บทที่ 28 เสด็จอาหน้าดำคล้ำ
“ฝ่าบาททรงควรถามว่าโรคระบาดที่ชานเมืองเป็นเช่นใดบ้างแล้วมากกว่าหรือไม่?”
“โรคระบาด?” เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นตี้ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว เขาใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นมาได้ “อ้า ใช่ ๆ โรคระบาดเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ในเวลานี้สามารถควบคุมได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ว่าผู้ที่ควบคุมโรคระบาดในยามนี้ได้เป็นผู้ใด?”
อวิ้นตี้หัวเราะเสียงเบา “อาฟู่คำถามนี้ของเจ้าช่างง่ายดาย ผู้ที่สามารถรักษาโรคได้นอกจากหมอหลวงก็มีแต่หมอราชสำนักแล้ว จะเป็นผู้ใดไปได้อีก?”
“เป็นองค์หญิงเก้าพ่ะย่ะค่ะ”
“นางหรือ?”
เซวียนเหยียนฟู่เย้ยหยันขณะมองดูอวิ๋นตี้ที่ตกตะลึงไป “เรื่องเปลี่ยนทายาท ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงคุณูปการขององค์หญิงใหญ่ที่มีต่ออาณาจักรต้าอวิ๋นมีมากกว่าองค์หญิงเก้า”
“นี่…” สีหน้าของอวิ๋นตี้ออกจะกระดากอยู่บ้าง “เดิมข้าคิดว่าองค์หญิงเก้าปัญญาอ่อนไม่เหมาะจะไปร่วมการคัดเลือกพระชายาที่แคว้นต้าโจว ยามนี้ในเมื่อนางหายป่วยแล้ว เช่นนั้นเรื่องการเปลี่ยนทายาทสายตรงก็ช่างไปก่อนเถิด”
เซวียนเหยียนฟู่ผงกศีรษะ “กระหม่อมยังมีธุระ ทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ไปทำงานเถิด ลำบากเจ้าแล้ว”
รอจนเซวียนเหยียนฟู่จากไป อวิ๋นตี้ที่เมื่อครู่ยังอ่อนโยนอยู่ก็ยกมือฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง
“เข้ามา” เขาตระโกนไปด้านนอก “ไปตรวจสอบที่ตำหนักเย็นว่า เกิดอันใดขึ้นกันแน่”
ในตำหนักของสนมเหมย อวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่ทายาแล้วนอนอยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย ส่วนอวิ๋นสีหมิ่นและอวิ๋นเหยาเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านล่าง ส่วนสนมเหมยยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดดังเดิม
“เรื่องในวันนี้ เสด็จอาทรงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างอวิ๋นอินอินนั่น” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยิ่งคิดยิ่งโมโห และยิ่งไม่ยินยอม
อวิ๋นพิ่นถิงกัดฟัน “คิดไม่ถึงว่านางจะได้รับความโปรดปรานจากเสด็จอาจริง ๆ วันหลังคงจะลงมือกับนางยากแล้ว”
“หึ อย่างนั้นวันหลังท่านพี่ก็อย่าได้ไปเล่นงานนางเลย จะได้ไม่ไปยั่วโทสะเสด็จอาเข้า เดี๋ยวจะทำให้พวกเราอยู่ไม่เป็นสุข” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอดแขวะอวิ๋นพิ่นถิงไม่ได้ “หากพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะท่านทำเพื่อตำแหน่งตี๋กงจู่ พวกเราก็ไม่ต้องโดนเสด็จอาลงโทษอย่างนี้หรอก”
อวิ๋นพิ่นถิงหันศีรษะมามองค้อนอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว พร้อมกล่าวประชดว่า
“อย่างไรกัน? ที่โดนเจ้าตัวโง่งมนั่นรังแกไม่ทันไรก็ลืมแล้วหรือ? หึ ทำราวกับผู้ที่พูดเต็มปากก่อนหน้านี้ว่าจะเล่นงานนางจนตายไม่ใช่เจ้ากระนั้น”
“ข้าไม่มีทางลืมเพคะ เพียงแต่ข้าจะรอโอกาส ไม่เหมือนกับท่านพี่ที่ลงมืออย่างหุนหัน จนพลอยให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย”
สนมเหมยที่นั่งอยู่ด้านบนวางถ้วยในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง “นี่เป็นเวลาใดแล้ว ยังมาเถียงกันให้ข้าฟังอีก!”
สองพี่น้องต่างค้อนอย่างไม่ยอมกัน พวกอวิ๋นสีหมิ่นทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านล่างก้มศีรษะลง ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
“เสด็จอาของเจ้าช่วยออกหน้าให้อวิ๋นอินอิน อาจเป็นเพียงเพื่อรักษาหน้าของตนเท่านั้น หากนางได้รับความโปรดปรานจากเขาจริง ๆ คงไม่ต้องทำงานของข้ารับใช้อยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง ทั้งยิ่งไม่มีทางให้นางใส่อาภรณ์ขาด ๆ เช่นนี้” สนมเหมยมองคนทั้งหลายที่อยู่ในห้อง “แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็อย่าลงมือโดยพลการ นอกจากพวกเจ้าจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม มิเช่นนั้นก็ทำตามที่เหนี่ยวเหนี่ยวบอกให้รอโอกาส”
“แต่อีกไม่นานต้าโจวก็จะเลือกพระชายาแล้ว” อวิ๋นพิ่นถิงร้อนรน “จะให้ข้าเบิกตามองนังปัญญาอ่อนคนนั้นไปต้าโจวหรือเพคะ?”
สนมเหมยส่งสายตาอันแหลมคมไปที่อวิ๋นพิ่นถิง
“เจ้ารีบร้อนอันใดกัน? การคัดเลือกพระชายายังเหลืออีกเกือบครึ่งปี หากยังไม่ถึงก้านธูปสุดท้าย ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าอวิ๋นอินอินผู้นั้นจะถูกส่งไปกันเล่า” สนมเหมยกล่าว ในดวงตามีประกายความอำมหิตวาบผ่าน
แต่เมื่อนางหันศีรษะไปเห็นพวกอวิ๋นสีหมิ่น ก็รีบเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่อ่อนโยนทันที
“วันนี้ทำให้หมินหมิ่นและเหยาเหยาต้องเดือดร้อนไปด้วย ใจของข้าไม่อาจสบายใจลงได้จริง ๆ”
“มิได้เพคะ เป็นเพราะพวกเราใช้การไม่ได้ ทำให้แผนการของพี่หญิงใหญ่ต้องล่าช้า พระสนมเหมยทรงไม่พิโรธก็ดียิ่งแล้วเพคะ” อวิ๋นสีหมิ่นโบกมือ สายตาเผยความลนลาน
“เรื่องนี้ไม่โทษพวกเจ้าหรอก เป็นพิ่นถิงไม่ได้ระวัง อยู่ในราชอุทยานแต่มิอาจสะกดกลั้นอารมณ์ของตนได้จนบันดาลโทสะออกมา พวกเจ้าก็เป็นเด็กดี ข้าจะโกรธพวกเจ้าได้อย่างไร” สนมเหมยกล่าว จากนั้นกวักมือเรียกนางกำนัลที่ด้านหลัง
นางกำนัลทั้งสองรีบถือถาดไปยังพวกอวิ๋นสีหมิ่นทันที
“นี้เป็นยาบำรุงผิว มีผลอัศจรรย์ต่อบาดแผลภายนอกนัก พวกเจ้ากลับไปแล้วทาบาดแผล รับรองว่าจะไม่เป็นแผลเป็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ปิ่นมุกสองชิ้นนี้เป็นของที่สองวันก่อนเสด็จพ่อของพวกเจ้าประทานให้ข้าเป็นรางวัล แต่ข้าคิดว่าเหมาะกับเด็กสาวเช่นพวกเจ้ามากกว่า ขอมอบให้พวกเจ้าแล้วกัน”
อวิ๋นสีหมิ่นและอวิ๋นเหยาเหยาเผยความประหลาดใจและยินดีออกมา รีบลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ
“เอาเถิด วันนี้พวกเจ้าก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด”
หลังจากที่อวิ๋นเหยาเหยาทั้งสองจากไป รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของสนมเหมยก็จางหายไปทันที นางหันศีรษะไปมองพวกอวิ๋นพิ่นถิงทั้งสองคนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะ เห็นนางสองคนยังกินของอย่างสบายใจ จึงหยิบถ้วยขว้างไปทันที
เสียงเพล้งดังขึ้น ถ้วยแตกกระจายเต็มพื้นหน้าเท้าของพวกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว
ทั้งสองเงยหน้า ในยามที่เห็นสนมเหมยที่กำลังกริ้วโกรธ สีหน้าของพวกนางก็เปลี่ยนเป็นวิตก
“ท่านแม่ ทรงเป็นอันใดไปเพคะ?”
“เหตุใดข้าจึงคลอดตัวโง่เขลาเช่นพวกเจ้าสองคนออกมาได้ จะตีคนก็ไม่รู้จักหลบเลี่ยง วันนี้ขัดแย้งกับเสด็จอาของพวกเจ้าซึ่งหน้า ยังไม่รู้ว่าจะกระทบต่อพี่ใหญ่ของพวกเจ้าอย่างไรบ้าง”
เมื่อเปรียบตำแหน่งตี๋กงจู่กับอวิ๋นพิ่นถิงแล้ว สนมเหมยยิ่งร้อนใจเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทมากกว่า องค์ชายใหญ่ของตนยามนี้อายุได้ยี่สิบต้น ๆ แต่ฝ่าบาทกลับยังไม่มีท่าทีว่าจะแต่งตั้งรัชทายาท ทุกครั้งที่นางถาม เขาก็ทรงเอาแต่บ่ายเบี่ยงว่ายังไม่ถึงเวลา
แต่สนมเหมยรู้ว่าฝ่าบาทกำลังแอบสังเกตองค์ชายทั้งหลายนี้อย่างลับ ๆ ส่วนการทดสอบพวกเขาก็มอบไว้ในมือของเซ่อเจิ้งหวาง
“ขออภัยด้วยเพคะท่านแม่ ข้า ข้าจะไปขอประทานอภัยจากเสด็จอา”
“ข้าก็จะไปเช่นกันเพคะ”
สนมเหมยยกมือขึ้นแตะหน้าผาก มิได้ใส่ใจพวกนาง แต่ถือว่ายอมรับกลาย ๆ
อวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวทั้งสองสบตากัน ล้วนไม่กล้าเอ่ยปากโดยพลการ ในขณะนั้นเอง เด็กชายที่ทั้งรูปโฉมและอาภรณ์งดงามก็เดินเข้ามา เขาอายุราวหกเจ็ดขวบ บนหน้าผากแต้มจุดแดงชาดไว้จุดหนึ่ง ดูสง่างามอย่างมาก
ผู้นี้คือลูกคนที่สี่ที่สนมเหมยให้กำเนิด นามว่าอวิ๋นหมิงจิ่น จัดอยู่ในลำดับที่ห้าของเหล่าองค์ชาย
“ท่านแม่ จิ่นเอ๋อร์มาเยี่ยมพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จิ่นเอ๋อร์เด็กดี รีบมาเร็ว ให้แม่อุ้มหน่อย”
จู่ ๆ อารมณ์ของสนมเหมยก็ดีขึ้นมาอย่างทันตาเมื่อได้เห็นองค์ชายห้าผู้นี้ พวกอวิ๋นพิ่นถิงสองคนถึงกับพากันถอนใจอย่างโล่งอกตามไปด้วย
อวิ๋นอินอินคิดไม่ถึงว่าเพิ่งออกจากตำหนักเซ่อเจิ้งหวางมา นางจะได้พบกับอวิ๋นหมิงอวี่
“พี่สาม” เด็กสาวยิ้มกว้างแล้วพุ่งเข้าไปประดุจลูกธนู เข้าไปในอ้อมกอดของอวิ๋นหมิงอวี่อย่างยินดี
“เจ้าเก้าน้อย ได้ยินว่าเจ้าถูกพวกองค์หญิงใหญ่สร้างความลำบากให้ในราชอุทยาน เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” อวิ๋นหมิงอวี่ดึงนางออกจากอ้อมกอด มองสำรวจจากบนล่าง เมื่อเห็นนางไม่เป็นอันใด ก็วางใจลงไม่น้อย
อวิ๋นอินอินส่ายหัว “ไม่เป็นอันใดเพคะ พี่สาม เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“ข้าไม่วางใจ และได้ยินว่าเสด็จอาทรงช่วยเจ้าแล้วนำตัวเจ้าไป จึงจะมาดู เพียงแต่ไม่มีการเรียกเข้าเฝ้า ข้าก็ไม่สะดวกที่จะเข้าไปโดยพลการ จึงได้แต่รอเจ้าอยู่ที่นี่”
“ขอบพระทัยพี่สามที่เป็นห่วง แต่ท่านวางใจได้ ข้าไม่ได้เสียเปรียบอันใดเพคะ”
“ใช่ ฝ่ายที่เสียเปรียบเป็นพวกนาง ต้องคุกเข่าตากแดดกล้าตั้งหลายชั่วยาม” อวิ๋นหมิงอวี่หัวเราะเบา ๆ ยื่นมือไปลูบหัวของอวิ๋นอินอิน “เจ้าเก้าน้อยร้ายกาจเสียจริง ถึงกับทำให้เสด็จอาทรงช่วยเจ้าได้”
“ฮี่ ๆ ผู้ใดใช้ให้ข้าเฉลียวฉลาดกันเล่า”
อวิ๋นหมิงอวี่เห็นเช่นนั้น ก็อดยื่นมือไปลูบผมของนางอีกหลายครั้งไม่ได้ อวิ๋นอินอินก็ยิ้มด้วยความยินดีเต็มใบหน้าเช่นกัน
แต่ทั้งสองกลับไม่รู้ว่า ภาพที่แสนอบอุ่นใจนี้ ทำให้เซวียนเหยียนฟู่ที่มองอยู่จากระยะไกลหน้าดำคล้ำขึ้นมา