บทที่ 11:เพลิงอสูรจุดประกาย
ความเ็ปที่หัวไหล่รุนแรงจนแทบทำให้สติของเฟยชินดับวูบเขาทรุดตัวลงกับพื้นกระท่อมที่เย็นชืด เืยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุดมันไม่ใช่แค่าแธรรมดา เขาััได้ถึงพลังปราณอันเย็นเยียบและแหลมคมของผู้าุโคนนั้นที่ยังคงฝังลึกอยู่ในาแคอยกัดกร่อนและขัดขวางการฟื้นฟูของร่างกาย
เขาจะตายไม่ได้!ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้!
เฟยชินกัดฟันแน่นเขาใช้มืออีกข้างฉีกชายเสื้อที่เก่าซอมซ่อของตนเองออกเป็แถบยาวเพื่อเตรียมทำผ้าพันแผลจากนั้นเขาคลานไปยังมุมหนึ่งของที่นอนฟาง สอดมือเข้าไปและหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาภายในนั้นคือสมุนไพรหลายชนิดที่เขาแอบเก็บสะสมไว้จากการทำงานในสวน—หญ้าห้ามเืและรากไม้ลดการอักเสบ
เขาโยนสมุนไพรเข้าปากเคี้ยวมันจนแหลกละเอียดโดยไม่สนใจรสชาติที่ขมเฝื่อนก่อนจะคายออกมาพอกลงบนาแสดๆ ของตนเองความเ็ปแล่นจี๊ดขึ้นมาจนเขาแทบจะร้องออกมา แต่ก็ทำได้เพียงข่มเสียงไว้ในลำคอแล้วจึงใช้แถบผ้าพันแผลไว้แน่นเพื่อห้ามเื
"แค่ก... แค่ก..." เขานั่งพิงกำแพงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลางโคจรลมปราณของตนเองเข้าต่อสู้กับพลังปราณของผู้บุกรุกที่ฝังอยู่ในาแมันเป็การต่อสู้ที่เชื่องช้าและเ็ปราวกับใช้หินก้อนเล็กๆ ค่อยๆขัดสนิมออกจากเหล็ก
ด้านนอกความโกลาหลยังคงดำเนินต่อไปเสียงฝีเท้าและเสียงะโของเหล่าองครักษ์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเงาตะคุ่มของคนสองคนก็ทาบทับลงมาที่ประตูไม้ผุๆ ของเขา
"กระท่อมหลังนี้ล่ะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้น
"ตรวจไปแล้ว ไม่มีอะไรผิดปกติมีแค่ทาสไม่กี่คนที่นอนขดตัวเหมือนหมา" อีกเสียงตอบอย่างดูแคลน"ผู้บุกรุกที่มีฝีมือขนาดนั้นจะมาซ่อนตัวในที่โสโครกแบบนี้ได้ยังไง"
เฟยชินหยุดหายใจไปชั่วขณะหัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น เขาภาวนาให้พวกมันไปจากที่นี่เร็วๆ
"ไปเถอะ ไปตรวจดูที่อื่นต่อ"เสียงแรกพูดขึ้น ก่อนที่เงาทั้งสองจะเคลื่อนผ่านไป
เฟยชินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเขารอดไปอีกครั้งแต่ก็เป็เครื่องย้ำเตือนว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางเพียงใด
คืนนั้นเขานอนไม่หลับความเ็ปจากาแและความตึงเครียดทำให้จิตใจของเขาตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าคงข่มตาหลับไม่ลงแน่แล้วเขาจึงตัดสินใจหยิบม้วนคัมภีร์ที่เพิ่งได้มาขึ้นมาดูใต้แสงเทียนที่ริบหรี่
"เคล็ดวิชาอสูรไร้ลักษณ์"
ม้วนคัมภีร์ทำจากหนังของสัตว์ร้ายบางชนิดที่เหนียวและทนทานเมื่อคลี่ออก ตัวอักษรที่บันทึกอยู่ภายในก็ดูแปลกประหลาดมันไม่ใช่ตัวอักษรที่เขียนอย่างบรรจงแต่กลับดูคล้ายร่องรอยของกรงเล็บที่ขีดเขียนลงไปด้วยความดุดันและบ้าคลั่ง
เขาเริ่มอ่านจากประโยคแรก...
“ฟ้าดินมีวิถีแห่งฟ้าดินมนุษย์มีครรลองแห่งมนุษย์... แต่อสูรนั้นหาได้มีวิถีไม่ มีเพียงเจตจำนงอันแรงกล้า!จงใช้ร่างกายเป็ศัสตรา ใช้ลมปราณเป็เพลิงผลาญ จงทอดทิ้งรูปแบบที่ตายตัวสังหารศัตรูด้วยสัญชาตญาณดิบ!”
หัวใจของเฟยชินสั่นะเือย่างรุนแรง!
นี่มัน...แตกต่างจากเคล็ดวิชาเมฆาคล้อยโดยสิ้นเชิง วิชาเมฆาคล้อยเน้นความอ่อนโยน การปรับตัวและการควบคุม แต่เคล็ดวิชาอสูรไร้ลักษณ์กลับเน้นความดุดัน การทำลายล้างและการปลดปล่อยสัญชาตญาณ มันไม่ใช่แค่วิชาการต่อสู้แต่มันคือปรัชญาแห่งการเอาตัวรอดที่โเี้และตรงไปตรงมา
เฟยชินรู้สึกราวกับว่าวิชานี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาเพื่อคนอย่างเขาที่ไม่มีอะไรจะเสียและต้องต่อสู้เพื่อทุกสิ่ง
เขาอ่านต่อไปและพบกับบทแรก"วิถีหายใจกลืนกิน"มันเป็วิธีการโคจรลมปราณเพื่อดูดซับพลังงานจากฟ้าดินในรูปแบบที่แตกต่างออกไปไม่ใช่การ "รับ" อย่างนุ่มนวล แต่เป็การ "ดูดกลืน"อย่างหิวกระหาย
แม้ร่างกายจะาเ็แต่เฟยชินก็ตัดสินใจที่จะลองทันที เขานั่งขัดสมาธิอีกครั้งกัดฟันสู้กับความเ็ป และเริ่มโคจรลมปราณตามรูปแบบใหม่ที่ระบุไว้ในคัมภีร์
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความแตกต่าง พลังปราณที่ไหลเข้าสู่ร่างของเขาไม่ได้นุ่มนวลและบริสุทธิ์อีกต่อไปมันกลับแฝงไว้ด้วยความป่าเถื่อนและเย็นเยียบมันปะทะกับลมปราณเดิมของเขาอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
และสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ...เมื่อลมปราณสายใหม่นี้ไหลผ่านาแที่หัวไหล่ของเขามันกลับเริ่มกัดกร่อนพลังปราณเย็นเยียบของผู้าุโคนนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม!
เฟยชินเบิกตากว้างด้วยความยินดี
นี่ไม่ใช่เพียงเคล็ดวิชาสำหรับสังหารศัตรูแต่มันยังเป็หนทางที่จะเยียวยาตัวเขาเอง และเป็พลังสายใหม่ที่จะหล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด!
ท่ามกลางความมืดมิดและอันตรายที่รายล้อมเพลิงอสูรสายแรกได้ถูกจุดขึ้นแล้วในร่างของทาสหนุ่มผู้ไร้นามเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่บัดนี้...เขามีคัมภีร์นำทางสู่วิถีแห่งอสูรอยู่ในมือแล้ว