสู่ลำคอ
และเมื่อมองดีๆ เซียวอวี้ฉีถึงกับชะงักลมหายใจ ทั้งร่างของอีกฝ่าย…เปื้อนไปด้วยเื!
เช่นนั้นแล้ว ที่ผ่านมาเสียง หยาดเหงื่อ ที่เขานึกว่าฟังผิด… เห็นทีจะเป็ เสียงเืหยด เสียมากกว่า!
“เ้าหนู?” ชายคนนั้นเอ่ยเรียกเสียงทุ้มต่ำ
แม้รู้ดีว่าสภาพของตนยามนี้ไม่สู้ดีนัก ทว่าเขายังคงมั่นอกมั่นใจว่า ด้วยรูปโฉมล่มเมืองของตน คงไม่ถึงกับทำให้บุรุษผู้นี้ใจนเกินไปหรอก
ทว่า…ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงใบหน้าแดงก่ำของเซียวอวี้ฉีจะเปลี่ยนเป็ซีดขาว จากซีดขาวเป็เหลืองคล้ำ
และในชั่วเสี้ยวอึดใจ คนทั้งคนก็หงายหลังล้มไปเหมือนเห็นผี…