ขบวนใหญ่ของเฟิงเหยียน ครู่เดียวก็เคลื่อนตัวมาถึง“วังเทียนอี้” อันเป็ราชวังของผู้ปกครองแผ่นดินที่ตั้งอยู่กลางเมืองหลวง
ภายในลานราชวังอัดแน่นไปด้วยทหารในชุดเกราะสีเทาสะท้อนแสงตะวันยืนเรียงราย เมื่อขบวนเฟิงเหยียนมาถึง เสียงเป่าหวอดที่หน้าประตูดังระงมไปทั่วลาน เหล่านายทหารต่างะโชื่อเฟิงเหยียนจนแผ่นดินะเื
ขบวนเสด็จค่อยๆเคลื่อนตัวฝ่าเสียงะโที่อัดแน่นจนมาหยุดอยู่ที่หน้าวัง ชายผู้หนึ่งในชุดผ้าคลุมสีแดง อายุได้๖๔ปี ก้าวลงจากขบวน ไว้ผมยาวสีแดงสด เป็เฟิงเหยียน เขาใส่ชุดสีเืหมู ที่ข้างเอวประดับด้วยดาบชั้นเลิศคู่หนึ่ง
เขาก้าวเท้าวูบเดียวก็หายเข้าไปในราชวัง ภายในท้องพระโรงที่เบื้องล่างเต็มไปด้วยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ และเหล่าประมุขของสิบหกตระกูลย่อย ที่เบื้องบนบัลลังก์ยืนไว้ด้วยหกขุนพลัและที่โดดเด่นคือ“หลงจื้อป๋อ”อันเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของหลงเทียนห่าว เฟิงเหยียนที่เงยมองขึ้นไป พอเห็นว่าหลงเทียนห่าวมิได้อยู่ด้วย ที่มุมปากเขาปรากฏรอยยิ้มกระตุกวูบหนึ่ง
“ขออภัยที่บิดาข้าติดภารกิจ มิอาจมารับท่านด้วยตนเอง” หลงจื้อป๋อผสานมือขอขมา
เฟิงเหยียนรับไว้ ก่อนเอ่ยตอบ
“ท่านหลงเทียนห่าวนับว่ามีเื่ราวมากมายให้กระทำ เรามิบังอาจถือสา” เฟิงเหยียนคาราวะตอบ ทั้งคู่ต่างปั้นยิ้มที่ดูจริงใจให้แก่กัน “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอเป็ตัวแทน ทำการประกาศเปลี่ยนแผ่นดิน” หลงจื้อป๋อสูดหายใจลึก ก่อนะโออกก้องกังวานไปทั่วห้อง
“บัดนี้ครบรอบวาระการปกครองสี่ปีของจักรพรรดิหลงเทียนห่าว บ้านเมืองต่างร่มเย็นเป็สุข และบัดนี้ถึงครารอบที่ประมุขเฟิงเหยียนแห่งตระกูลหงส์แดง จะก้าวขึ้นมาเป็องค์จักรพรรดิ สานต่อความสงบสุขสืบไป!” หลังเสร็จสิ้นคำกล่าว เสียงเป่าหวอดดังขึ้นอีกคราหนึ่ง เหล่าขุนนางต่างะโกู่ร้อง “เปลี่ยนแผ่นดิน! … เปลี่ยนแผ่นดิน!”
เหล่าทหารที่เบื้องนอกพากันแผดเสียงตาม ราชวังเทียนอี้ถูกบรรยากาศอันยิ่งใหญ่กดทับจนร้อนผ่าว เสียงะโเ่าั้ดังออกมาราวนกแตกรังที่โบยบินไปทุกซอกมุมเมือง
ทำเอาซูิที่เดินแตร่อยู่ตามตัวเมืองหัวใจพองโตตาม ‘เฟิงเหยียนได้ขึ้นปกครองแล้วจริงๆ’ มันรำพึงในใจ ตระกูลนี้ครั้งใดที่ได้ขึ้นปกครอง มักเอาเปรียบผู้คนนัก
หลังขบวนพ้นผ่าน ซูิเดินวกกลับไปหาสินค้าของตนตามรายทาง กลับไม่พบเจอสักชิ้นหนึ่ง นี่มันเพิ่งหอบสินค้าเข้าเมืองหลวงเพียงวันเดียว ก็ต้องออกไปร่อนเร่กับพวกพ่อค้าอีกแล้วหรือนี่
เมื่อคิดว่าต้องเดินทางไกลอีกครั้ง หัวใจมันดั่งมีหมอกหนามาปกคลุม ชายหนุ่มเดินห่อเหี่ยวมาถึงหน้าประตูเมือง มองไปเห็นทหารยามเฝ้าอยู่สองนาย หนึ่งนายในนั้นซูิรู้จักดี มันคือ“เฟยหลี่”
เฟยหลี่เฝ้าประตูด้วยความเบื่อหน่าย เขาถูกฝึกมาให้ต้องปั้นใบหน้าบึ้งตึงที่เหมือนทะเลาะกับภรรยาที่บ้านตลอดเวลา เฟยหลี่หันมาเห็นบุคคลผู้หนึ่งที่กำลังจะออกประตูเมือง มองไกลๆเป็เด็กหนุ่มไร้เื้ั มันจึงยิ้มวูบหนึ่งในใจดั่งนายพรานเจอเหยื่อ การได้ข่มขวัญผู้คนที่เข้าออกเมืองนับเป็ความสุขของงานมันยิ่งนัก
เฟยหลี่ไม่ลืมที่จะปั้นใบหน้าให้บึ้งตึงมากกว่าเดิม ก่อนที่หน้าบิดเบี้ยวของมันจะหายไป เมื่อพบว่าบุคคลผู้นั้นคือซูิ!
“อ้าว เป็น้องิ เ้าเข้าเมืองมาั้แ่เมื่อใด ข้ามิเห็นรู้เื่”
ซูิฉีกยิ้มกว้างก่อนประสานมือคาราวะ “อ้าวพี่เฟย ข้าต้องเดินทางออกนอกเมืองไปหาสินค้าเพิ่มเติม จึงมิลืมที่จะมาบอกลาท่าน”ซูิยิ้มทักทาย พร้อมทำท่าควานหาของในย่ามสะพาย ก่อนโค้งคำนับ
“เกิดเหตุหลายอย่าง ตัวข้าตอนนี้ไม่มีของขวัญติดไม้ติดมือให้พี่เฟย ต้องขออภัย”
ซูิกล่าวพร้อมก้มหัวอีกรอบ
”งั้นข้าต้องแสดงความเสียใจเช่นกัน เ้าถูกสั่งให้โดนกักตัวไว้ ห้ามออกไปที่แห่งใด!!”…..
เฟยหลี่พอเห็นสีหน้าซีดเผือกของซูิ มันก็ฉีกยิ้มกว้าง นานทีปีหนจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของเด็กหนุ่มจอมซุกซนนับว่าเป็ความสุขของมันยิ่งนัก
“หัวหน้าจางบอกข้ามา วันใดหากพบเห็นน้องิเข้าเมือง ให้กักตัวเ้าไว้จนกว่าหัวหน้าจางจะหอบเหล้าไหเขียวมาหาพวกเรา”
พอซูิฟังจนจบถึงคลายสีหน้ากังวล “โถ่ พี่เฟย เหล้าเขียวชั้นดีย่อมต้องดื่มกับคนรู้ใจ ถ้าพวกท่านไม่กักตัวข้า ข้าจักกักตัวปีศาจสุราอย่างพวกท่านไว้เอง คืนนี้ต้องเมามายกันไปข้าง” เสียงหัวเราะของทั้งคู่พลันดังขึ้น กลบหัวใจห่อเหี่ยวของซูิไป
ซูิแม้อยากเดินทางก่อนฟ้ามืด เพื่อจะไปให้ทันกองคาราวานพ่อค้าของรอบนี้ แต่มันบวกลบผลกำไรดูแล้ว ก็ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ของพวกยามเฝ้าประตูที่ตนสร้างมานานปี….กว่าจะสนิทกันเพียงนี้ลงทุนไปมากนัก
ความสนิทนี้ ทำให้เมื่อใดที่ซูิแบกสัมภาระเข้าออกเมือง มันมิเคยโดนตรวจค้นให้วุ่นวายเลย…
ซูิยอมตกรอบขบวน มันนั่งรอหัวหน้าจางหอบเหล้ามาด้วยความเบื่อหน่าย เวลาผ่านไปจนถึง่กลางคืน เมื่อเฟยหลี่ครบกำหนดออกเวร ก็ปลุกซูิที่ผลอยหลับไปให้ตื่นขึ้นมา นำพามันไปที่ป้อมยามของหัวหน้าจาง ภายในห้องมีอาหารพื้นบ้านวางเรียงราย ที่มุมห้องมีบุรุษร่างใหญ่ถือขวดเหล้าไว้อย่างทะนุถนอม มันคือ“จางหวิน” หัวหน้าชุดยามประตูทิศใต้
ทั้งสามต่างร่ำสุรากันอย่างครึกครื้น ฟังเื่ราวการเดินทางที่นอกด่านของซูิิอย่างออกรส ก่อนที่ความมึนเมาจะทำให้ทั้งหมดหลับไหลไป …
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงตะวันยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆดำ เช้านี้ดูไปบรรยากาศมืดมัวกว่าเมื่อวาน ซูิตื่นขึ้นมาในห้องที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ตัวมันเองเหมือนยังมีฤิทธิ์สุราตกค้างอยู่ในร่างกาย แต่พอ”กำหนดลมหายใจฟ้า“พิษสุรานั้นก็ถูกกำจัดไป แม้จะไม่หมดสิ้นแต่ก็หายไปหลายส่วน ซูิกลับมาสดใสดังเดิม
นึกย้อนไปห้าปีก่อน เมื่อตอนที่ซูิยังเป็เพียงเด็กกำพร้า ทำงานประทังชีวิตอยู่ที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งในแดนใต้ ตอนนั้นเป็หน้าหนาวที่หนาวกว่าทุกปี มีวันหนึ่งระหว่างมันไปตัดฟืน ก็ได้พบเข้ากับเฒ่าประหลาดผู้หนึ่ง เฒ่าประหลาดผู้นั้นไม่มีการพูดคุย มันจับตัวซูิไปที่อันแสนไกล จับเด็กชายมาสอนวิธีกำหนดลมหายใจสุดแสนประหลาด พอทำไม่ได้ก็ถูกทุบตี เวลาผ่านไปนับสองอาทิตย์ ในที่สุดซูิก็กำหนดลมหายใจตามหลักได้ เมื่อทำได้ เฒ่าประหลาดก็ทุบตีมันอีกครั้ง จนสติหลุดลอย หลังจากวันนั้นชายชราผู้นั้นก็หายไปตลอดกาล…ราวกับไม่เคยมีอยู่
แม้เวลาที่หลุดจากขุมนรกนั้นจะล่วงเลยมาหลายปี แต่การกำหนดลมหายใจที่เฒ่าบัดซบผู้นั้นบังคับสอน สร้างความสะดวกสบายแก่ซูิยิ่ง ทั้งแบกของได้หนักจนเหล่าพ่อค้าตะลึง เมื่อครั้งถูกทุบตีก็ไม่รู้สึกเ็ปมากนัก กระทั่งปัจจุบันซูิก็ยังใช้การกำหนดลมหายใจแบบนั้นอยู่ พอทำแล้วมันรู้สึกปลอดโปร่งสบายตัว…
ซูิเดินออกจากห้องหับอย่างเงียบงัน เกรงว่าถ้าพี่เฟย และพี่จางตื่นขึ้นมาจะรั้งให้ตนอยู่ต่อ ตอนนี้ซูิมีเงินติดตัวเพียงกินข้าวได้มื้อหนึ่ง อย่างไรต้องรีบเดินทางตามขบวนพ่อค้าให้ทัน ชายหนุ่มก้าวพ้นประตูเมืองออกมาได้ครู่ใหญ่จนเหงื่อเริ่มโชมกาย ที่เบื้องหน้าปรากฏเส้นทางในป่าทึบ ซูิเหลียวกลับไปมองเมืองฉินตั้ว เมืองหลวงของแผ่นดินที่กินเนื้อที่กว้างไกลสุดสายตา แต่บัดนี้เมฆดำแผ่คลุมไปทั่วตัวเมือง สายอัสนีเวียนว่ายไปมาในเมฆดำ ดูน่าหวั่นเกรงนัก ซูิเหม่อมองอย่างซึมเซา ก่อนจะหมุนตัวกลับ เดินเข้าป่าไป