ในที่สุดความตื่นตระหนกของผู้คนก็ค่อยๆสงบลงท่ามกลางเสียงแส้ของผู้คุมที่เข้ามาควบคุมความสงบเรียบร้อย
เหล่าบุรุษต่างรับตัวภรรยาและบุตรลงจากต้นไม้พลางเริ่มทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ไอ๊หยา เมื่อครู่มีคนเอาแท่งไม้ไผ่มาแทงเอวข้าโชคดีที่ข้าตอบสนองทันจึงไม่ถูกแทงจนเป็นรู แต่เสื้อผ้านี่ขาดวิ่นหมดแล้ว”
“เสื้อผ้าขาดไม่เป็นไรคนไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว เท้าข้านี่โดนเหยียบจนถลอกไปหมด”
“ว่าแต่ผู้ใดเอาแท่งไม้ไผ่มาเคาะหัวข้าเมื่อครู่ตอนนี้ข้ายังมึนงงอยู่เลย”
“ตอนนั้นชุลมุนไปหมดผู้ใดจะไปรู้ว่าตนเองทำอันใดลงไปบ้าง? หัวเจ้าบาดเจ็บสาหัสหรือไม่?ไปให้ท่านหมอหลินดูสักหน่อยดีหรือไม่?”
“ช่างเถิดเจ้าดูท่านหมอหลินสิ ตอนนี้ยังกอดต้นไม้เนื้อตัวสั่นเทิ้มอยู่เลยข้าทนไปก่อนก็แล้วกัน หากไม่ไหวค่อยว่ากัน”
เมื่อคนผู้นี้พูดจบผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นก็หันไปมองหลินเฉิงเหยาที่อยู่บนต้นไม้
เขาเป็นคนเดียวที่ยังลงจากต้นไม้ไม่ได้
เห็นเพียงเขากอดต้นไม้แน่นเนื้อตัวสั่นงันงก ไม่ว่าผู้อื่นจะโน้มน้าวอย่างไรเขาก็ไม่ยอมลืมตาขึ้น
หลินเฉิงจางตะโกนบอกเขาด้วยความหวังดี “น้องชาย เมื่อครู่เจ้ายังขึ้นไปได้แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงลงมาไม่ได้เล่า? เชื่อพี่เถิด กระโดดลงมาพวกเราจะรอรับอยู่ข้างล่าง”
หลินเฉิงเหยาตัวแข็งทื่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เมื่อครู่ข้าเพียงอยากเอาชีวิตรอดไม่รู้เหมือนกันว่าขึ้นมาได้อย่างไร ตอนนี้ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งก็วิงเวียนศีรษะแล้วร่างกายไม่ฟังคำสั่งเลย”
หลินเฉิงจางพูดต่อ “น้องหญิงที่ร่างกายอ่อนแอยังลงมาได้เลยหรือเจ้าจะสู้ไม่ได้แม้แต่น้องหญิง?”
หลินเฉิงเหยาปรือตาขึ้นมองหลินเจียย่วนแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลับตาลงอีกครั้งทันที ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ไม่ ไม่อาจเทียบกันได้”
หลินเสวี่ยจู๋เงยหน้าขึ้นมองท่านอาของนางจนคอแทบเคล็ดแล้วพูดกับเจี่ยงฉีซวงด้วยความจนใจ “ท่านอาสะใภ้ ก่อนหน้านี้ที่ท่านเคยบอกว่าท่านอาไม่อาจปีนต้นไม้ได้ข้ายังคิดว่าพวกท่านล้อเล่นเสียอีก ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”
เจี่ยงฉีซวงทั้งร้อนใจทั้งละอายใจ
ตอนนี้ดึกมากแล้ว อีกทั้งทุกคนก็เพิ่งเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่ามาคนที่ต่อสู้ย่อมเหนื่อยล้าอย่างยิ่งส่วนคนที่ไม่ได้ต่อสู้ก็คงตกใจจนขวัญผวา ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะดีขึ้น
แต่หลินเฉิงเหยาดันลงมาไม่ได้ทุกคนจึงต้องถ่างตาคอยโน้มน้าวเขาอยู่แบบนี้ ทำให้ทุกคนเดือดร้อนแล้วจริงๆ เจี่ยงฉีซวงจึงเอ่ย “หลานสาวเจ้ามีวิธีมากมายรีบหาวิธีเอาท่านอาของเจ้าลงมาที”
หลินเสวี่ยจู๋รับคำ นางหมุนตัวไปหยิบม้วนเชือกป่านจากในรถม้ามายื่นให้ลู่โม่ “น้องชายรบกวนเจ้าขึ้นไปบนนั้น แล้วเอาเชือกนี้ไปผูกที่ตัวท่านอาของข้าให้ที”
ลู่โม่เข้าใจความคิดของนางทันทีเขารับเชือกไป “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“เดี๋ยวก่อน” หลินเสวี่ยจู๋วิ่งกลับไปที่ใต้ต้นไม้ แล้วตะโกนบอกหลินเฉิงเหยา “ท่านอา หูซานถ่งได้รับบาดเจ็บ กำลังรอท่านใส่ยาให้อยู่หากท่านยังไม่ลงมาอีกการรักษาจะล่าช้านะเจ้าคะ”
“เขาบาดเจ็บได้อย่างไร?” หลินเฉิงเหยายื่นคอออกมาทันที ก่อนจะหลับตาพูดราวกับคนตาบอด
หลินเสวี่ยจู๋ตอบ “โดนเล็บหมาป่าข่วนเจ้าค่ะเลือดไหลไม่หยุดเลย”
แม้ว่าหลินเฉิงเหยาจะหลับตาอยู่แต่ก็พอจะจินตนาการออก
เขายื่นคอออกมาอีกคราก่อนจะตะโกน “ภรรยา รีบหายามาห้ามเลือดก่อน”
เจี่ยงฉีซวงตอบ “หายามาแล้ว ทว่าผู้อื่นไม่กล้าทำแผลรอท่านอยู่”
“ไอ๊หยานี่ไม่ใช่ว่าข้ากำลังทำบาปหรอกหรือ?” หลินเฉิงเหยาตะโกนด้วยความร้อนใจ
หลินเสวี่ยจู๋ฉวยโอกาสพูด “ท่านอา ข้าให้ลู่โม่ปีนขึ้นไปผูกเชือกให้ท่านท่านไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ พวกเราจะใช้เชือกดึงท่านลงมา”
หลินเฉิงเหยากัดฟันเอ่ย “ได้เช่นนั้นพวกเจ้าก็เร่งมือหน่อย”
ลู่โม่ลงมืออย่างว่องไวไม่นานก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เรียบร้อยแล้ว เขาเอาเชือกผูกตัวหลินเฉิงเหยาอย่างแน่นหนาจากนั้นก็โยนปลายเชือกไปคล้องกับกิ่งไม้ที่แข็งแรง ก่อนจะกระโดดลงมา
เหยียนต้า หูอี้ถ่ง และหูเอ้อร์ถ่งช่วยกันจับปลายเชือกเอาไว้
หลินเฉิงเหยาปล่อยมือจากต้นไม้ เนื้อตัวของเขาสั่นเทิ้ม เขาจับเชือกเอาไว้แน่นแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงมาด้วยร่างกายที่แข็งทื่อราวกับตะเกียบ
เมื่อขาถึงพื้นเขาก็ลืมตาขึ้นทันทีอย่างโล่งใจจากนั้นก็วิ่งไปหาหูซานถ่งโดยไม่สนใจขาที่ยังสั่นเทา
ความจริงแล้วมีคนทำแผลให้หูซานถ่งเรียบร้อยแล้ว
หลินเฉิงเหยาตรวจแผลอย่างละเอียดอีกคราเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงแผลถลอกก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในที่สุดทั้งครอบครัวก็ได้พักผ่อนเสียที
แต่เสียงร้องไห้ของสตรีกลับดังขึ้นทำลายความเงียบสงบนี้
“ท่านย่า!ท่านย่าที่น่าสงสารของข้า”
ทุกคนมองตามเสียงไป เห็นเพียงหลินเสวี่ยหลานกำลังโผเข้ากอดร่างของฮูหยินผู้เฒ่าก่อนจะร้องไห้แทบขาดใจ
หลินเสวี่ยจู๋กับหยวนซิวมองหน้ากันด้วยความสงสัย
“สามีข้าจำได้ว่าเมื่อครู่ท่านดึงความเกลียดชังของฝูงหมาป่าเอาไว้ พวกมันจึงวิ่งเข้าใส่ท่านทั้งหมดไม่มีตัวไหนทำร้ายฮูหยินผู้เฒ่าเลยนี่เจ้าคะ”
นอกจากหลิวเหว่ยที่โชคร้ายยืนขวางทางหมาป่าพอดีจึงโดนกัดตายคาที่แล้วคนอื่นๆ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต
แม้แต่ภรรยาของหลิวเหว่ยยังไม่ร้องห่มร้องไห้ให้สามีของตนเองถึงเพียงนี้แล้วหลินเสวี่ยหลานเป็นอะไรไป?
หลินเสวี่ยจู๋คิดเช่นนี้พลางมองไปทางหลินเสวี่ยหลานกับฮูหยินผู้เฒ่าอีกครานางเห็นว่าบนร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีคราบโลหิต จึงไม่น่าจะถูกกรงเล็บของหมาป่าข่วนเอา
หลินเฉิงเหยาเองก็หันไปมองแวบหนึ่งก่อนจะถอนสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว
ในฐานะหมอเขาควรจะเข้าไปดูอาการสักหน่อย แต่เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนั้น เพราะถึงแม้เขาจะทำความดีกับคนเหล่านั้นก็ไม่เคยได้รับเรื่องดีๆเป็นการตอบแทน
หลินเฉิงเหยาไม่สนใจเสียงร้องไห้ของหลินเสวี่ยหลานได้แต่หลิวขุยกลับทำเช่นนั้นไม่ได้
เขาเดินเข้าไปใกล้ฮูหยินผู้เฒ่าแล้วยื่นมือไปอังจมูกของนาง และเพื่อความแน่ใจจึงจับชีพจรของนางอีกคราทว่าเขากลับต้องตกใจเมื่อพบว่านางสิ้นใจแล้วจริงๆ
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” หลิวขุยเต็มไปด้วยความสงสัย
ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บแท้ๆเหตุใดถึงสิ้นใจได้?
“ท่านผู้คุมหรือว่านางจะตกใจจนตายเจ้าคะ?” สตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ “ตอนนั้นข้าอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ กับนาง ตอนแรกก็ได้ยินเสียงนางร้องตะโกนแต่ตอนหลังก็เงียบไป ข้ากลัวจึงไม่กล้ามอง ยังคิดว่านางโดนหมาป่ากัดไปแล้ว”
หลิวขุยได้ยินดังนั้นจึงเปิดเปลือกตาของฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นก่อนจะกล่าว “นางน่าจะตกใจจนตาย เอาร่างไปฝังเสียเถิด”
คนที่อายุมากถึงเพียงนี้เห็นหมาป่าแล้วตกใจตายนับว่าสมเหตุสมผล
หลินเสวี่ยหลานร้องไห้โฮออกมาอีกครา “ท่านย่าของข้าตายอย่างไม่ยุติธรรม!คนมากมายปีนขึ้นต้นไม้กันหมด มีเพียงนางที่ขึ้นไปไม่ได้ ไม่มีผู้ใดสนใจนาง นางที่ต้องนั่งอยู่บนพื้นอย่างโดดเดี่ยวจะหวาดกลัวมากเพียงใด!ทั้งหมดเป็นเพราะพวกท่าน เหตุใดพวกท่านถึงไม่สนใจนาง? เพราะเหตุใด?”
หลินเสวี่ยหลานตะโกนใส่หลิวขุยและนั่นก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง
ลูกน้องคนหนึ่งของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสยังไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ ทว่าสตรีผู้นี้กับบิดาของนางเอาแต่หนีเอาตัวรอดไม่สนใจฮูหยินผู้เฒ่าเลยสักคน ตอนนี้ยังมีหน้ามาต่อว่าเขาอีก?
หลิวขุยโบกมือเรียกลูกน้องสองคนด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์
ลูกน้องของเขาเดินเข้ามาผลักหลินเสวี่ยหลานออกไปแล้วลากร่างของฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไปในป่า
ไม่มีโลงศพไม่มีหลุมฝังศพ แม้แต่เสื่อสักผืนก็ไม่มี เพียงฝังอย่างลวกๆ เท่านั้น
ส่วนหลิวขุยก็เดินอาดๆไปทางหลินเสวี่ยจู๋แล้วเอ่ย “หลินเหนียงจื่อ ข้าอยากเชิญท่านหมอหลินมาช่วยตรวจดูอาการให้พวกเราสักหน่อย”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินดังนั้นก็มองเขาอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ท่านผู้คุม หากข้าเข้าใจไม่ผิดเมื่อครู่ท่านคงอยากทิ้งสามีของข้าเอาไว้เพื่อให้หมาป่ากินเขากระมังเจ้าคะ?”
.............................