เช้ามืดวันถัดมา สือชิงเหอก็ไปแล้วจริง ๆ
ไม่มีขบวนส่ง
ไม่มีถ้อยคำสั่งลา
เรือนรับรองยังเงียบเหมือนเดิม ตะเกียงใต้ชายคาบางดวงเพิ่งมอดลง กลิ่นไม้ชื้นจากลมก่อนรุ่งสางยังค้างอยู่ตามระเบียง คนรับใช้ที่เดินผ่านลานหินเพียงค้อมศีรษะให้ลั่วจวินกับอวี้เซียวเหมือนทุกอย่างถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว
หากไม่ใช่เพราะห้องของสือชิงเหอปิดสนิท และไม่มีแก่นพลังของเ้าของเรือนหลงเหลืออยู่ในบริเวณชั้นในอีกเลย ทั้งสองอาจคิดว่าเขาเพียงไม่อยากพบผู้ใดในยามเช้าเท่านั้น
อวี้เซียวมองประตูห้องนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือแตะตราหยกที่ห้อยอยู่ข้างเอว
“เขาไปแล้วจริง ๆ”
ลั่วจวินสะพายสัมภาระขึ้นไหล่
“เขาบอกไว้แล้ว”
“ข้ารู้”
อวี้เซียวลดมือลงจากตราหยก
“เพียงแต่คนอย่างเขา ต่อให้บอกว่าจะไป ก็ยังทำให้คนรู้สึกเหมือนเขายืนอยู่หลังม่านได้อยู่ดี”
ลั่วจวินไม่เถียง
เื่นี้เขาเองก็รู้สึกเช่นนั้น
สือชิงเหอไม่ได้อยู่ในเรือนแล้ว แต่สิ่งที่อีกฝ่ายทิ้งไว้กลับยังอยู่ครบ
ตราหยกที่เอวอวี้เซียว
คำเตือนเื่กระบี่เก่า
ตรีสารสองแผ่นในมือพวกเขา
และงานที่ยังไม่อาจรู้ราคาเต็ม
ทั้งสองออกจากเรือนรับรองก่อนยามสายตามที่ตกลงไว้ ไม่มีผู้ใดมาขวาง ไม่มีผู้ใดซักถามมากเกินจำเป็ มีเพียงคนรับใช้คนหนึ่งยื่นถุงผ้าเล็กใบหนึ่งให้ บอกว่าเป็ค่าใช้จ่ายที่นายท่านเตรียมไว้ให้ระหว่างเปลี่ยนที่พัก
อวี้เซียวรับถุงนั้นไว้ เปิดดูเพียงแวบเดียว แล้วเงยหน้าขึ้นถาม
“ถ้าข้าปฏิเสธเล่า”
คนรับใช้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบร้อย
“นายท่านบอกไว้ว่า หากท่านปฏิเสธ ก็ให้ข้าน้อยวางไว้บนพื้นแล้วเดินจากไป”
อวี้เซียวเงียบไปครึ่งอึดใจ ก่อนถอนหายใจแล้วเก็บถุงผ้าเข้าชายเสื้ออย่างเป็ธรรมชาติพอ ๆ กับที่สีหน้าบอกชัดว่า ตนเพิ่งเสียท่าอีกครั้ง
ลั่วจวินปรายตามองเขา
“เ้ากำลังหัวเราะในใจหรือไม่”
“ไม่”
“ตอบเร็วเกินไป”
“เช่นนั้นคงใช่”
อวี้เซียวหลุดหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่พอทำให้ความหนักที่ตามมาจากคืนก่อนคลายลงเล็กน้อย
เป่ยหลัวยามเช้ายังไม่เต็มไปด้วยเสียงเท่า่สาย ทว่าข่าวและผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว กลิ่นน้ำแกงร้อน กลิ่นแป้งนึ่ง และควันจากกระทะเหล็กค่อย ๆ ลอยปนกับไอเย็นของรุ่งสาง
ลั่วจวินกับอวี้เซียวไม่ได้เลือกโรงเตี๊ยมใกล้ถนนหลัก
เป่ยหลัวเป็เมืองที่สายตาคนเร็วพอ ๆ กับข่าว หากพักใกล้ตลาดใหญ่เกินไป ทุกการขึ้นลงบันได ทุกครั้งที่เรียกเสี่ยวเอ้อร์ ทุกคนที่เดินเข้าออกห้อง ล้วนมีโอกาสถูกจำได้มากกว่าที่ควร
สุดท้ายพวกเขาจึงเลือกโรงเตี๊ยมเล็กทางตะวันตกของตลาดใหญ่
ตัวอาคารเก่าแต่ยังแข็งแรง เสียงคนในร้านไม่หนาแน่นเท่าโรงเตี๊ยมริมถนนใหญ่ และด้านหลังมีลานดินแคบ ๆ ถูกกำแพงไม้เตี้ยล้อมไว้ พอให้ขยับแขนขาได้โดยไม่สะดุดตาผู้คนบนถนน
ห้องที่ทั้งสองเช่าอยู่ชั้นบน ไม่กว้างนัก มีเตียงสองหลัง โต๊ะไม้หนึ่งตัว หน้าต่างบานหนึ่ง และตู้เก็บของเล็กที่มุมห้อง พื้นไม้บางแผ่นส่งเสียงเบาเมื่อเหยียบ หากยังถือว่าใช้ได้สำหรับคนเดินทางที่ไม่คิดอยู่นาน
อวี้เซียววางสัมภาระลงข้างเตียง ก่อนเปิดหน้าต่างดูด้านนอก
จากตรงนี้ยังได้ยินเสียงเมืองอยู่ แต่ไม่ชัดจนทำให้คนต้องเงี่ยหูตลอดเวลา
“พอใช้ได้”
ลั่วจวินวางกระบี่ไว้ใกล้มือ
ั้แ่วันนั้น ห้องเล็กในโรงเตี๊ยมก็กลายเป็ที่ที่ทั้งสองใช้จัดการกับของในมืออย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
สองวันถัดจากนั้นผ่านไปในจังหวะที่แทบไม่ต่างกันนัก ่เช้า พวกเขาอยู่กับโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง ่สาย ลงไปยังลานดินแคบด้านหลังเพื่อฝึกวิชา ่บ่าย กลับขึ้นมาหาวิธีใช้ตรีสาร
บนโต๊ะไม้ไม่เหลือเพียงกาน้ำกับถ้วยชา หากมีกระดาษวางกระจายอยู่หลายแผ่น บางแผ่นอวี้เซียวใช้ขีดตำแหน่งวางตรีสารไว้คร่าว ๆ บางแผ่นลั่วจวินใช้ปลายนิ้วแตะเทียบทิศของแสงในแต่ละ่เวลา อีกมุมหนึ่งมีแผนที่หยาบของเส้นทางรอบเป่ยหลัวที่อวี้เซียวซื้อมาจากแผงขายของเดินทาง วางทับด้วยหินก้อนเล็กกันปลิว
ั้แ่คราแรกที่ตรีสารสองชิ้นถูกวางลงเคียงกัน ต่างฝ่ายต่างเห็นตรงกันทันทีว่า มันเป็ของชุดเดียวกันแน่
รูปทรงใกล้กัน
วัสดุใกล้กัน
น้ำหนักใกล้กัน
แต่รอยใต้ผิวสีเทาด้านกลับต่างกันคนละแบบ
แผ่นของลั่วจวินมีรอยวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง คล้ายเส้นบาง ๆ ถูกบังคับให้ไหลเข้าไปในจุดเดียว
แผ่นของอวี้เซียวมีแนววงซ้อนหลายชั้นอยู่ลึกข้างใน
เมื่อประกบกันตรง ๆ มุมหนึ่งเกือบรับสนิท แต่อีกด้านกลับเหลื่อมออกเพียงเสี้ยว
เมื่อส่งแก่นพลังลงไปพร้อมกัน ก็ไม่เกิดอะไร
เมื่อเปลี่ยนมุมวาง บางครั้งรอยใต้ผิวจะขยับเพียงชั่วอึดใจ ก่อนดับหายไปอีก
ครั้งหนึ่ง อวี้เซียวลองเพิ่มแรงขึ้นอีกส่วน รอยวงใต้ผิวกระตุกแรงกว่าครั้งก่อน แต่แทนที่จะเปิดออก มันกลับดีดแรงสะท้อนสั้น ๆ ขึ้นมาจนปลายนิ้วเขาชาวาบ
เขาดึงมือกลับทันที
ลั่วจวินมองแผ่นสามเหลี่ยมตรงหน้าเงียบ ๆ
ของชิ้นนี้ไม่ได้เพียงปิดปาก
มันกำลังเตือนว่า หากฝืนผิดทาง ต่อให้มีพลังมากขึ้นก็อาจไม่ได้อะไรนอกจากเสียแรงเปล่า
ดังนั้น พอรู้ว่าลองแบบใดไม่เกิดผล ทั้งสองก็เลิกเสียเวลาอยู่กับมันในทันที
อวี้เซียวไม่ใช่คนดื้ออยู่กับวิธีเดิม ๆ
ลั่วจวินเองก็ไม่ใช่คนจะถือสัญชาตญาณของตนยิ่งกว่าของตรงหน้า
พอเหนื่อยจากตรีสาร ทั้งสองก็ลงลานหลังโรงเตี๊ยมไปฝึกวิชา ลานนั้นแคบพอให้คนสองคนยืนพร้อมกันได้ แต่ไม่พอให้ปล่อยกระบวนใหญ่โดยไม่กระแทกกำแพงไม้ด้านข้าง ลั่วจวินจึงฝึกเพียงจังหวะเท้าและเส้นทางของเงาหมอก
ส่วนหกเคลื่อนทิวากร เขาใช้เพียงส่วนของการเปลี่ยนแรงและพลิกตำแหน่ง ไม่แสดงรูปเต็มให้ผู้ใดเห็น
อวี้เซียวฝึกวายุกลืนกินอยู่ฝั่งตรงข้าม
วิชานี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะใช้ได้อย่างเปิดเผยในที่ที่สายตาคนมากเกินไป กระแสเหยียนจึงถูกกดให้ต่ำและบาง จังหวะเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ดูเหมือนเพียงการฝึกท่าร่างธรรมดา มีเพียงลั่วจวินที่มองออกว่า ระหว่างปลายนิ้วกับแนวเท้าของอีกฝ่าย มีแรงดึงบางสายกำลังถูกจัดวางซ้ำแล้วซ้ำอีก
ครั้งหนึ่ง อวี้เซียวหยุดฝึกแล้วหันมามองเขา
“เ้ามองเหมือนจับผิด”
ลั่วจวินเก็บเท้ากลับ
“จับผิดคือหาคำตำหนิ ดูจังหวะคือหาทางให้ไม่พลาดซ้ำ”
อวี้เซียวเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนยิ้มบาง
“ถ้อยคำเช่นนี้ หากพูดกับศิษย์ในตระกูลหาน คงมีคนเข้าใจว่าเ้ากำลังสอน”
“แล้วเ้าเข้าใจว่าอย่างไร”
“ข้าคิดว่าเ้ากำลังสอนจริง ๆ”
ลั่วจวินไม่ตอบ
เขาเคยเสนอตัวจะช่วยอวี้เซียวเก็บอีกสองแกนของวิชาพื้นฐานขั้นสามให้ครบ แต่อวี้เซียวกลับบอกว่า ขอให้ตนวางวายุกลืนกินให้มั่นคงก่อน แล้วค่อยว่ากัน
เหตุผลนั้นไม่ผิด
คนที่ยังถือของใหม่ไม่มั่น หากรีบกวาดของใหม่อีกชิ้นเข้ามาในมือ สุดท้ายอาจทำหล่นทั้งสองอย่าง
ดังนั้นทุกครั้งที่กลับขึ้นห้อง ทั้งสองจึงหันกลับมาหาตรีสารอีกครั้งด้วยสภาพที่นิ่งกว่าเดิม และไม่คาดหวังว่าของเช่นนี้จะยอมเปิดปากง่าย ๆ
จนกระทั่งบ่ายของวันที่สอง
เวลาที่ใช้ไปสองวันไม่มากพอให้เรียกว่าสิ้นเปลือง หากในเมืองอย่างเป่ยหลัว การอยู่ที่เดิมนานขึ้นหนึ่งคืน ย่อมหมายถึงรอยเท้าเพิ่มขึ้นอีกหลายรอย
แสงแดดนอกร่มหน้าต่างอ่อนลงกว่า่สายเล็กน้อย เงากรอบหน้าต่างพาดเฉียงเข้ามาบนโต๊ะไม้ อวี้เซียวเพิ่งดึงมือกลับจากแผ่นของตน หลังลองส่งแก่นพลังเข้าไปอีกครั้งแล้วได้ผลเช่นเดิม
รอยวงใต้ผิวขยับ
แล้วดับ
อวี้เซียวมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น
“ไม่ใช่เพราะพลังไม่พอ”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
อวี้เซียวแตะขอบแผ่นของตนเบา ๆ
“ทุกครั้งที่ส่งแก่นพลังลงไป รอยข้างในรับอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงดับ”
ลั่วจวินนิ่งฟัง
“ถ้ามันปฏิเสธพลังั้แ่แรก รอยพวกนี้ไม่ควรขยับเลย” อวี้เซียวกล่าวต่อ “แต่มันรับ แล้วค่อยหยุด เหมือนสิ่งที่ผิด ไม่ใช่ปริมาณ”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“เป็ลักษณะของพลัง”
ห้องทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย
ลั่วจวินเลื่อนสายตากลับไปยังตรีสารของตน
รอยเส้นที่วิ่งเข้าหาศูนย์กลางนั้นเคยอยู่ต่อหน้าเขามาสองวันเต็ม ทว่ายามนี้ เมื่ออวี้เซียวกล่าวเช่นนั้น เขากลับเห็นบางอย่างต่างไปจากเดิม
มันไม่ได้เพียงวิ่งเข้าหาจุดเดียว
หากเหมือนถูกบังคับให้รวมเข้าหาจุดเดียว
ลั่วจวินยกแผ่นของตนขึ้นช้า ๆ พลิกดูอีกด้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
“วิชาพื้นฐานขั้นสาม”
อวี้เซียวหันมองเขา
ลั่วจวินกล่าวต่อ
“ขั้นหนึ่งเป็ทางเดินของพลัง ขั้นสองเป็จังหวะ ส่วนขั้นสามเปลี่ยนลักษณะของแก่นพลัง”
อวี้เซียวก้มมองตรีสารอีกครั้ง
“แกนใด”
ลั่วจวินไม่ได้ตอบทันที
เขาวางตรีสารของตนลงกลางโต๊ะ แล้วนั่งนิ่งไปชั่วลมหายใจ
ปลายนิ้วแตะลงบนมุมหนึ่งของแผ่นเพียงแ่เบา แก่นพลังในร่างไม่ถูกปล่อยออกไปตรง ๆ เหมือนที่ลองมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ หากค่อย ๆ ถูกกดให้รวมแน่นขึ้นทีละชั้น ราวกับแรงทั้งหมดในสายนั้นถูกบังคับให้อยู่ในแกนเดียวก่อนจึงค่อยไหลออก
ควบแก่น
แก่นพลังสายบางไหลลงสู่ผิวแผ่น
ครานี้ รอยเส้นใต้ผิวไม่ได้สว่างขึ้นแล้วดับเหมือนเดิม หากขยับรับกันทีละแนว วิ่งเข้าหาศูนย์กลางเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนคล้ายเส้นทุกเส้นถูกดึงเข้าหาจุดเดียวพร้อมกัน
แรงดึงจากใต้ผิวแผ่นย้อนกลับมาที่ปลายนิ้วของลั่วจวินแ่หนึ่ง ไม่รุนแรง แต่ชัดพอให้รู้ว่า หากแก่นพลังที่ส่งลงไปหลุดจากแกนแม้เพียงนิด กลไกนี้คงปิดกลับทันที
เสียงกลไกเบาบางดังขึ้น
เบาเสียจนถ้าในห้องมีเสียงอื่นปะปนอยู่เพียงน้อย ก็คงไม่ได้ยิน
กลางแผ่นสามเหลี่ยมนั้น ชิ้นบางรูปเข็มพลันยกตัวขึ้นจากร่องตื้นที่เดิมแทบมองไม่เห็น
อวี้เซียวมองนิ่ง
เข็มเล็กนั้นไม่ได้หมุนเร็ว หากค่อย ๆ เอียงไปทางหนึ่งอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังจับแนว ก่อนจะหยุดลงและค้างนิ่งอยู่ตรงนั้น
ลั่วจวินหมุนแผ่นในมือ
เข็มเบนตามอยู่ชั่วครู่
แล้วค่อยกลับไปชี้ทางเดิมอีกครั้ง
อวี้เซียวกล่าวขึ้นเสียงต่ำ
“มันชี้ทิศ”
ลั่วจวินไม่ตอบ เพียงมองเข็มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางลงบนโต๊ะให้มั่นคงกว่าเดิม
สองคนเงียบไปเพียงอึดใจ
จากนั้นสายตาของทั้งคู่ก็เลื่อนไปยังแผ่นของอวี้เซียวพร้อมกัน
อวี้เซียวถามขึ้นก่อน
“แผ่นของข้าต้องใช้แกนที่ข้าขาดหรือไม่”
ลั่วจวินมองแนววงซ้อนใต้ผิวของตรีสารแผ่นนั้น
“น่าจะใช่”
“หุบเงา หรือควบแก่น”
ลั่วจวินยื่นมือไปแตะแผ่นนั้น
แต่คราวนี้เขาไม่ได้เริ่มส่งพลังในทันที
รอยวงซ้อนใต้ผิวของแผ่นนี้ไม่เหมือนของตน มันไม่ได้บังคับทุกอย่างให้รวมเข้าแกนเดียว หากเหมือนชั้นแต่ละชั้นกำลังซ้อนปิดทับกันอยู่
อวี้เซียวมองแผ่นของตนแล้วกล่าวช้า ๆ
“เวลาส่งพลังลงไป วงชั้นนอกขยับก่อน แล้วชั้นในจึงรับตาม เหมือนไม่ได้้าให้พลังพุ่งเข้าไปตรง ๆ”
เขาหยุดเพียงนิด
“เหมือนมัน้าให้พลังหายไปก่อน”
ลั่วจวินลดสายตาลง
หุบเงา
เขาไม่ได้พูดชื่อนั้นออกมาในทันที
อวี้เซียวกลับมองเขาอยู่
“เ้าทำได้หรือ”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
“ได้”
คำตอบนั้นสั้นมาก
สั้นจนคนถามนิ่งไป
อวี้เซียวยิ้มบางอย่างที่เหมือนจะยิ้ม แต่แววตากลับจริงจังขึ้นกว่าก่อน
“บางครั้ง ข้าก็ยังไม่ชินกับการที่เ้าพูดคำว่าได้ ราวกับพูดเื่ทั่วไป เช่นบอกว่าชาจะเย็นแล้ว”
ลั่วจวินมองเขา
“เ้าถาม”
“ใช่ ข้าถาม”
อวี้เซียวถอนหายใจเบา ๆ
“และคำตอบนั้นหมายความว่า เ้าฝึกครบสิบห้าแกนจริง ๆ”
ลั่วจวินไม่ได้ปฏิเสธ
ความเงียบสั้น ๆ ตกลงบนโต๊ะอีกครั้ง
อวี้เซียวนึกถึงวันที่ลั่วจวินบอกว่าจะช่วยเขาเก็บแกนที่ยังขาดให้ครบ ตอนนั้นคำพูดนั้นฟังเรียบง่ายเกินไปอยู่บ้าง
อวี้เซียวมองลั่วจวินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ข้าชักเริ่มสงสัยแล้วว่า ตอนพบกันในโรงเตี๊ยม เ้าจงใจให้ข้าออกหน้า หรือเพียงี้เีลุกจริง ๆ”
“ี้เีมีเื่”
“นั่นฟังดูน่าเชื่อกว่า”
บรรยากาศตึงอยู่เพียงครู่เดียวก็คลายลง
ลั่วจวินยกมือขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้แก่นพลังที่ปลายนิ้วไม่ถูกกดรวม หากถูกทำให้บางลง เงียบลง และเก็บตัวลงจนแทบไม่ทิ้งแรงกระเพื่อมออกมารอบด้าน เขาค่อย ๆ ถ่ายพลังสายนั้นลงไปตามแนววงชั้นนอกสุดของแผ่น
รอยใต้ผิวขยับรับกันทีละชั้น
ชั้นแรก
ชั้นที่สอง
ชั้นที่สาม
เหมือนม่านบางหลายชั้นกำลังค่อย ๆ พับเก็บเข้าหากัน
พอถึงชั้นสุดท้าย แผ่นตรีสารสั่นเบามากจนแทบดูไม่ออก ลั่วจวินจึงผ่อนลมหายใจให้ช้าลงอีกครึ่งจังหวะ ไม่เร่ง ไม่กดเพิ่ม เพียงประคองแก่นพลังให้หายไปตามจังหวะของมันเอง
เสียงกลไกเบาอีกครั้งดังขึ้นจากใต้ผิวโลหะ
แล้วชิ้นบางรูปเข็มอีกอันหนึ่งก็ยกตัวขึ้นเช่นกัน
อวี้เซียวลดลมหายใจลงโดยไม่รู้ตัว
เข็มของแผ่นนี้เอียงไปอีกทางหนึ่ง
ทว่ามันไม่ได้หยุดนิ่งเท่าของลั่วจวิน
หลังจับแนวได้แล้ว มันยังสั่นไหวอยู่แ่ ๆ ราวกับสิ่งที่มันกำลังจับนั้นมิได้อยู่กับที่โดยสมบูรณ์
ลั่วจวินหมุนแผ่นในมืออีกครั้ง
เข็มเบนกลับไปกลับมาเพียงน้อย
แล้วจึงค่อยชี้ทางเดิมอีกครา หากยังไม่ค้างแน่นเท่าชิ้นแรก
ห้องเล็กทั้งห้องเงียบลง
มีเพียงแสงบ่ายที่ไหลช้า ๆ ผ่านขอบหน้าต่าง กับเข็มสองชิ้นที่ยกตัวอยู่เหนือผิวแผ่นสามเหลี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อแก่นพลังที่ถ่ายลงไปถูกใช้ในการขับเคลื่อนกลไกของตรีสารจนหมด เข็มนั้นก็หดตัวเลื่อนกลับลงมาเป็แผ่นสามเหลี่ยมดังเดิม
ทั้งคู่หันมาสบตากันเหมือนกำลังคิดในสิ่งเดียวกัน
อวี้เซียวเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“วิชาพื้นฐานขั้นสาม มีสามแกน”
ลั่วจวินนิ่งฟัง
“เราใช้ไปแล้วสอง” อวี้เซียวกล่าวต่อ “ถ้าตรีสารเป็ของชุดเดียวกัน ก็น่าจะมีอีกแผ่นหนึ่ง”
ลั่วจวินมองแผ่นทั้งสองตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยสั้น ๆ
“รวบคม”
อวี้เซียวพยักหน้าเพียงน้อย
บทสนทนานั้นสั้นนัก
แต่ก็พอให้ความหมายของของทั้งสองชิ้นเปลี่ยนไปอีกชั้นหนึ่ง
ตรีสารไม่ใช่เพียงของที่ชี้ทาง
มันยังบอกด้วยว่า ที่ใดสักแห่งข้างหน้า อาจมีผู้ถือชิ้นที่สามอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน
อวี้เซียวเป็ฝ่ายขยับก่อน
เขาดึงแผนที่หยาบอีกแผ่นเข้ามา กางมันออกตรงกลางโต๊ะ แล้วใช้กาน้ำชากดมุมไว้ไม่ให้ปลิว
แผนที่นั้นไม่ได้ละเอียดนัก เป็เพียงเส้นทางหลักกับชื่อสถานที่ใหญ่ ๆ รอบเป่ยหลัวที่นักเดินทางใช้กัน แต่สำหรับคนอย่างอวี้เซียวก็พอแล้ว
เขาขยับโต๊ะเล็กน้อยให้รับแสงตรงขึ้น ใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ที่เอียงไปทางตะวันตกเทียบกับเงาหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางตรีสารของลั่วจวินลงบนแผนที่
ลั่วจวินถ่ายแก่นพลังควบแก่นเข้าไปอีกครั้ง
เข็มชิ้นนั้นชี้เฉียงลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้
อวี้เซียวนิ่งมอง
ลั่วจวินเองก็มองอยู่เงียบ ๆ
ทางนั้นบนแผนที่ มีเส้นทางหลักเส้นหนึ่งทอดออกจากเป่ยหลัวลงไป ไม่วกมากนัก และเมืองแรกที่อยู่บนแนวนั้นก็คือชิงเหวิน
อวี้เซียวจึงเอื้อมไปหยิบตรีสารของตนมาวางบ้าง แล้วหันไปบอกให้ลั่วจวินถ่ายพลัง
เข็มของมันชี้ออกไปอีกทางหนึ่ง สูงขึ้นไปเล็กน้อยจากแนวเดิม และยังแกว่งอยู่บางเบาไม่สนิท
อวี้เซียวเลื่อนตามันไปตามแนวนั้นบนแผนที่
ปลายทางที่ใกล้สุดซึ่งรับกันกับทิศนั้น ไม่ใช่เมือง หากเป็ผืนป่ากว้างที่มีเพียงชื่อเขียนไว้หยาบ ๆ
ฮวงหลิน
ลั่วจวินมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนกล่าวขึ้นสั้น ๆ
“ของเ้าชี้ไปฮวงหลิน”
อวี้เซียวยังคงมองแผนที่
“น่าจะใช่”
เขาหยุดไปเพียงนิด แล้วแตะลงบนชื่อชิงเหวินเบา ๆ
“แต่ถ้าจะเข้าไปฮวงหลิน อย่างน้อยก็ต้องผ่านตรงนี้ก่อน”
ลั่วจวินหันมองเขา
อวี้เซียวยังคงอธิบายอย่างเรียบตรง ไม่มีถ้อยคำเกินจำเป็
“ชิงเหวินอยู่บนทางหลัก ใกล้กว่า หาเสบียง ข่าว และที่พักได้ง่าย”
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปแตะชื่อฮวงหลิน
“ส่วนฮวงหลินไม่ใช่เมือง ต่อให้รู้ทิศ ก็ยังไม่รู้ว่าต้องหาอะไรในป่ากว้างเช่นนั้น และเข็มของแผ่นนี้ก็ยังไม่นิ่ง”
ลั่วจวินมองเข็มทั้งสองอีกครั้ง
ของตนค้างนิ่ง
ของอวี้เซียวสั่นแ่
ความต่างนั้นเล็กนัก แต่พอชัดสำหรับคนที่มองจริง
หากเข็มของอวี้เซียวสั่นเพราะสิ่งที่มันชี้หาเคลื่อนอยู่จริง การตามตรงเข้าไปในผืนป่ากว้างโดยไม่มีข่าว ไม่มีเสบียง และไม่มีจุดพัก ย่อมไม่ต่างจากเดินตามเงาที่อาจเปลี่ยนทางได้ทุกเมื่อ
ลั่วจวินจึงกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
“ไปชิงเหวินก่อน”
อวี้เซียวพยักหน้า
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
บทสนทนาเพียงเท่านั้นก็พอแล้วสำหรับการตัดสินใจ
ไม่มีใครจำเป็ต้องยืดมันออกไปด้วยเหตุผลที่ซ้ำกันอีก
ครู่เดียวตรีสารของอวี้เซียวยุบกลับลงสู่ร่องตื้นก่อน ส่วนของลั่วจวินยังค้างอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลดตัวลงตาม
แม้กลไกจะปิดลง
แต่คำตอบที่ได้กลับไม่หายไปกับมัน
อวี้เซียวม้วนแผนที่เก็บไว้เช่นเดิม ลั่วจวินเก็บตรีสารของตนคืนมา ก่อนผลักอีกแผ่นกลับไปให้เ้าของเก็บเอง
ลั่วจวินลุกขึ้นก่อน เดินไปปิดหน้าต่างให้เหลือเพียงช่องลมแคบ ๆ แล้วหันกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ออกจากเมืองกัน”
อวี้เซียวพยักหน้าเพียงน้อย
นอกหน้าต่าง แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จางลงจากหลังคาโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม เสียงคนจากชั้นล่างยังดังขึ้นบ้างเป็ระยะ กลิ่นอาหารเย็นลอยเจือมากับลมบาง ๆ แต่ในห้องเล็กชั้นบนนี้ ทุกอย่างกลับนิ่งลงอย่างประหลาด ราวกับั้แ่วินาทีที่เข็มชี้ทิศยกตัวขึ้น เส้นทางข้างหน้าซึ่งเคยพร่ามัวอยู่หลายวันก็ค่อย ๆ รวมเข้าหาจุดเดียวในที่สุด
ชิงเหวินไม่ใช่ปลายทาง
มันเป็เพียงเมืองแรกที่เข็มยอมชี้ให้เห็น
และหากยังมีตรีสารอีกแผ่นหนึ่งจริง ไม่ว่าผู้ถือมันจะอยู่ที่ใด ทางของพวกเขาก็อาจไม่ได้มีเวลาให้เดินอย่างใจเย็นนัก
คืนนั้น ตะเกียงบนโต๊ะดับช้ากว่าทุกคืนเล็กน้อย
ทว่าก่อนเปลวไฟจะมอดลง ทั้งลั่วจวินและอวี้เซียวต่างก็รู้แล้วว่า เมื่อฟ้าสางขึ้นอีกครั้ง เมืองเป่ยหลัวจะอยู่เพียงด้านหลัง และปลายทางแรกที่ต้องไปให้ถึงคือชิงเหวิน
แสงเช้าในเป่ยหลัวเวลานั้นสว่างขึ้นแล้ว ผู้คนเริ่มออกมาตั้งร้านแน่นขึ้นกว่าวันก่อน กลิ่นน้ำแกงร้อน แป้งนึ่ง และน้ำมันจากกระทะเหล็กลอยอวลปะปนอยู่ในอากาศ เสียงล้อเกวียนกับเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าดังสลับกันไปตามแนวถนน แต่เมื่อเดินพ้นจากตลาดใหญ่เข้าสู่เส้นทางด้านตะวันตก เสียงเ่าั้ก็ค่อย ๆ เบาบางลงทีละน้อย
หลังออกจากเป่ยหลัวมาได้ครึ่งค่อนยาม
เส้นทางหลักมุ่งตรงไปยังชิงเหวินทอดผ่านเนินดินเตี้ยและแนวไม้โปร่ง รอยล้อเกวียนเก่ากดเป็ร่องยาวอยู่บนพื้นแข็ง ฝุ่นสีซีดเกาะตามก้อนหินริมทาง พุ่มหญ้าแห้งสองข้างถนนเอนตามลมยามสายเป็ระยะ
ลั่วจวินเดินอยู่ด้านขวาของทาง กระบี่เก่าคาดอยู่ข้างเอวเช่นเดิม
อวี้เซียวเดินเยื้องอยู่ด้านซ้าย ธนูพาดหลัง โล่เล็กซ่อนอยู่ใกล้มือพอจะยกขึ้นได้ทันที หากดูจากภายนอก ทั้งสองไม่ต่างจากผู้เดินทางธรรมดาสองคนที่เพิ่งออกจากเมืองใหญ่
ลั่วจวินกำลังจะเอ่ยถามเื่เส้นทางต่อจากชิงเหวิน แต่เงาดำใหญ่สายหนึ่งก็ตัดผ่านแสงแดดเหนือพื้นถนนเสียก่อน
เขาเงยหน้าขึ้น
บางสิ่งร่วงลงมาจากฟ้า
มันเร็วเกินกว่าจะมองเห็นต้นทางได้ทันในคราแรก เงาดำใหญ่สายหนึ่งตัดผ่านแสงแดดเหนือศีรษะ ก่อนสายตาจะจับได้ว่านั่นคือวิหคขนาดมหึมาตัวหนึ่ง กำลังกระพือปีกอย่างเสียสมดุล
บนหลังของมัน มีคนผู้หนึ่งโคลงไหวรุนแรง
เพียงชั่วอึดใจถัดมา ร่างนั้นก็หลุดจากหลังวิหค ตกลงสู่พื้นอย่างไร้การควบคุม กระแทกดินห่างออกไปไม่กี่สิบก้าว แล้วกลิ้งครูดผ่านเศษหินและฝุ่นทรายหลายตลบ ทิ้งรอยยาวไว้บนพื้น
จนในที่สุด ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง
มีเพียงฝุ่นที่ยังค่อย ๆ ลอยคลุ้งอยู่กลางแสงแดด
ลั่วจวินชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ
ใบหน้านั้น ต่อให้เปื้อนฝุ่น ต่อให้มีคราบเืไหลอาบอยู่ตรงข้างแก้ม เขาก็ยังจำมันได้ดี
เยว่หลัน
ทว่ายังไม่ทันที่ความคิดใดจะก่อตัว เงาดำอีกสายหนึ่งก็เคลื่อนผ่านแสงแดดเหนือศีรษะ
มิใช่วิหคตัวที่เสียหลักเมื่อครู่
หากเป็นกใหญ่อีกตัวที่ร่อนต่ำตามลงมาอย่างรวดเร็ว บนหลังของมันมีเงาร่างสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกระแสลม ชายอาภรณ์สะบัดแรง มือข้างหนึ่งกำแส้ยาวไว้แน่น
ปลายแส้ในมือนางกรีดผ่านอากาศ ฟาดลงมาตามทิศที่เยว่หลันล้มอยู่
ระยะห่างสั้นเกินไป
เยว่หลันเพิ่งกระแทกพื้น ยังไม่อาจขยับกายได้ทัน ส่วนแส้นั้นกลับเร็วและแม่น ราวกับตั้งใจจะซ้ำให้สิ้นแรงในคราวเดียว
ลั่วจวินก้าวออกไปครึ่งก้าว
แล้วหยุด
หากใช้ฝีเท้าธรรมดา ย่อมไม่ทัน
มีเพียงเหยียบเมฆเท่านั้น และวิชานั่นมีราคาที่จะต้องจ่าย