หลังจากที่เออร์วินกับสาวใช้จากไปอันนากับเนียก็ช่วยกันทำการแบ่งโพชั่นให้กับพวกคนที่ได้รับาเ็จากเรเปียร์เนื่องเพราะจำนวนโพชั่นที่ได้รับน้อยกว่าจำนวนคนทำให้ต้องแบ่งกันสี่คนต่อหนึ่งขวด อาจจะดูเหมือนว่าปริมาณน้อยนิดแต่เพราะตำแหน่งที่ถูกแทงนั้นเออร์วินเลี่ยงจุดสำคัญอย่างกระดูกหรือเส้นเืใหญ่ทำให้ปริมาณเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อพวกเขาเ่าั้ได้รับการรักษาจนเสร็จต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักพวกเขาเ่าั้ต่างเข้ามาล้อมรอบเจคที่ตอนนี้เอาแต่นั่งเงียบกับพื้น เจคที่าแบนร่างได้หายสนิทแล้วกลับเอาแต่นั่งนิ่งเขาเงยหน้ามองบูกน้องของตนทีละคน เจคนั้นเดิมทีเป็ลูกชายของขุนนางคนหนึ่งจากอาณาจักรขนาดกลางที่อยู่ไดลจากที่นี่มาก เพราะการเกิดมาพร้อมกับพร์ในเวทย์มนต์ที่ต่ำต้อยของเขาทำให้ถูกพ่อตนเองขับออกจากตระกูลซึ่งเป็เื่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในทวีปอาร์เคนัส
แม้ว่าในสายตาของคนทั่วไปพวกแก๊งอันธพาลเหล่านี้จะเป็เพียงเศษขยะ แต่วำหรับเจคแล้วคนพวกนี้คือครอบครัวที่ใครก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้ เนียคุกเข่าลงข้างตัวเขาแล้ววางมือของเธอลงบนไหล่ถามด้วยความเป็ห่วง
“พี่เจคยังาเ็ตรงไหนอีกไหมคะ” เขาส่ายหน้าให้เนียอย่างอ่อนโยนแล้วยกมือลูบหัวเธออย่างเอ็นดู ภาพที่เห็นนี้ทำเอาทุกคนเผลอยิ้มออกมาแม้จะยังมีความในใจที่อยากจะพูดอยู่ เจคหันไปมองเดนิสแล้วถามว่า
“พอรู้ความเป็มาของสองคนนั้นไหม ฉันจำไม่ได้ว่ามีพวกขุนนางหรือพวกเศรษฐีคนไหนที่จะมีลูกหลานหน้าตาแบบนี้เลยสักคนนะ” เดนิสทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“ลูกพี่เจคข้าเองก็ไม่รู้ความเป็มาของคนพวกนั้นเท่าไรนักหรอก จะรู้ก็แต่เพียงว่าเ้าเด็กผู้ชายมันบอกว่าชื่อ เออร์วิน เท่านั้น”
“เออร์วินอย่างนั้นเหรอ...” เจคที่ได้ยินเช่นนั้นก็พึมพำออกมาแล้วหันไปถามรอย “รอนนายคิดว่าไง” รอนที่ถูกถามทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า
“อาจจะดูน่าเหลือเชื่อไปบ้างแต่จากพลังเวทย์ที่น้อยนิดและั์ตาสีแดงเพลิงนั่นน่าจะเป็เ้าชายขยะของเมืองนี้ไม่ผิดแน่ครับ”
ทันทีที่ได้ยินว่าผู้ที่มาหาเื่พวกตนน่าเป็เ้าชายขยะของเมืองนี้ต่างก็พากันมองหน้ากันไปมา ทุกคนต่างแสดงความรู้สึกกังวลระคนหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เกี่ยวกับเื่ราวของเ้าชายเออร์วินผู้นี้พวกเขานั้นรู้น้อยยิ่งกว่าน้อย เนื่องเพราะเป็เื่ปกติที่พวกราชวงศ์มักจะไม่ลงมาคลุกคลีหรือเกี่ยวข้องกับพวกอันธพาล ผิดกับพวกขุนนางหรือพวกเศรษฐีที่มักกระทำเื่ที่ไม่อาจพบหน้าผู้คนทำให้ต้องมีการว่าจ้างพวกแก็งค์อันธพาลให้คอยจัดการเื่ต่างๆ ทำให้พวกชาวบ้านทั่วไปมักไม่รู้หน้าค่าตาของพวกเชื้อพระวงศ์เว้นแต่จะมีงานอะไรบางอย่างที่มีการเปิดเผยตัวตนของพวกเขาต่อหน้าสาธารณชน
สิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับเ้าชายผู้นี้ก็คือเป็คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยเช่นเดียวกับพวกตน แต่ทว่ากลับได้รับความรักและความเอาใจใส่จากพระาาและพระราชินีซึ่งขัดกับค่านิยมของโลกนี้ที่ให้ความสำคัญกับเวทย์มาเป็อันดับแรก เื่ราวเกี่ยวกับเ้าชายผู้นี้กลายเป็ที่โจษจันในเมืองไพร์ล็อกว่าเป็เ้าชายผู้ไร้ความสามารถและพากันเรียกขานเขาอย่างลับๆ ว่า "เ้าชายขยะ" ผิดกับพี่สาวของเขาเ้าหญิงลิลิธที่ได้รับการยกย่องจากเหล่าขุนนางว่าเป็อัจฉริยะ
เกี่ยวกับเื่ที่เ้าชายขยะผู้นี้้าอะไรจากพวกตนและทำไมถึง้าให้พวกตนเป็ทหารให้เขานั้นพวกเจคครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ยังหาสาเหตุไม่ออก ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงแค่สามคนที่มีชาติกำเนิดมาจากชนชั้นสูงของเมืองอื่นคือ เจค นอนและอันนา ทั้งสามคนต่างมองออกว่าทักษะเรเปียร์ที่เออร์วินใช้นั้นเป็สิ่งที่แปลกมากเพราะมันไม่มีการพึ่งพาการเสริมพลังจากเวทย์มนต์เลยแม้แต่น้อย ทว่าจริงอยู่ที่มันช่างเป็สิ่งที่น่าทึ่งแล้วมันยังไงกันล่ะในเมื่อสิ่งที่ตัดสินทุกอย่างก็คือพลังเวทมนตร์อยู่ดี มีทักษะระดับนี้อยู่บวกได้พวกตนมาเป็กองทัพส่วนตัวแล้วคิดจะสลัดหลุดจากคำว่าเ้าชายขยะได้หรือยังไง
เจคคิดว่านั่นเป็เพียงความคิดของเด็กที่อ่อนต่อโลกชัดๆ แค่ว่าจิ้งจอกนั้นไม่น่ากลัวแต่ที่น่ากลัวคือเสือที่ถูกจิ้งจอกแอบอ้างบารมีต่างหาก เมื่ออีกฝ่ายคือเ้าชายจริงตามที่คาดล่ะก็ แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมตามน้ำของเออร์วินไปก่อนชั่วคราวแล้วค่อยคิดหาทางแก้หาทางอีกที เพราะถึงยังไงพ่อของอีกฝ่ายก็เป็พระาาของเมืองนี้
เจคลูบหัวเนียเบาๆ แล้วกวาดสายตามองดูทุกคนในแก๊งค์ที่ตอนนี้มุงรอบตัวเขา แรกเริ่มเดิมที่หลายคนแสดงทีท่าไม่ยินยอมและทำท่าจะบอกให้เจคพาพวกตนไปแก้แค้น แต่พอได้ยินการคาดเดาของเจคกับรอนเื่ความเป็มาของอีกฝ่ายก็พาจนหยุดคำพูดที่เตรียมจะพ่นออกมาแล้วแสดงความวิตกกังวลออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนี้พวกเราอดทนตามน้ำเ้าเด็กนั่นไปก่อนชั้นจะลองดูว่าเส้นสายที่พวกเรามีกับพวกขุนนางจะพอทำอะไรได้บ้าง” พอได้ยินลูกพี่ที่มองว่าเป็ที่พึ่งพูดว่ายังมีทางออกก็พากันโล่งอก เจคหันไปพูดกับแอนนาที่ตอนนี้ยังคงถืออมยิ้มสามอันไว้ในมือ “เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ด้วยเผื่อเห็นท่าไม่ดีให้รีบพาเนียออกจากเมืองก่อนเลย”
อันนาพยักหน้าแต่เนียที่ถูกเขาลูบหัวกลับแสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมาบอกว่า
“ไม่เอาหนูจะไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้าพี่เจคไม่ไปด้วย” เจคมองเธออย่างอ่อนโยนก่อนจะปลอบว่าเขาแค่ให้อันนาเผื่อไว้เฉยๆ โดยให้เธอหนีไปก่อนแล้วทุกคนจะตามไปทีหลังเธอจึงยอมสงบลง ขณะที่ปลอบเนียอยู่นั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นจากที่ไกลๆ พบว่าตามมุมบ้านหรือมุมกำแพงต่างก็มีพวกผู้คนในสลัมออบมองพวกตนอยู่ แม้จะเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจนแต่เขากลับััได้ถึงความยินดีในคราวเคราะห์ที่พวกตนได้รับ ทว่าเขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาเพียงทำเป็ไม่รู้ถึงความรู้สึกของผู้คนเ่าั้
บนเส้นทางที่ทอดไปยังปราสาทที่ตอนนี้เออร์วินเดินสวนกับผู้คนไปมาโดยมีเรเวนในชุดสาวใช้เดินตามมาติดๆ เหล่าผู้คนที่เดินสวนกันไปมาต่างเหลียวมองเด็กชายด้วยความเอ็นดูเนื่องเพราะรูปร่างหน้าตาของเขา ขนาดเด็กสาวชาวบ้านในวัยไล่เลี่ยกับเขาก็พากันเหลียวมองด้วยความสนอกสนใจ ทว่าคงไม่มีใครนึกถึงเป็แน่ว่าเด็กชายที่แต่งตัวดูดีผู้นี้แท้จริงแล้วก็คือเ้าชายขยะที่ตกเป็ขี้ปากของผู้คนในไพร์ล็อก ขณะที่เดินตามหลังเด็กชายเรเวนกลับมองด้านหลังของอีกฝ่ายด้วยความสงสัยใคร่รู้แต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าเด็กชายกลับรับรู้ได้ถึงความสงสัยของเธอจึงถามเธอไปว่า
“พี่สาวมีอะไรที่อยาดจะถามอยู่หรือเปล่าครับ” เรเวนกลับเงียบไม่ตอบคำ เด็กชายก็หยุดเดินเพราะมีแมวตัวหนึ่งเดินถูตัวกับขาของเขาไปมา เขายิ้มออกมาแล้วก้มลงไปใช้สองมือจับแมวขึ้นมาพบว่าเป็แมวส้มตัวหนึ่งที่คอสวมปลอกคอ “ว่าไงเ้าเหมียว” เด็กชายพูดอย่างเอ็นดู
“เธอ้าอะไรจากพวกอันธพาลพวกนั้นกันแน่” เรเวนที่ยืนดูอยู่กลับถามขึ้นอย่างทนไม่ได้ แม้เออร์วินจะพูดไปว่า้าให้คนพวกนั้นมาเป็ทหารของตนแต่ไม่ว่าจะมองยังไพวกนั้นก็เป็เพียงแค่ขยะในสายตาเธอ แม้ว่าเรเวนจะพึ่งรู้จักเด็กชายได้ไม่ถึงหนึ่งวันแต่เธอก็พอบอกอะไรได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่ที่ทำอะไรสิ้นคิดอย่างการสร้างกองทัพจากขยะพวกนั้น แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นกลับทำให้เธอพูดไม่ออก
“้าอะไรงั้นเหรอก็ตามที่ผมบอกพวกเขาไปไงครับว่า้าให้คนพวกนั้นมาเป็ทหารของผม” เรเวนพูดไม่ออกกับคำตอบที่เธอไม่คิดว่าจะได้รับ
“ต่อให้มีคนพวกนั้นมากกว่านี้เป็สิบเท่าฉันก็ไม่คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรนักหรอกนะ ถ้าหากพวก ‘ขยะ’ รวมกลุ่มกันแล้วสามารถเป็ภัยคุกคามได้จริงๆ ล่ะก็ เจ็ดอาณาจักรใหญ่คงไม่ครองความยิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้”
ที่เรเวนพูดใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเพราะไม่ว่าจะที่ไหนในทวีปอาร์เคนัสต่างก็มีคนที่ไร้พร์ในเื่เวทย์มนต์หรือก็คือปริมาณมานาอันน้อยนิดจนแทบใช้การไม่ได้อยู่ทุกหนแห่ง นับวันความไม่พอใจที่คนเหล่านี้มีต่อผู้ที่มานามหาศาลก็นับวันจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่จบสิ้น แต่การที่ขุมอำนาจของทวีปอาร์เคนัสดำรงอยู่ได้มาหลายพันปีก็เพราะความจริงที่ว่าต่อให้รวบรวมกำลังคนมามากเพียงไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าอานุภาพของเวทย์ชั้นสูงล้วนแต่ไร้กำลังที่จะต่อต้าน
เออร์วินอุ้มแมวขึ้นมาหยอกล้ออย่างเอ็นดูแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่า ‘ขยะ’ ที่เรเวนพูดถึงนั้นหมายรวมเขาเอาไว้ด้วยแต่เด็กชายก็คล้านจะใส่ใจ เขายังคงอุ้มแมวแล้วหยอกล้อกับมันโดยไม่เกรงใจสายตาคนรอบข้าง
“มาจากไหนนี่เ้าเหมียว ฮุฮุ ดูหน้าเ้าสิช่างหล่อเสียนี่กะไร ขนเ้าช่างนุ่มเสียจริงเชียว” พูดไม่พูดเปล่าเขาเอาแก้มของตัวเองถูกกับคอของแมวพร้อมกับทำสีหน้าเคลิ้ม เรเวนที่เห็นเหตุการณ์เป็ต้องนิ่งทื่อไม่ขยับเพราะเธอนึกภาพของเด็กชายที่แสดงความเป็ทาสแมวตรงหน้ารวมกับคนที่มีทักษะในอักขระเวทย์มนต์และยังมีทักษะเรเปียร์ที่ร้ายกาจไม่ได้จริงๆ
ขณะที่เออร์วินกำลังแสดงอาการคลั่งแมวอย่างไม่แคร์สื่ออยู่นั้นก็มีเสียงขัดความสุขของเขาดังขึ้น
“เอ่อ... คือว่า ช่วยคืนแมวมาจะได้ไหมคะ” คำพูดของเธอช่วยดึงเออร์วินให้ตื่นจากอาการคลั่งแมวสายตาของเขาเหลียวมองไปดูพบว่าคนพูดเป็สาวน้อยคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับเขา สาวน้อยคนนี้เป็เด็กที่มีใบหน้าจัดว่าน่ารักผมสีเหลืองเสื้อผ้าของเธอจัดเป็ผ้าเนื้อดีที่มีการตัดเย็บปราณีตเครื่องประดับทีมีค่าบ่งบอกได้ถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของเธอ ตัวเด็กสาวดูกังวลและดูฝืนๆ แปลกๆ ด้านหลังของเธอมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุไล่เลี่ยกับเรเวน ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวด้วยผ้าเนื้อหยาบผิวพรรณที่ดูหยาบกร้านเล็กน้อย เธอมองมายังแมวในมือของเออร์วินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ขอโทษนะครับที่แมวของคุณหรือ” เออร์วินถามอย่างสุภาพ
“มะมะไม่ใช่แมวของแอบบี้ค่ะ ปะปะเป็แมวของพี่สาวคนนี้ต่างหาก” เด็กสาวที่เรียกตัวเองว่าแอบบี้พูดอย่างกล้า ๆ กลัวๆ พอเธอเผลอสบตาเออร์วินก็รีบก้มหลบสายตาอย่างรวดเร็ว เออร์วินก็พอเดาได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็พวกขาดความมั่นใจในตัวเองและสิ่งที่เธอทำอยู่นี้ก้เป็อะไรที่ฝืนตัวเธอแบบสุดๆ เออร์วินหันไปพูดกับผู้หญิงที่ยืนด้านหลังแอบบี้
“งั้นนี่ก็แมวของคุณสินะครับหล่อมากเลยนะครับสงสัยคงสาวมาติดตรึมแน่” เดิมทีหญิงสาวมีท่าทีกังวลเพราะเธอเดาได้จากการแต่งกายของเด็กชายว่านี่จะมีความเกี่ยวข้องกับขุนนาง และอำนาจของขุนนางก็เป็สิ่งที่เหล่าสามัญชนล้วนยำเกรงเป็ที่สุด ตอนแรกเธอยังรู้สึกเกร็งๆ อยู่บ้างแต่พอได้ยินที่เด็กชายพูดเธอก็เผลอหัวเราะเบาๆ
“ฮิฮิ ผิดแล้วล่ะค่ะเพราะแท้จริงแล้วเธอเป็ผู้หญิงต่างหากล่ะค่ะ” เออร์วินที่ได้ฟังก็หันมามองแมวที่เขาอุ้มพร้อมกับทำหน้าทึ่งเล็กน้อย
“เอ๋!!! ที่แท้เป็สาวเท่ห์เหรอเนี่ยผิดคาดเลยนะครับ” คล้ายกับแมวตัวนั้นจะฟังที่เขาพูดรู้เื่เพราะมันร้อง เมี๊ยว ทั้งยังทำท่าเชิดหน้าขึ้น
ทั้งสองต่างหัวเราะกันเล็กน้อยแล้วเออร์วินก็ส่งแมวกลับไปให้หญิงสาว เธอรับแมวมาแล้วกล่าวขอบคุณเด็กชายก่อนจะกล่าวของคุณแอบบี้แล้วก็อุ้มแมวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ส่วนแอบบี้ก็เตรียมจากไปบ้างแต่ตอนที่เธอหมุนตัวเออร์วินก็เรียกชื่อเธอ
“คุณแอบบี้ครับ” แอบบี้ที่ถูกเรียกหยุดชะงักแล้วหันมามองหน้าเด็กผู้ชายที่เรียกชื่อเธอ
“คะคะ มะมีอะไรคะ” เธอพูดเสียงตะกุกตะกักด้วยท่าทีที่ประหม่า เออร์วินก็ยิ้มให้เธอแล้วบอกว่า
“คุณยอดเยี่ยมมากเลยนะครับที่กล้าออกหน้าให้กับคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณ”
คำพูดของเด็กชายทำให้แอบบี้หน้าแดงด้วยความเขินอายก่อนจะรีบหมุนตัวแล้วรีบวิ่งจากไปทันทีทิ้งเด็กชายกับสาวใช้ไว้ตรงนั้น
“รู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับเธอ” เรเวนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เื่ง่ายๆ น่ะครับ แค่สังเกตจาการแต่งกายคำเรียกขานที่ไม่มีชื่อของอีกฝ่ายลักษณะและตำแหน่งการยืนของทั้งคู่ที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่คุ้นเคยอะไรกันมากนัก ถ้าให้ผมเดาผู้หญิงคนนั้นเธอคงกำลังหาแมวของเธออยู่แล้วมาพบว่าแมวของเธออยู่กับผม พี่สาวก็คงรู้ว่าต่อให้เป็ในอาณาจักรเล็กอย่างไพร์ล็อกอำนาจของขุนนางล้วนเป็สิ่งที่เหล่าสามัญชนล้วนยำเกรงอยู่เสมอ เธอที่พบว่าผมที่แต่งตัวแบบนี้จึงกลัวที่จะเข้ามาขอแมวคืนจากผมแล้วเื่บังเอิญก็เกิดขึ้น เมื่อเด็กผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะแต่มีนิสัยที่ขี้อายและขาดความมั่นใจในตัวเองดันบังเอิญเดินผ่านมาแล้วอาสาออกหน้าช่วยเธอขอแมวคืนจากผม ถึงผมจะไม่รู้ก็เถอะว่าทำไมเด็กผู้หญิงที่มีนิสัยแบบนี้ถึงอาสาออกหน้าได้แต่เื่หลังจากนั้นก็เป็อย่างที่พี่สาวเห็นแหละครับ”
เรเวนจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบแล้วก็พูดเสียงเนิบนาบ
“เธอวิเคราะห์ได้ตั้งขนาดนี้แต่กลับเดาเพศของแมวตัวนั้นผิดเนี่ยนะ” เออร์วินยิ้มให้เธอ
“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยนี่ครับกับการที่ผมตัดสินเพศของแมวั้แ่แรกเห็น ก็เหมือนที่ผู้คนในทวีปอาร์เคนัสเป็กันนี่แหละครับชิงตัดสินคุณค่าของคนจากปริมาณพลังเวทย์ แล้วด้อยค่าศักยภาพของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ทั้งที่สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพมากกว่าที่ทุกคนคิด”
เรเวนที่ได้ฟังกลับไม่ได้ตอบอะไรแม้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายจะดูสวยหรูเพียงใดแต่ความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วจากประวัติศาสตร์หลายพันปีที่ผ่านมา เออร์วินที่คาดเดาความคิดของเรเวนได้ก็ไม่คิดจะพูดอะไรอีกเขาไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่เขา้าจะสื่อหรือไม่ เพราะถึงอย่างความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เป็เพียงการร่วมมือกันชั่วคราว เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอเหมือนปกติแล้วหมุนตัวเดินตรงไปที่ปราสาท
“ไปกันเถอะครับพี่สาววันนี้ผมยังมีบางอย่างที่ต้องทำ ซึ่งก็คือง้อพี่สาวที่กำลังงอนตุ๊บป่องอยู่” เรเวนไม่ได้พูดอะไรเพียงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ แต่เธอกำลังนึกภาพขอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอได้พบเมื่อตอนเช้า
บริเวณย่านตลาดที่อยู่ในเขตชั้นล่างของเมืองไพร์ล็อก่เวลานี้เป็่ที่ผู้คนบางตาเพราะเป็่เวลางานผู้หญิงในชุดสาวใช้คนหนึ่งกำลังแสดงสีหน้าแตกตื่นกังวล เธอเหลียวซ้ายแลขวาพร้อมร่ำร้องะโไม่หยุด
“คุณหนูคะ คุณหนูอยู่ไหนคะ” สาวใช้คนนี้ชื่อว่าเจดเธอเป็สาวใช้ส่วนตัวของลูกสาวพ่อค้าจากอาณาจักรระดับกลางที่อยู่ไกลจากที่นี่ ซึ่งพ่อค้าผู้นี้กำลังเดินทางทำการค้าไปตามเมืองต่างๆ โดยพาลูกสาวของตนไปด้วยจนกระทั่งมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขาต่างได้รับการต้านรับเป็อย่างดีจาก มาร์ควิส เฟลิกซ์ เป็ผู้ดูแลเศรษฐกิจหรือก็คือเสนาบดีคลัง โดยไดรับการจัดเตรียมห้องพักอย่างดีให้พร้อมอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง
แต่แล้วเื่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเนื่องเพราะคุณหนูของเธอที่มีนิสัยขี้อายกลับอยากให้เธอออกไปพาออกไปเดินเล่นในเมืองนี้ ซึ่งเป็เื่ผิดปกติที่คุณหนูของเธอไม่เคยขอให้ทำมาก่อนซึ่งเจดในฐานะสาวใช้ก็ยินดีปฏิบัติตามแต่ทว่า ขณะที่กำลังเดินเล่นชมเมืองอยู่นั้นเพียงเจดละสายตาไปแวบเดียวคุณหนูของเธอก็หายไปไหนไม่รู้
ขณะที่เจดนึกถึงเื่ร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณหนูของเธอก็หน้าซีดก่อนจะตัดสินใจกลับไปแจ้งให้เ้านายของเธอทราบ จริงอยู่ที่เธออาจถูกลงโทษแต่ตอนนี้ชีวิตคุณหนูของเธอสำคัญกว่า แต่ไม่ทันที่เธอจะได้กลับไปกระโปงของเธอก็ถูกดึงด้วยมือน้อยๆ เจดรีบหันไปมองพบว่าเ้าของมือเป็เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีผมสีเหลือง เจดมองเธอด้วยความดีใจ
“คุณหนู!!!” ก่อนจะย่อตัวลงไปกอดเธอแล้วร่ำไห้ออกมา “คุณหนูคะปลอดภัยสินะคะ” พูดจบเจดก็คลายกอดแล้วมองใบหน้าของเด็กผู้หญิงด้วยแววตาที่อ่อนโยน ปากกล่าวตำหนิ “อย่างทำแบบนี้สิคะรู้ไหมคะว่าเจดเป็ห่วงขนาดไหน” เด็กผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าแอบบี้ก้มหน้าพูดเสียงอ่อยว่า
“ขอโทษ...” เจดยิ้มให้เธอแล้วลุกขึ้น
“คุณหนูปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะค่ะ กลับกันเถอะค่ะนายท่านคงเป็ห่วงแย่แล้ว” แอบบี้พยักหน้าช้าๆ หนึ่งทีแล้วเดินนำเจดกลับไปทางชั้นที่หนึ่งของเมืองไพร์ล็อก บริเวณชั้นนี้นอกจากพระราชวังแล้วยังมีโซนที่อยู่ของพวกขุนนางอยู่อีกด้วย ขณะที่แอบบี้กำลังเดินอยู่นั้นในใจเธอก็นึกถึงเด็กผู้ชายที่เธอพึ่งได้เจอมาเมื่อครู่ เด็กผู้ชายที่มีใบหน้าคล้ายเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ดูก็รู้ว่ามีชาติกำเนิดไม่ธรรมดาแต่กลับไม่ถือตัว คุยกับผู้หญิงเ้าของแมวที่เป็สามัญชนโดยไม่วางท่า ทั้งยังชมเธอว่าเก่งอีกต่างหาก แอบบี้กำเสื้อบริเวณหน้าอกของเธอด้วยใจที่เต้นไม่เป็จังหวะก่อนจะหยุดเดินกะทันหันทำให้เจดที่เดินตามเธอต้องหยุดตามอย่างสงสัย
“คุณหนูคะเป็อะไรหรือเปล่าคะ” เจดถามด้วยความเป็ห่วง แต่ในใจของเด็กสาวกลับพึมพำออกมาว่า
“จริงสิยังไม่รู้ชื่อของเขาเลย”