บทที่ 20 ท่านช่างดีจริง ๆ
ไม่รู้ว่าเป็เพราะทุกคนกำลังหิวโหยกันอยู่หรือไม่ ทุกคนจึงรู้สึกว่าเ้าสิ่งนี้อร่อยมาก
เมื่อต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าชิมรสชาติของมันเทศจึงทราบว่าที่แท้กลิ่นหอมของมันแค่จางลงไปเท่านั้น กินลงไปแล้วยังหอมอยู่ ฉับพลันนั้นก็คลายใจลงมาก กลิ่นหอมไม่ได้ถูกพวกเขากินไปจนหมด เฮ้อ เกือบถูกท่านย่าดุแล้วเชียว!
พวกเขาสองคนกอดมันเทศของตัวเองและแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อย!”
“อื้ม อร่อยมาก!”
“ข้าชอบ”
“ข้าก็ชอบ”
พวกเขาสองคนยังลอกเปลือกไม่ค่อยเป็ บางทีแม้แต่เนื้อที่มีเปลือกติดอยู่ก็กินลงไปด้วย
เย่อวี๋หรานมองเปลือกมันเทศที่พวกเขาลอกกองไว้บนโต๊ะ เห็นหลิ่วซื่อช่วยเด็กสองคนลอกเปลือกบ้างเป็บางครั้งบางคราวก็พูดว่า “ที่จริงเปลือกของมันเทศก็กินได้เหมือนกัน แต่ข้าไม่ชอบกินก็เลยลอกทิ้ง”
“ท่านแม่ ทำไมท่านไม่พูดเร็วกว่านี้? เสียของหมด!” จูซานเก็บเปลือกที่ลอกทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาโยนใส่ปากกิน พลางพูดว่า “ติดคออยู่สักหน่อย แต่ว่าเทียบกับรำข้าวแล้วอร่อยกว่ามาก”
“ใช่ อร่อยกว่ารำข้าวจริง ๆ นั่นแหละ” จูซื่อทำตาม เก็บเปลือกมันเทศขึ้นมาส่งเข้าปาก
ทันใดนั้น เย่อวี๋หรานก็เห็นว่าคนสกุลจูไม่ว่าบุรุษสตรีเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนเก็บเปลือกมันเทศบนโต๊ะขึ้นมายัดใส่ปากกันหมด
มุมปากนางถึงกับกระตุก
พลันรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกขึ้นมา ทำอย่างไรดี?
เย่อวี๋หรานสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้เก็บเปลือกมันเทศบนโต๊ะขึ้นมา ทำเป็ว่าไม่เคยเห็นเสียเลย ตั้งอกตั้งใจกินมันเทศที่ลอกเปลือกแล้วของตัวเองต่อไป
แต่ที่นางคาดไม่ถึงก็คือ จูเหล่าโถวที่อยู่ข้าง ๆ กลับไม่นึกรังเกียจ เก็บของนางขึ้นไปกินเสียอย่างนั้น
“...”
ถึงจะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามทำไปเพื่อประหยัดอาหาร แต่ก็ยังรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีคนแปลกหน้ามากินอาหารเหลือของตนเองอยู่ดี ทำอย่างไรดี?
ในฐานะแม่สามี เื่ล้างจานพวกนี้ไม่ต้องให้เย่อวี๋หรานต้องมากังวล ลูกสะใภ้หลายคนผลัดเวียนกันทำ
สะใภ้ใหญ่รับหน้าที่ทำอาหารแล้ว หน้าที่ล้างจานย่อมตกเป็ของสะใภ้รองไปโดยปริยาย
นี่เป็เื่ที่เย่อวี๋หรานสบายอกสบายใจที่สุดนับแต่ย้อนยุคมาเลยทีเดียว เื่ที่ตนเองไม่เต็มใจทำก็ให้คนอื่นทำแทน
ตอนที่นางกำลังจะไปดูจูปาเม่ยสักหน่อยนั้น หลินซื่อก็ประชิดเข้ามาข้างกายนางเงียบ ๆ
“มีเื่อะไร?”
หลินซื่อสังเกตสีหน้าของนางอย่างระมัดระวัง กล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้ามีเื่หนึ่งไม่ทราบว่าควรหรือไม่ควรแจ้งให้ท่านทราบ”
“คิดว่าไม่ควรก็ไม่ต้องพูด” ถึงจะรู้ว่านางมาทำอะไร แต่เย่อวี๋หรานไม่เต็มใจให้นางสมหวังจึงพูดไปอย่างนั้น
หลินซื่อชะงักไปชั่วขณะ กัดริมฝีปากอย่างไม่ยินดีนัก “แต่ว่านะท่านแม่ ข้าเห็นคนต่อหน้าท่านทำอีกอย่างลับหลังทำอีกอย่าง ถ้าข้าไม่มารายงานท่าน ก็ไม่ต่างจากสมคบคิดกันน่ะสิ? ข้าเป็ถึงลูกสะใภ้สกุลจูเชียวนะ จะทำเื่พรรค์นั้นได้อย่างไร?”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว ไม่พูดตอบ
หลินซื่อรู้สึกกดดันอยู่บ้างแต่ก็ยังพูดต่อไป “ข้ารู้ว่าท่านแม่ชอบพี่สะใภ้สี่ นางแต่งเข้ามาก่อนข้า ทั้งยังพูดจาฉอเลาะช่างเอาอกเอาใจ ท่านแม่ย่อมชอบนางก็เป็เื่ธรรมดา แต่ว่าท่านเอ็นดูนางเกินไปแล้ว นางถึงได้อาศัยความโปรดปรานของท่านทำตัวโอหังอวดดี ท่านแม่บอกแล้วแท้ ๆ ว่าไม่ให้ใครสร้างปัญหาลับหลังท่าน แต่นางกลับแอบทำอะไรไปตั้งมากมาย ท่านแม่ ข้ารู้สึกว่าเื่ต่ำช้าผิดทำนองคลองธรรมแบบนี้ไม่อาจปล่อยไว้นาน ท่านต้องระวังไว้หน่อยนะเ้าคะ ไม่อย่างนั้นปล่อยให้นางทำตัวโอหังต่อไป ไม่รู้ว่าสักวันนางจะไปทำอะไรลับหลังท่านบ้าง”
“เ้าคิดว่านางจะไปทำอะไรลับหลังข้า?”
“ไกลกว่านี้ข้าก็ไม่อาจทราบได้ เอาเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ก็แล้วกัน พวกข้ารู้ว่าที่ท่านแม่สั่งสอนเสี่ยวเม่ยก็เพราะหวังดีต่อนาง อยากจะให้เสี่ยวเม่ยได้เื่กว่านี้สักหน่อย ดังนั้นถึงได้มอบบทลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้นาง แต่ว่าพี่สะใภ้สี่เล่า นางรู้ทั้งรู้ว่าท่านแม่คิดอะไรอยู่ ยังจะแอบช่วยเหลือเสี่ยวเม่ย...ท่านแม่ ข้าไม่ได้จะบอกว่าพี่สะใภ้สี่ช่วยเสี่ยวเม่ยเป็เื่ไม่ดี แต่นางก็ทำเกินไปแล้วจริง ๆ ท่านแม่บอกแล้วแท้ ๆ แต่นางกลับกล้าขัดคำสั่งอย่างไม่กลัวเกรง นี่ไม่ได้หมายความว่านางไม่เห็นท่านแม่อยู่ในสายตาหรอกหรือ?” หลินซื่อกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้าว่าต้องเป็เพราะปกติแล้วท่านแม่ดีต่อนางเกินไปเป็แน่ นางถึงได้ลืมตนลืมตัวทำเื่พวกนี้ออกมาได้ ส่วนเื่ต่ำช้าอย่างการไม่เชื่อฟังท่านแม่ ท่านควรต้องจัดการอย่างเข้มงวด”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าคิดว่าข้าควรจัดการอย่างเข้มงวดแบบไหนดี?”
“เอ้อ...เื่นี้ข้าจะทราบได้อย่างไรเ้าคะ?” หลินซื่อพูดเสียงอ่อย “ท่านเป็ท่านแม่ ย่อมต้องให้ท่านเป็คนตัดสินใจ”
“เฮอะ ๆ! เ้ายังรู้ว่าให้ข้าเป็คนตัดสินใจ? ข้ายังนึกว่าเ้าจะเสนอความคิดอะไรเสียอีก อย่างเช่นให้ข้าขับหลี่ซื่อออกจากเรือน หรือกลับบ้านเดิมของนางไปปรับปรุงตนเองเสร็จแล้วค่อยกลับมาใหม่” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเ็า
“เปล่านะเ้าคะ ท่านแม่ ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น” หลินซื่อรีบอธิบายอย่างตื่นตระหนก
“ไม่มีเื่อะไรก็สงบปากสงบคำ คิดเื่ไร้สาระให้น้อย ทำงานให้มาก” เย่อวี๋หรานคร้านจะเสวนากับนาง และหมุนกายเดินจากไป
หลินซื่อยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าปั้นยาก
นางไม่เข้าใจเลยสักนิด เมื่อเช้าตอนที่หลี่ซื่อ ‘สั่งสอน’ นางต่อหน้าทุกคน ท่านแม่กลับไม่มีความเห็นแม้แต่น้อย แต่พอเป็นาง ท่านแม่กลับไม่พอใจ?
ทั้งตื่นตระหนกทั้งไม่พอใจ รู้สึกว่าท่านแม่ลำเอียงเกินไปแล้ว
ยามนั้นหลิวซื่อเดินอ้อมออกมาจากหลังประตู มองหลินซื่อด้วยสีหน้าเป็กังวล “เ้า...เ้าไม่เป็ไรนะ?”
“อา พี่สะใภ้รองหรอกหรือ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” หลินซื่ออึดอัดใจอยู่บ้าง
นางรู้จักพี่สะใภ้รองคนนี้ั้แ่ยังไม่แต่งเข้ามาแล้ว เนื่องจากอายุมากแล้วยังไม่แต่งงาน พี่สะใภ้รองผู้นี้ก็คือซาลาเปานิ่มดี ๆ นี่เอง คนในเรือนทำเสียงดังหน่อยก็พลันกลัวจนหัวหด
พูดกันตามตรง ก่อนแต่งเข้ามา หลินซื่อดูถูกพี่สะใภ้รองคนนี้เอามาก ๆ
แต่นางคิดว่าจุดที่ตนเองฉลาดกว่าหลี่ซื่อก็คือ ไม่ว่าในใจคิดอะไรอยู่ เบื้องหน้าก็ไม่มีทางทำเื่อย่างการไม่เคารพพี่สะใภ้ออกมาเด็ดขาด ยกเว้นกับหลี่ซื่อ
หลินซื่อไม่แน่ใจว่าหลิวซื่อยืนอยู่ตรงนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว แอบได้ยินไปมากแค่ไหน นางแอบกังวลอยู่บ้าง ถ้าพี่สะใภ้รองได้ยินหมดแล้วจะเอาไปเล่าให้พี่สะใภ้สี่ฟังหรือไม่?
อย่างไรเสีย พฤติกรรมอย่างการแอบนำเื่มาฟ้องแบบนี้ก็เป็การกระทำที่ขี้ขลาดอยู่บ้างจริง ๆ
“ข้าเพิ่งผ่านมาทางนี้...” หลิวซื่อพูดเสียงเบา “พอดีเห็นท่านแม่เดินออกไปท่าทางไม่พอใจ เ้าไปทำให้ท่านแม่โกรธมาใช่ไหม? เ้าก็อย่าคิดมากไปเลย ที่จริงแล้วท่านแม่ก็แค่...ก็แค่ปากร้ายไปหน่อย อยากให้พวกเราทำงานเยอะขึ้นอีกนิด แต่นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไร”
แต่ว่าในฐานะลูกสะใภ้ นอกจากเื่พวกนี้แล้วยังจะมีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ?
“ไม่มีอะไรหรอก พี่สะใภ้รอง ข้าแค่ทำให้ท่านแม่ไม่พอใจนั่นแหละ ท่านก็รู้พื้นอารมณ์ท่านแม่ ท่านเห็นข้าแล้วอะไรก็ขัดตาไปหมด ยิ่งกว่านั้น เมื่อเช้าข้าก็เพิ่งไปยั่วโมโหท่านแม่มา...” หลินซื่อได้ยินพี่สะใภ้รองพูดว่าไม่ได้ยินอะไรก็แอบโล่งใจ และพูดอีกว่า “เฮ้อ ก็สมควรแล้วที่ข้าดวงซวย ใครให้ข้าเพิ่งแต่งเข้ามาเล่า ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างก็ยังกล้าไปทะเลาะกับท่านแม่ ไม่แปลกที่นางจะไม่ชอบข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียวสักหน่อย พี่สะใภ้ทั้งหลายก็อยู่ใต้ชายคาเดียวกันทั้งนั้น ข้าแค่อยากจะได้รับความยุติธรรมบ้าง เื่นี้ผิดด้วยหรือ?”
“เ้าไม่ผิด”
“ใช่แล้ว ข้าก็คิดว่าข้าไม่ผิด” หลินซื่อพูดพร่ำ ระบายความไม่พอใจของตัวเองออกมาจนหมด
แต่ว่านางก็ฉลาด แต่ละเื่ซักล้างจนตนเองสะอาดหมดจด ราวกับว่านางไม่มีความคิดเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย ราวกับทุกอย่างล้วนทำไปเพื่อทุกคน
หลิวซื่อเงียบกริบ นางฟังอย่างเดียวไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่หลับหูหลับตาวิจารณ์
หลินซื่อพล่ามไปยกหนึ่ง รู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่งขึ้นแล้วจึงกล่าวอย่างจริงใจว่า “พี่สะใภ้รอง ท่านช่างเป็คนดีจริง ๆ! ทั้งบ้านนี้ข้าดูแล้วก็มีแต่ท่านนี่แหละดีที่สุด”