ชั่วพริบตาสมองของเขาก็เต็มไปด้วยอักษรและภาพมากมายในเวลาไม่นานเขาก็เข้าใจความลึกลับของวิชานี้ อ้อวิชานี้จะทำให้เขาเข้าใจวิชายุทธต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและถ่องแท้เพียงแค่ได้เห็นครั้งเดียวก็จดจำและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงที่สุด
ในขณะเดียวกันที่ภายนอกซูหว่านกำลังตั้งใจศึกษาและฝึกฝนนางเริ่มเข้าใจและคุ้นเคยกับความเงียบสงบของยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อแล้ว
ที่นี่เป็สถานที่ห่างไกลความเจริญไม่มีใครให้พูดคุยด้วย สิ่งเดียวที่ทำได้คือการฝึกฝนเท่านั้นด้วยเหตุนี้พลังวิเศษของนางจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว...่บ่ายของเมื่อวานซูหว่านก็ผ่านทะลุขึ้นไปถึงขั้นฝึกลมปราณระดับเจ็ดแล้ว
เช้าวันนี้เป็วันที่สี่แล้วอาจารย์คงจะออกจากการกักตนในวันนี้...
ยามรุ่งอรุณก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นร่างบางในชุดขาวอันงดงาม ของซูหว่านปรากฏบนเชิงผาใกล้น้ำตก เริ่มบทเรียนตามที่หลี่เฟยมอบให้ ฝึกลมปราณ และชำระจิตใจ
หลังจากชำระล้างความธรรมดาจากตัวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญอย่างแท้จริงหญิงสาวที่เดิมทีก็งดงามเ็าคนนี้ ก็ดูมีพลังเซียนมากขึ้น ใบหน้างามล้ำเหนือใครแผ่กลิ่นอายสูงส่งออกมา จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ หลังจากที่สูญเสียทุกคนในครอบครัวดวงตาของนางก็ดูไร้จิติญญา ปราศจากความรู้สึกใดๆ
เวลานี้ นางมักหันไปมองทางถ้ำหลังเขาอยู่เป็ระยะๆ...ไม่รู้ว่าอาจารย์จะออกมาเมื่อไร หลายวันไม่ได้พบหน้า รู้สึกคิดถึงอย่างประหลาดยิ่งนึกถึงค่ำคืนนั้นที่อาจารย์สอดใส่แท่งหยกเข้ามาในกายนางสองร่างประสานแนบชิดราวกับเป็คน คนเดียวกัน ใบหน้าสวยก็แดงซ่าน
“อืมช่าง เถอะ ฝึกฝนบทเรียนของวันนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”เมื่อหันมองไปทางหลังเขา ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ซูหว่านก็นั่งขัดสมาธิปล่อยใจให้ล่องลอยเป็อิสระเข้าสู่สภาวะสมาธิ เวลาผ่านไป...
“อ่า ฝึกลมปราณ ขั้นแปด”
ซูหว่านเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นแม้นางจะรู้ว่ายิ่งระดับสูงขึ้นไป การจะเพิ่มพลังเลื่อนระดับจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆแต่ตอนนี้พร์และคุณสมบัติของนางได้เหนือกว่าศิษย์อัจฉริยะของทุกยอดเขาแล้ว...แน่นอนว่าทุกสิ่งที่นางมีในตอนนี้ล้วนมาจากอาจารย์หนุ่มคนนั้น ซูหว่านย่อมเข้าใจเป็อย่างดี
ในขณะนั้นซูหว่านกำลังเหม่อลอยครุ่นคิดถึงทุกเื่ราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของตนราวกับความฝันนั้นจึงไม่ทันได้ตระหนักว่าสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ามีร่างของชายสองคนปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อซูหว่านรู้สึกตัวก็มีสองร่างปรากฏตรงหน้าของนางแล้ว หญิงสาวใมากแต่แล้วก็จำได้รีบคำนับกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ศิษย์ซูหว่านคารวะอาจารย์เ้าสำนัก...เอ่อ คารวะอาจารย์ลุงจ้าว เ้าค่ะ”
ใช่แล้วผู้ที่มาคือ จางปู้อิงและจ้าวเหลียง...
จางปู้อิงที่ดูชราภาพ โบกมือพลางกล่าว“ไม่ต้องมากพิธี”
ส่วนจ้าวเหลียงถามอย่างเคร่งขรึมหน้าตาไม่เปลี่ยนไปจากที่ได้พบกันครั้งแรกเลย “อาจารย์ของเ้าล่ะ เ้าสำนักมาเยือนทำไมไม่ออกมาต้อนรับ”
ซูหว่านมองเขาอย่างลึกซึ้งนางยังไม่ลืมเหตุการณ์เมื่อเจ็ดวันก่อน ที่โถงใหญ่ของยอดเขาหลักนางจึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ตอบอาจารย์ลุงจ้าว อาจารย์ของข้ากำลังกักตนเพื่อฝึกฝน”
“กำลังกักตนหรือ”
“ฮ่า ฮ่า ๆๆๆ”เมื่อได้ยินว่าหลี่เฟยกักตนฝึกวิชา จ้าวเหลียงก็หัวเราะลั่นทันทีราวกับเป็เื่ตลกที่สุดที่เขาได้ยินในวันนี้
“เขาก็ต้องกักตนด้วยหรือมีวิชาอะไรให้ต้องฝึกกัน”
“คนแบบเขา ต่อให้กักตนอีกสิบปีก็คงทะลุระดับต่ำๆ ไม่ได้สักระดับ”
ไม่ใช่จ้าวเหลียงดูถูกหลี่เฟยทั้งสำนักหัตถ์ทองใครไม่รู้ว่าที่ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อมีประมุขที่ไร้ความสามารถคนหนึ่งที่ฝึกฝนมาถึงสิบสองปี ยังอยู่แค่ระดับฝึกปราณขั้นสี่เอง
สิบสองปีเชียวนะ ต่อให้เป็มีพร์ไม่ได้เื่แค่ไหนก็น่าจะถึงระดับห้าแล้วมิใช่หรือ
ซูหว่านเห็นจ้าวเหลียงดูถูกอาจารย์ของตนเช่นนั้นก็เริ่มสีหน้าไม่ดีแล้ว กระดูกเซียนในร่างเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันไม่มีเสียงใดๆ นางแผ่กลิ่นอายหนาวเย็นออกมา...นั่นเป็การไหลเวียนพลังที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่เจตนา...
จางปู้อิง กำลังจะตำหนิจ้าวเหลียงไม่ให้เขาเกินเลยไปอย่างไรนางก็เป็เพียงศิษย์ใหม่ไร้ความสามารถที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงเจ็ดวันเท่านั้น...แต่จู่ๆเขาก็รู้สึกถึงกลิ่นอายเย็นนี้
เขาหันมามองซูหว่านด้วยความประหลาดใจ“กระดูกเซียนขั้นเทพ โดยกำเนิดหรือ”
“อะไรนะ” จ้าวเหลียงใ มองจางปู้อิงและซูหว่านด้วยความสงสัย
เห็นว่าร่างของซูหว่านเปล่งประกายรางๆนั่นคือพลังแฝงของผู้มีกระดูกเซียนขั้นเทพ
“เป็ไปไม่ได้ตอนอยู่ในโถงใหญ่ของสำนัก พวกเราตรวจดูกันแล้ว แม้แต่คุณสมบัติธรรมดานางก็ไม่มี”
จ้าวเหลียงปฏิเสธในทันที เขาไม่เชื่อว่านี่เป็เื่จริงเพราะตอนนั้นเขาและประมุขยอดเขาอื่นๆ ก็ตรวจสอบซ้ำกันหลายรอบแล้วจนเห็นชัดเจนว่าในบรรดาทั้งหมดมีกระดูกเซียนเพียงคนเดียว ถูกเขารับเป็ศิษย์แล้ว
ส่วนซูหว่านในกลุ่มคนเ่าั้พร์ยังต่ำกว่า คนที่ต่ำสุดของระดับคนงานเสียอีก ประมุขยอดเขาต่างๆจึงไม่มีใครสนใจเลือกนางเลย
มีแค่หลี่เฟยที่ไม่เคยมีศิษย์สักคนเท่านั้นที่เลือกนาง...เป็ไปได้อย่างไรที่นางมีกระดูกเซียนและยังเป็ระดับเทพโดยกำเนิดอีกด้วย
จ้าวเหลียงนั่งไม่ติดทันทีกำลังจะลงมือตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง แต่จางปู้อิงห้ามไว้
“เป็กระดูกเซียนขั้นเทพจริงๆและบริสุทธิ์มากด้วย มีโอกาสพัฒนาไปได้ไม่สิ้นสุด”
“ฮ่า ฮ่า...ดีมาก ดีมากไม่คิดว่าสำนักหัตถ์ทองของเราจะได้อัจฉริยะเพิ่มมาอีกคน นับเป็โชคดีของสำนักเรา”
แต่น่าเสียดายทำไมนางต้องเป็ศิษย์ของยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อด้วย...เฮ้อ ช่างน่าเสียดาย...
จางปู้อิงรู้สึกเสียดายมากปล่อยให้ศิษย์อัจฉริยะแบบนี้อยู่กับหลี่เฟย เป็การเสียของจริงๆ
ส่วนจ้าวเหลียงใบหน้าตอนนี้ดูเ็ปยิ่งกว่าบิดาเสียชีวิตซะอีก...เขายอมรับไม่ได้ทำไมคนที่ฉลาดอย่างเขา ถึงมองพลาดไปได้ พลาดครั้งใหญ่ทีเดียว
“หนูน้อย เ้ายินดีที่จะกลับไปยอดเขาหลักกับข้ามาเป็ศิษย์ข้าหรือไม่”
“เ้าวางใจได้ ด้วยพร์ของเ้าหากมาเป็ศิษย์ของข้า ข้าจะใช้ทรัพยากรและการดูแลที่ดีที่สุดแก่เ้าอนาคตของเ้าต้องยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้แน่ๆ”
จางปู้อิงยื่นข้อเสนอทันทีซูหว่านได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะในใจอย่างบ้าคลั่ง แต่กลั้นไว้ไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่ก่อนไม่มีใครยอมรับตัวนาง มีเพียงหลี่เฟยที่ยินดีรับนางเป็ศิษย์
ตอนนี้ด้วยน้ำพิสุทธิ์ของอาจารย์สร้างกระดูกเซียนขึ้นมาได้แม้ตอนนั้นถ้าไปอยู่ที่อื่นจะสร้างกระดูกเซียนนี้ได้หรือ
พวกเขาเปลี่ยนท่าทีในทันใดยังรู้จักละอายใจ มาชักชวนนาง พยายามแย่งศิษย์จากอาจารย์ของนางอีก
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักสำหรับความหวังดีศิษย์ซาบซึ้งใจ แต่อาจารย์ของข้าอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อคนเดียวไม่อาจขาดคนดูแลได้ ดังนั้นศิษย์จึงไม่อาจตอบรับ”
ซูหว่านปฏิเสธทันที จางปู้อิงหงุดหงิดเล็กน้อยเขาเจนโลกมายาวนาน มองออกว่าความหมายแฝงในคำพูดของซูหว่านคืออะไร
หลี่เฟยไม่ได้พิการเขาอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีโดยไม่มีปัญหาอะไร จะต้องให้ซูหว่านมาดูแลทำไม
“อืม ก็ได้ เมื่อเ้าทั้งสองศิษย์อาจารย์มีความผูกพันลึกซึ้งข้าก็ไม่อยากบังคับ”
“อ้ออาจารย์ของเ้าสอนวิชาฝึกฝนอะไรให้เ้าก่อน กักตนหรือไม่”
“ผู้บำเพ็ญเซียน กักตนอย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปี เ้าอย่าปล่อยให้การฝึกฝนต้องหยุดชะงักสูญเสียกระดูกเซียนนี้ไปเปล่าๆ” จางปู้อิงถาม หากหลี่เฟย ยังไม่ได้สอนอะไรเขาก็ไม่รังเกียจที่จะสอนแทน เพราะอย่างไรนางก็เป็ศิษย์สำนักหัตถ์ทองเขาทนไม่ได้ที่จะเห็นนางถูกหลี่เฟยสอนจนเสียคนไป
“ตอบท่านเ้าสำนักอาจารย์ได้สอนวิชาฝึกฝนให้ข้าแล้ว”
“เฮอะ...” เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวเหลียงก็หัวเราะเยาะกล่าวว่า “เขาจะสอนวิชาเซียนอะไรได้ น่าสียดายกระดูกเซียนนี่เสียจริงๆต้องเสียไปเพราะมาอยู่ในมือคนไร้ความสามารถ”
จางปู้อิงมองเขาแว่บหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์นักโดยไม่ได้สังเกตซูหว่านที่เริ่มโกรธฉุนเฉียวขึ้น อาจารย์ไปทำอะไรให้ตาเฒ่าคนนี้ไม่พอใจกันแน่ถึงได้ผูกใจเจ็บเยาะเย้ยอาจารย์อย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้...
แต่เมื่อ จางปู้อิง หันไปมองซูหว่านยังไม่ทันจะพูดอะไร ก็ชะงักอึ้งไป “หา ฝึกลมปราณขั้นแปด”
ด้วยความโกรธพลังความเ็าก็แผ่ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้รังสีพลังฝึกลมปราณแม้ไม่อาจนับเป็อะไรได้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีระดับขั้นสูงส่งเช่น จางปู้อิงเ้าสำนักผู้นี้แต่ว่าเมื่อเจ็ดวันก่อนสตรีน้อยนางนี้ยังเป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น...ผ่านไปแค่ไม่กี่วันก็เลื่อนขึ้นมาเป็ผู้ฝึกลมปราณระดับแปดเลยเหรอ...
จ้าวเหลียงก็ชะงักไปเช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงจางปู้อิง“ศิษย์พี่ใหญ่ เ้าสำนักท่านว่าอะไรหรือ”
จ้าวเหลียงยังคงไม่อยากเชื่อเขาเพ่งพลังไปยังร่างบอบบางของสตรีน้อยตรงหน้า “ขั้นฝึกลมปราณ ระดับแปด”
“เป็ไปได้อย่างไรกัน เพียงเจ็ดวันไม่ใช่สิเพิ่งผ่านมาแค่หกวัน จากคนที่ไม่มีพลังวิเศษเลย ก้าวะโถึงขั้นฝึกลมปราณระดับแปด”จางปู้อิงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ใบหน้าของจ้าวเหลียงยิ่งซีดเผือด
ศิษย์กระดูกเซียนที่เขารับไปเมื่อวันนั้นอย่างยากลำบากจนถึงวันนี้เพิ่งจะเริ่มรับรู้ััพลัง ยังไม่แม้แต่ขึ้นถึงระดับฝึกลมปราณขั้นหนึ่ง
แต่ซูหว่านที่ไม่มีใคร้ากลับทะลุถึงขั้นฝึกลมปราณขั้นแปดแล้ว...
“เป็ไปไม่ได้ข้าจะตรวจดูอีกครั้ง...” จ้าวเหลียงคว้าข้อมือขาวผ่องของซูหว่านไว้ชั่วอึดใจก็คลายมือออก
“นี่..นี่...”
“ไม่ใช่ นี่ต้องไม่ใช่เื่จริงแน่ๆข้าคงกำลังฝันไป...” จ้าวเหลียงไม่อยากเชื่อมองซูหว่านตรงหน้าในใจเต็มไปด้วยความโกรธ
่หลายวันมานี้เพราะเขาได้ศิษย์กระดูกเซียนโดยกำเนิดคนนั้นมา ทุกวันจึงเดินอย่างเชิดหน้าภูมิใจต่อหน้าประมุขยอดเขาอื่นๆ
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้เมื่อมาที่ยอดเขาเสี่ยวหมู่จื่อ จะถูกหลี่เฟยตบหน้าอย่างจัง คนที่เขาเคยดูถูก สอนศิษย์ได้เก่งกาจกว่าที่เขามีเสียอีก...นี่เป็สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้มากที่สุด
“อาจารย์ลุงจ้าวมีปัญหาหรือไม่เ้าคะ” ซูหว่านไม่แสดงอารมณ์บนใบหน้า มองดูจ้าวเหลียงอย่างครุ่นคิดแล้วกล่าว
ไม่รู้ทำไมเมื่อเห็นสีหน้าของเขาที่เหมือนคนที่พ่อเพิ่งตายมาอย่างนั้นกลับรู้สึกว่าได้แก้แค้นสำเร็จ ..
สบายใจจริง...นางยิ้มในใจ
‘พวกเ้าที่ไหนจะรู้ว่าอาจารย์ของข้าทำอะไรให้ข้าบ้าง’
‘ยังดีที่ตอนนั้นพวกเ้าไม่ได้เลือกข้าไม่เช่นนั้นข้าจะเป็ลูกศิษย์ของอาจารย์ได้อย่างไร จะได้รับโอกาสอันวิเศษที่ใครๆต่างฝันถึงแต่ไม่มีทางได้รับนี้ได้อย่างไร’
‘ความสามารถของอาจารย์ข้า จะเป็สิ่งที่คนเช่นพวกเ้าจะมองเห็นหรือจนถึงตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมตอนที่ออกจากโถงใหญ่ในวันนั้นอาจารย์ยังคงสงบเยือกเย็นได้ แม้จะเผชิญกับคำเยาะเย้ยจากคนมากมาย...นี่แหละคือทัศนคติที่ผู้ทรงภูมิที่แท้จริงพึงมี’
นางรู้ดีว่าที่นางฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้ เป็เพราะพลังหยางบริสุทธิ์ของอาจารย์ล้วนๆหลังจากที่สร้างกระดูกเซียนแล้วพลังหยางจากน้ำพิสุทธิ์ของอาจารย์ยังถูกดูดซึมไม่หมด จึงทำให้ระดับพลังของนางเพิ่มขึ้นอีก
จริงอยู่แม้เกิดเป็สตรีต้องแต่งงานมีบุตรต้องมีสัมพันกับบุรุษ แต่บุรุษเช่นอาจารย์ที่น้ำพิสุทธิ์ของเขามีฤทธิ์เช่นนี้ทั่วทั้งใต้หล้าจะมีคนที่สองหรือ นางเชื่อว่าแม้จะเป็กุลสตรีระดับสูงเพียงใดถ้ารู้ว่าพลังหยางของอาจารย์มีอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ คงอยากเข้าหาเขาจนตัวสั่น
อย่าว่าแต่สตรีทั่วหล้าเลยแม้แต่บุรุษก็ต้องมีมากมายที่จะยอมรับน้ำพิสุทธิ์ของอาจารย์เพื่อให้เป็ผู้เก่งกาจ
...
อ่านแล้วรบกวนทุกท่าน ติชม วิจารณ์ด้วยจ้าเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น คำแนะนำติชมเป็สิ่งที่ไรต์้าสุดๆอ่านแล้วชอบอย่าลืมเก็บเข้าชั้นไว้อ่านตอนต่อไปด้วยนะ ขอบคุณนักอ่านทุกๆ ท่านจ้า