เรื่องนี้ถึงมันจะคาใจ แต่คิดไปก็เท่านั้น มีทางเดียวที่พอทำได้คือ ทำให้คนของตน มีความสามารถพอที่จะปกป้องตัวเองได้ แต่จะทำอย่างไรละ ฝึกการต่อสู้เหรอ มันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีแต่พวกเขา มีเวลาไม่มากนัก ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว หากมันเป็นอย่างที่อี่หลันกล่าว เขาคงมีเวลาเพียงแค่เดือนหน่อยๆ เท่านั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกคนให้เก่งกาจ พอที่จะต่อสู้ได้ ภายในเวลาหนึ่งเดือน ต่อให้ฝึกแบบจริงๆ จังๆ ก็ยังมีความเป็นไปได้น้อย ไม่ต้องพูดถึงการฝึกแค่วันละไม่กี่ชั่วยามของที่นี่ ซานหลง พยายามครุ่นคิดหาทางออกอยู่นาน ในที่สุด ในหัวของเขาก็ประกายความคิดดีๆ บางอย่างขึ้นมาได้"อ่า จริงสิ เราลืมไปได้อย่างไรนะ การมีอาวุธที่ดีก็สามารถปกป้องตัวเองได้เช่นกัน แต่อะไรละ มีด ดาบ ธนู สามอย่างนี้ ตัดทิ้งไปได้เลย มันไม่ช่วยให้เรามีข้อได้เปรียบในสงครามของยุคนี้ี้แน่ๆ แล้วอะไร ปืน!! ยิ่งแล้วใหญ่ ในยุคนี้จะสร้างปืนขึ้นมาได้อย่างไร"เด็กหนุ่มจมอยู่ในความคิดอีกแล้ว เขาถือทัพพี เดินไปเดินมา เล่นเอามารดาและอี้หลันงงกันไปตามๆ กัน"จริงสิ!! หน้าไม้ ถ้าข้าทำหน้าไม้ที่แม้แต่เด็ก 10 ขวบก็ยิงมันได้ ฮ้าๆๆๆ ใครๆ ก็สามารถปกป้องตัวเองได้ ถ้ามีมันอยู่ในมือ"เด็กหนุ่มหัวเราะร่าออกมาอย่างดีใจ ปัญหาหนักอึ้งที่ทับอยู่บนอกถูกยกออกไปในที่สุด ในโลกอนาคตที่เขาจากมา หมัดมวย หรือวิชาป้องกันตัวต่างเป็นสิ่งที่ล้าหลัง ถึงมันจะดี ฝึกแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่มันก็สู้ปืนไม่ได้ ต่อให้คุณเก่งกาจแค่ไหน หากต่อสู้กับเด็กน้อยที่มีปืนละก็ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครจะชนะผู้มีอำนาจในยุคหลังๆ ต่างมุ่งเน้นไปที่การสะสมอาวุธ มากกว่าการฝึกกำลังพลเสียอีก จำนวนทหารลดลง และ ถูกแทนที่ด้วยอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเขาต้องการที่จะอยู่รอดในยุคสงคราม ที่สู้กันด้วยอาวุธเย็นนี้ให้ได้ เขาก็ต้องพัฒนาอาวุธที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าผู้ใดในยุคนี้ขึ้นมา และแน่นอน ตอนนี้มันควรเริ่มจาก หน้าไม้ ที่เขาเลือกหน้าไม้ก็เพราะว่ามันเป็นอาวุธ ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่เขาจะสร้างมันขึ้นมาได้ ด้วยสิ่งที่เขามีตอนนี้"เป็นอะไรหรือเปล่านายน้อย หน้าไม้อะไรหรือ ท่านคิดอะไรออก ถึงได้ดีใจขนาดนั้น"อี้หลันถามขึ้น เมื่อเห็นนักวิจัยพันพืช หลุดทำตัวแปลกๆ ออกมาอีกแล้ว"ฮ้าๆๆ ไม่มีอะไรหรอก พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าแค่คิดอะไรดีๆ ออก เลยดีใจมากไปหน่อย" เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ ออกมา และไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น"ลูกคนนี้นี่ ทำให้แม่เป็นห่วงอยู่เรื่อย! ...เอ้า เป็นอย่างไร? ต้มจืดแม่อร่อยหรือยัง""อร่อยแล้วขอรับท่านแม่""อาหารที่จะแจกขอทานวันนี้แม่เตรียมไว้ให้เจ้าแล้วละ"มารดาเอ่ยขึ้น นางชี้มือไปที่ตะกร้าสานใบใหญ่ 5 ใบ ที่วางอยู่บนเกวียนเทียมวัว"โอ้ว อะไรหรือขอรับท่านแม่ ถึงเอาใส่ในตะกร้าได้""แป้งหนึ่งกับหมูแดดเดียวนะ"มารดาบอก กล่าว ที่เลือกทำอาหารง่ายๆ เพราะนางไม่มีเวลา ตั้งแต่ที่ลูกชายฟืนคืนสติขึ้นมา นางรู้สึกว่า นางมีงานยุ่งวุ่นวาย มากกว่าตอนที่สามีเป็นข้าราชการเสียอีก การงานแต่ละอย่างต้องทำแข่งกับเวลา มือไม้พันเป็นระวิง จนแทบจะทำไม่ทัน จะหันไปหาใครให้มาช่วยก็หาไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนักคืองานล้นมืองานของเธอเริ่มจากการจัดแจงของที่จะขายให้กับขบวน พ่อค้าแม่ค้า ในตอนเช้า เสร็จก็ทำอาหารเช้าต่อ หลังมื้อเช้าเธอและคนของเธอต้องทำ ตับหญ้า เพื่อใช้เป็นหลังคาของเพิงพัก และบ้านดินที่กำลังสร้าง จนถึงเย็น ต่อจากนั้นต้องเตรียมบาร์บีคิว หมักเนื้อ ปรุงเนื้อและทำอาหารเย็น เวลาแทบจะไม่มีเหลือ ให้การทำธุระส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ พวกเธอมีตารางงานค่อนข้างหนาแน่น แถมยังมีการฝึกร่างกายให้แข็งแรงอีก สัปดาห์ละ 4 วัน ที่แทรกเข้ามาอีก แต่ละวันทุกๆ คนทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว เธอก็รู้สึก ภูมิใจทุกครั้ง บ้านดินที่มีหลังคา ที่ทำขึ้นด้วยมือของพวกเธอเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือของทุกคน ในการสร้างสรรค์เกวียนของซานหลง ออกเดินทางก่อนพลบค่ำ ตะวันยามเย็นลอดเด่นอยู่เบื้องหน้า มันยังคงสาดแสงอันอบอุ่นผ่านลอดหมู่ไม้ ตกลงมายังท้องถนน ให้พื้นดินได้เก็บเกี่ยวความอบอุ่นให้จุใจ ก่อนที่เงาแห่งรัตติกาลจะคืบคลานเข้ามาแทนที่ และพัดพาเอาความหนาวเย็นเข้ามาขับไล่ไออุ่นเหล่านั้นออกไป จนเหลือทิ้งไว้แค่ความหนาวเหน็บที่ฉาบชโลมไปทั่วพื้นพระสุธาเกวียนเทียมวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า กลุ่มผู้ติดตามเดินตามหลังเกวียนอย่างไม่เร่งรีบ ซานหลงนั่งอยู่บนเกวียน ที่เต็มไปด้วยตะกร้าข้าวของ ข้างกายของเขามีอี้หลันเลขาสาวสุดสวยนั่งอยู่เคียงข้าง กลิ่นถุงหอมของสตรี ลูกคุณหนูลอยอบอวลอ อกมาจากอาพรผ้าฝ้ายธรรมดาของนางเป็นครั้งคราว สร้างความจรรโลง ใจให้กับคนชายผู้มาจากโลกอนาคตได้ไม่น้อย"นายน้อยมีแผนเช่นไรหรือเจ้าค่ะ"คนสวยที่สวมหมวกงอบ ที่มีม่านผ้าบางๆ ปิดบังใบหน้าถามขึ้น"แผน? ไม่มีหรอก เราแค่ทำตามธรรมเนียมเดิมของเรา ตอนกินข้าวร่วมกันก็พอแล้ว"เด็กหนุ่มตอบ แผนการเหรอ เขาจะพูดออกมาได้อย่างไร ว่าธรรมเนียมที่ทำอยู่ประจำนั้น มันก็เป็นหนึ่งในแผนการทางจิตวิทยาของเขาอยู่แล้วความหิวโหยนั้นโหดร้ายเสมอ ทุกคนต่างเคยสัมผัสมันมาแล้วไม่มากก็น้อย การหยิบยื่นอาหารให้ผู้ที่กำลังหิวโหย คือการต่อชีวิตให้พวกเขา แต่การหยิบยื่นหนทางที่จะนำพาพวกเขาให้หลุดพ้นออกจากวิบากกรรมนี้ นั้นคือการให้โอกาสพูดได้เต็มปากว่าเด็กหนุ่มหยิบยื่นโอกาส ให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ การนำพาพวกเขาให้หลุดพ้นจากความเหนื่อยยากและหิวโหย และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ค่อยๆ ดีขึ้น ความหวังในหัวใจจึงประกายขึ้นมาอีกครั้ง ซานหลงจึงได้รับสิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา กลับมา กระบวนการทางจิตวิทยามันต้องค่อยๆ ปลูกฝังเข้าไปจะเร่งรีบไม่ได้ แน่นอนว่าซานหลงค่อยๆ ปลูกฝังพวกเขาไปเรื่อย ๆ โดยที่ทุกคนไม่รู้ตัว"นี่อี้หลัน เจ้าคิดว่าบ้านใหญ่ของเราเป็นอย่างไร"เด็กหนุ่มถามขึ้นเสียงเรียบ เขาใช้คำว่าบ้านใหญ่นี้มาตลอด บางครั้งอี้หลันก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่"อบอุ่น เอื้อเฟื้อ สามคี"อี้หลันตอบตามที่เห็นและสัมผัสมา"เจ้าคิดว่าดีไหม""ดีสิเจ้าคะ ข้าชอบบรรยากาศแบบนี้ และความเป็นอยู่ของผู้คนก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนายน้อยนะเจ้าคะ""สิ้นเดือนนี้ ข้าตั้งใจจะให้เจ้าสรุป ผลงานทั้งหมดของพวกเรา รายรับทั้งหมดที่ครอบครัวใหญ่ทำได้ รายจ่ายทั้งหมด ที่พวกเราใช้จ่ายไป และสรุปผลกำไรทั้งหมดออกมา แบ่งสันปันส่วนกันตามสัดส่วนที่สมควร เจ้าคิดว่าอย่างไร"สิ้นคำของเด็กหนุ่ม อี้หลันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความสับสน"ทำไมถึงทำอย่างๆนั่นล่ะเจ้าคะ ทุกอย่างเป็นนายน้อยสร้างขึ้นมา ก็สมควรแล้วที่จะต้องเป็นของนายน้อย เพียงแค่กำหนด ค่าตอบแทนให้พวกเราตามสมควรก็เพียงพอแล้วนี่เจ้าคะ""ฮ้าๆๆ ข้าไม่ใช้เจ้าของอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นของครอบครัวใหญ่ เป็นของพวกเราทุกคน ข้าจึงอยากตอบแทนพวกเจ้าบ้าง ตอบแทนสำหรับการทำงานหนัก เพื่อพาครอบครัวใหญ่หลุดให้พ้นจากความหิวโหย และ ความยากลำบากในอนาคต พวกเราถูกกดขี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้มีอำนาจมามากพอแล้ว ข้าเองก็เหมือนกับพวกเจ้า จึงไม่ยากทำแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต ข้าก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้น ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อตนเอง จะไม่มีใครในครอบครัวเรา ต้องต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตเพียงลำพังอีกแล้ว หิวเราก็จะหิวไปด้วยกัน หนาว เราก็จะหนาวไปด้วยกัน จะสุขจะทุกเราจะร่วมแบ่งปันมันด้วยกัน เจ้าว่าดีไหม” อุดมการณ์ อันยิ่งใหญ่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและหมั่นคง เสียงของเขาไม่เบาและไม่ดังมากนัก แต่มันดังพอที่จะให้ ทุกๆ คนในขบวนได้ยิน“ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรทั้งนั้น พวกเราเป็นเจ้าของทุกอย่างด้วยกันทุกคน” อี้หลันเอ่ยทวนคำที่ตนสรุปได้ ออกมา ในหัวก็ครุ่นคิดเพื่อทำความเข้าใจมัน“ใช่ สำหรับข้าแล้ว ทุกๆ คนในครอบครัวใหญ่สำคัญเท่าเทียมกัน…ไม่ว่าใคร” เขาเน้นคำว่าสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้บอกว่ามีอำนาจในการตัดสินใจเท่ากัน ประโยคของเขาน้อยคนนักที่จะตีความได้แตกฉาน สิ่งที่สื่อออกไปจึงหมายความว่า เขาเห็นค่าของทุกคนเท่าเทียมกันแต่อย่างไรอำนาจเด็ดขาดยังเป็นเขาที่ตัดสินใจเช่นเคย โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องพูดมันออกมา ทุกคนก็ยอมรับและรับรู้ว่าเขาคือผู้นำหนึ่งเดียว เพราะแรง ศรัทธา ที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนี้“ถ้าทุกคนมีความคิดอย่างนายน้อย ในโลกนี้คงไม่มีคนอดยาก คนสิ้นหวัง ขอทาน หรือคนไร้ค่า เลยเจ้าคะ"