ทิศใต้และยุพินได้กลับมาพบกับคนอื่นๆ ที่ริมแม่น้ำอีกครั้งสายลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำใสใน่กลางวันแสงอาทิตย์สะท้อนลงบนผืนน้ำเป็ประกายระยิบระยับมาพร้อมกับเสียงสายน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำที่ฟังรื่นหู
เอกนั่งรออยู่เขาเหลียวไปตามเสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวมาจากทางด้านหลังเพราะคิดว่าเป็ทิศใต้กับยุพินที่กลับมาแต่สิ่งที่เขาเห็นนั่นคือเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่กำลังเดินมาใกล้พวกเขาพร้อมตามหลังมาด้วยงูขนาดมหึมาสีเขียวอีกตัว
เอกรู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาแต่นั่นต้องเป็อสูรศาสตราเป็แน่แต่เขาไม่รู้เลยว่านั่นคือ ทิศใต้กับยุพินในร่างของอสูรศาสตราที่ยังไม่จำแลงกายมาเป็มนุษย์ เอกที่สังเกตเห็นแบบนั้นแล้ว เขาลุกขึ้นทันทีสัญชาตญาณของเขาะโออกไป
เอก : ทุกคนระวัง! อสูรศาสตรากำลังมาทางนี้!!
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นแล้วจึงหันไปมองตามเขาทันที แต่เสือโคร่งตัวนั้นก็ไม่ได้กลัวอะไรและยังเดินตรงมาที่พวกเขาเรื่อย ๆ เอกหันไปสบตารำพาใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้กล่าวออกมา
แต่รำพาเองก็ไม่ได้มีคำตอบให้เธอได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองสิ่งมีชีวิตทั้งสองที่ใกล้เข้ามาความกลัวและความสงสัยสลับกันวูบไหวในดวงตาของเธอ
ทางฝั่งของกล้าและทิวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักท่าทีของทั้งสองกลับตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้แสดงออกถึงความกลัวหรือตื่นตระหนกทั้งคู่ยังคงยืนมองอย่างเงียบ ๆ และไม่ได้มีท่าทีว่าจะหวาดกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อยเพียงหันมองไปที่อสูรศาสตราราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต่อมาไม่นานก็เกิดประกายไฟสีทองก็เริ่มลุกลามตามตัวของมันเช่นเดียวกับนาคามรกตที่อยู่ด้านหลังไม่ไกลกัน เปลวไฟสีเขียวลุกโชติ่ทั่วร่างความตื่นตระหนกบนใบหน้าของเอกเปลี่ยนเป็ความสงสัยรำพาที่เห็นภาพถึงกับเบิกตากว้าง เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวไม่นานนักเปลวไฟนั้นก็ดับลงทั้งเสือโคร่งขนาดใหญ่และงูมรกตก็กลับเปลี่ยนเป็มนุษย์ นั่นคือทิศใต้และยุพินที่กำลังเดินตรงมาที่พวกเขา
รำพา : เดี๋ยวก่อน!.. นั่นมันอะไรกันน่ะ..
เอก : อสูรศาสตราพวกนั้นคือ พี่ทิศใต้กับพี่ยุพินเองหรอกหรอ พวกเขาเป็…
กล้า : ุ์ อสูรศาสตราจำแลงกาย เื่นี้ทิศใต้บอกกับพี่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะ
ทิว : จริง ๆ ข้ากับพี่รู้แล้วล่ะ ว่าพี่ใต้เป็ุ์ แต่ก็ไม่ได้บอกพวกเอ็ง…
เอก : แต่ว่าอสูรศาสตราน่ะอันตรายมากเลยนะ
รำพา : ใช่ ๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนในหมู่บ้านเคยบอกว่าอสูรศาสตราจำแลงกายจะมีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์เพราะฉะนั้นจะอันตรายมากถ้าเจอแล้วสู้ไม่ได้ควรหนีให้เร็วที่สุดนะ
กล้า : ก็ไม่ใช่ซะทุกตัวหรอกนะ… เหมือนทิศใต้จะรู้ว่ายุพินเป็ุ์เหมือนเขา
หลังจากนั้นทิศใต้เดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ตามมาด้วยยุพินที่อยู่ด้านหลังั์ตาสีมรกตของเธอมองมาที่คนที่เหลืออย่างเป็มิตรก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ยุพิน : เป็ไงบ้างทุกคน ต้องขอโทษที่ให้รอนานนะ…
กล้า : อืม..ไม่เป็ไรหรอก ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมไอ้ใต้
ทิศใต้ : แน่นอน เรียบร้อยดี เอาล่ะ คงพักกันมากพอแล้วนะถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้ว
ทิว,เอก,รำพา : อืม!
ยุพินก้าวขึ้นมายืนข้างหน้าพลางส่งยิ้มให้กลุ่มมนุษย์ตรงหน้าอย่างเป็มิตร เธอพยักหน้าก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ
ยุพิน : ตามข้ามาเลยทุกคน
หลังจากนั้นยุพินก็นำทางทุกคนมุ่งหน้าสู่เมืองศิวิลักษณ์ พวกเขาเดินทางกันในป่าอยู่หลายวันพวกเขาข้ามแม่น้ำ ผ่านหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบและไต่ขึ้นเนินเขาสูงชันหลายครั้ง ดวงตะวันขึ้นและลับฟ้าไปนับครั้งไม่ถ้วนและตอนที่พวกเขาต้องหยุดพัก ซึ่งยุพินนั้นชำนาญในเส้นทางป่ารู้จักจุดแหล่งน้ำและจุดพักที่หลีกเลี่ยงเส้นทางที่คิดว่าอันตราย
ในระหว่างการเดินทางทุกคนพูดคุยถึงสารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนและเริ่มปรับตัวเข้ากันมากขึ้นเรื่อย ๆบนหน้าผาสูงพวกเขาได้หยุดยืนที่ริมหน้าผาสูงชัน ลมเย็นพัดผ่านผิวหน้าเบา ๆดวงตะวันทอแสงสีส้มแดง ๆ ที่ริบหรี่อยู่ขอบฟ้า
ขณะที่สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเมืองศิวิลักษณ์ที่อยู่ด้านล่างเป็เมืองใหญ่ที่ดูสง่างามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเสียงผู้คนพูดคุยกันดังแว่วขึ้นมาฝีเท้าของชาวเมืองที่เดินสวนกันอย่างเร่งรีบสร้างบรรยากาศครึกครื้นที่แผ่ขยายออกไปทั่ว
แม้จะมองจากระยะไกลบ้านเรือนในเมืองส่วนใหญ่เป็เรือนไม้ทรงไทยโบราณหลังใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบสะท้อนถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง คลองน้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองมีเรือพายเล็ก ๆเต็มไปหมด ผู้คนพายเรือไปมา
ยุพิน : พวกเรามาถึงแล้ว
ทิศใต้ยืนมองด้วยความทึ่งสายตาของเขากวาดมองไปทั่วเมือง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเนื่องด้วยตัวของเขานั้นไม่เคยเห็นเมืองมาก่อน
ทิศใต้ : นั่นหรอเมืองศิวิลักษณ์ ดูใหญ่กว่าหมู่บ้านข้าเยอะเลย
กล้า : เป็ถึงระดับเมือง ก็ไม่แปลกหรอก
ทิว : แล้ว…พวกเราจะไปขอความช่วยเหลือยังไงล่ะ
เอก : จริงด้วย จะเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากชาวเมืองเลยก็คงไม่ได้ในตอนนี้สิ่งที่พวกเรา้าคือกองกำลังทหาร
ยุพิน : งั้นก็คงมีทางเดียว
รำพา : ทางไหนหรอพี่ยุพิน
ยุพิน : พวกเอ็งคงต้องเข้าไปขอกองกำลังจากเ้าเมืองนี้
กล้า : มันก็จริงเพราะเมืองนี้เป็เมืองของเขาถ้าจะขอทหารพวกเราต้องไปหาเขาเท่านั้น
ทิศใต้ : แล้ว..พวกเราจะไปหาเ้าเมืองได้ยังไงกันล่ะ เมืองใหญ่ขนาดนี้…
กล้า : ไม่รู้สิ ก็ต้องลองหาดู บางทีผู้คนในนั้นอาจจะรู้ว่าวังอยู่ไหน
ทิศใต้ : ก็ลองดู
หลังจากนั้นพวกเขาเริ่มเดินเข้าไปในเมืองทันที ที่ด้านหน้าประตูเมืองใหญ่ ทำจากไม้แกะสลักลวดลายประณีตมีป้อมปราการสูงทั้งสองฝั่งที่ถนนทางเข้าเมืองมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาอย่างรีบเร่งบางคนแบกตะกร้าสินค้าทั้งผักและผลไม้ต่าง ๆแต่โดยรวมมีผู้คนอาศัยอยู่กันในเมืองนี้หนาแน่นกว่าหมู่บ้านของพวกเขามากบรรยากาศภายในเมืองดูสงบสุข มีบ้านเรือนแต่ละหลังเป็บ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่เรียงรายอย่างงดงาม
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ซึมซับความงดงามของเมืองศิวิลักษณ์เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องมาจากทางด้านหลังของพวกเขา กล้าที่กำลังมองรอบ ๆด้วยความตื่นตาตื่นใจพลันสะดุ้งเฮือก หันกลับไปดูทันที กล้าต้องตาค้างเมื่อพบว่า พลประตูเมืองและทหารอีกจำนวนหนึ่งที่มาในชุดเกราะสีน้ำตาลเข้มมาพร้อมกับอาวุธครบมือจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา ใบหน้าของทหารเ่าั้นิ่งเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ไม่นานนักทหารเหล่านี้ก็เข้ามารุมล้อมกลุ่มของพวกเขาไว้จนแ่าแต่ละคนถือหอกและดาบที่ดูคมกริบชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างหยุดสิ่งที่ทำและหันมามองพวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กล้า : ช้าก่อนพวกท่าน พวกเราเดินทางมาเพื่อขอพบท่านเ้าเมืองเดินทางมาเพื่อขอความช่วยเหลือ… ไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ
เอก : ใช่แล้ว! หมู่บ้านของพวกเราถูกโจมตี โปรดช่วยพวกเราด้วย
รำพา : โปรดช่วย พวกเราด้วยเถอะค่ะ
พวกเขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือสายตาของพลประตูเมืองยังคงจับจ้องพวกเขาอย่างไม่วางใจ ก่อนจะหันไปพิจารณาคนอื่น ๆที่อยู่รอบข้าง ทิศใต้ที่ยืนอยู่ข้างกล้าขยับตัวเล็กน้อย ท่าทีของเขานิ่งสงบแต่ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังเหล่าทหารอย่างไม่ละสายตาส่วนยุพินเธอยืนอยู่ด้านหลังสุดอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แม้แต่จะสบตาใคร
พลประตูเมือง : พวกเ้าเป็ใคร มากจากไหนยังไม่รู้แถมยังเข้าเมืองมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก… คิดว่าพวกเราจะหลงกลเชื่อพวกเ้ารึ!
กล้า : พวกเรามาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่าใหญ่หากมีอะไรที่ทำให้พวกท่านไม่สบายใจ ข้าพร้อมที่จะอธิบายทุกอย่างให้ท่านฟังแต่ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามาก คนที่หมู่บ้านกำลังรอความช่วยเหลืออยู่!
ทิว : จนป่านนี้แล้วชาวบ้านที่หมู่บ้านของข้าน่ะไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็ตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้เพราะงั้นได้โปรดช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วยเถอะครับ!
พลประตูเมือง : เหลวไหล! ทหารทุกคนนำตัวพวกมันไปขังไว้ซะ โทษฐานที่พวกเ้าบุกรุกเข้ามานำตัวไป!!
ยุพิน : แย่ล่ะสิ ทีนี้…
รำพา : พวกเรา จะทำยังไงดีล่ะ!!…
ท่ามกลางความหวาดกลัวและความวุ่นวายนี้ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าของม้าที่ควบมาด้วยความเร็ว ดังมาแต่ไกลเสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนพลประตูเมืองและผู้คนที่อยู่ในบริเวณ ต้องหันไปมองสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่จุดเดี๋ยวกัน
ปรากฏเป็ชายผู้หนึ่งซึ่งเขาเป็หัวหน้าของทหารที่ดูแลทางเข้าเมืองแห่งนี้เขาควบม้ามาหยุดก่อนที่จะลงจากม้าทำให้บรรยากาศโดยรอบที่วุ่นวายกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
จากนั้นเขาเดินตรงมาที่กล้าทำให้เหล่าทหารที่ยืนรายล้อมอยู่ก็ได้หลีกทางให้กับเขา ปรากฏว่าเขาเป็ ทหารรักษาการณ์คนหนึ่งของเมืองศิวิลักษณ์ก่อนที่ทหารนายนั้นจะกวาดสายตามองไปที่คนหกคนที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก่อนกล่าวขึ้น
ทหารรักษาการณ์ : เ้าพวกเด็กน้อย พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่กันรึ
กล้า : พวกเราอยากจะพบท่านเ้าเมืองเพื่อขอกองกำลังทหารไปช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกเรา
ทหารรักษาการณ์ : พวกเ้ามาขอความช่วยเหลือหรอกรึ ทำไมล่ะ..เกิดเื่อะไรหรือเปล่า…
เอก : หมู่บ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ ถูกลอบโจมตีครับจนตอนนี้ที่พวกเราออกเดินทางมาขอความช่วยเหลือก็ผ่านไปหลายวันแล้วและก็ไม่รู้ว่าพวกคนที่เหลืออยู่หมู่บ้านจะเป็ยังไงบ้าง
พลประตูเมือง : พวกมันโกหก! อย่าไปเชื่อ
เสียงของพลประตูเมืองกล่าวขึ้นทำให้ชาวเมืองก็จับจ้องไปที่พวกเขาอีกครั้ง พวกเขาจ้องมองมาด้วยท่าทีที่หวาดระแวงรำพาที่เห็นแบบนั้นจึงกล่าวขึ้นอย่างเร่งรีบ
รำพา : พวกเราไม่ได้โกหกนะ!ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเดินทางไกลทั้งต้องข้ามแม่น้ำข้ามูเามาทำไมกันล่ะ
ทิว : พวกเรา้าความช่วยเหลือจริง ๆ นะ ได้โปรดเชื่อพวกเราเถอะ!
พลประตูเมือง : ไร้สาระ!! พลทหารทุกคน นำตัวพวกมันไปขัง!
ทหารรักษาการณ์ : ช้าก่อน
เขากล่าวขึ้นเสียงแข็งแต่คำพูดของทหารรักษาการณ์ทำให้พลประตูเมืองชะงักไปเล็กน้อย พวกเขายืนนิ่งเงียบไปพวกเขาได้แต่หันมองเพื่อนทหารคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ด้วยกันตามมาด้วยเสียงคุยของชาวบ้านรอบข้าง พวกเขามองดูด้วยความสงสัย ขณะทหารที่ดูแลประตูเมืองยืนรายล้อมอยู่
ทหารรักษาการณ์ : ถ้าหากว่าเป็เช่นนั้น พวกเ้าเชิญตามข้ามาข้าจะพาพวกเ้าไปพบท่านเ้าเมือง
หลังจากนั้นกล้าและคนอื่น ๆก็ได้เดินตามนายพลประตูเมืองเข้าไปในวังอย่างเงียบ ๆความกดดันยังคงหนักอึ้งในบรรยากาศแม้หัวหน้าทหารจะยินยอมพาพวกเขาไปพบท่านเ้าเมืองแต่สายตาของเหล่าทหารที่ล้อมรอบก็ยังคงจับจ้องพวกเขาอย่างระแวดระวัง
ณ วังหลวง เมืองศิวิลักษณ์ พื้นหินอ่อนสีขาวปูเรียงยาวสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันที่เรียงรายเป็แนวไปจนสุดทางเมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในเมืองมากขึ้น ภายในที่สวยงามตระการตาบ้านเรือนเปลี่ยนจากเรือนไม้ธรรมดาเป็อาคารทรงไทยที่ใหญ่โตตั้งตระหง่านสลักลวดลายทองวิจิตร ทางขอบทางเข้าวังมีเหล่าทหารรักษาการณ์ในวังหลวงยืนเรียงกันเป็แถวตอนยาวไปสายตาของทหารเ่าั้จับจ้องมองไปที่พวกเขา รำพาหันไปสะกิดเอกที่เดินอยู่ข้างแล้วกระซิบเบา ๆ
รำพา : นี่… ไอ้เอก ทำไมข้ารู้สึกว่า… พวกเขามองพวกเราเหมือนเราเป็คนแปลก ๆ
เอก : ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน..
ทิว : ก็ไม่แปลกหรอก คงเพราะพวกเราเป็คนแปลกหน้าที่เข้าเมืองมั้ง
ทหารรักษาการณ์ : มาถึงแล้ว วังหลวงที่ประทับของเ้าเมืองศิวิลักษณ์
นายพลหันไปสั่งการทหารให้ลดอาวุธลงแต่ยังคงยืนล้อมพวกเขาไว้อย่างเข้มงวดพวกเขาเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าประตูบานใหญ่ก่อนจะมีคนมาเปิดให้แล้วนำกลุ่มของกล้าเข้าไปในเขตราชฐานด้านในเสียงรองเท้าของพวกเขาที่ก้าวกระทบลงพื้นหินอ่อนดังเป็จังหวะไปพร้อม ๆ กัน
ณ ท้องพระโรง เมืองศิวิลักษณ์ ความสง่างามและความเงียบสงัดของสถานที่ทำให้ทุกคนหยุดชะงักผ้าม่านสีแดงปักดิ้นทองอร่ามปลิวไสวจากสายลมที่ลอดเข้ามาเบา ๆบนที่นั่งกลางโถงสูงตระหง่านคือบัลลังก์ไม้แกะสลักลวดลายอย่างสวยงามประดับเพชรหลายเม็ดบนบัลลังก์มีชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแต่งกายสีทอง นั่นคือ เ้าเมืองศิวิลักษณ์ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น ก่อนที่จะทอดพระเนตรลงมาที่พวกเขา
ทหารรักษาการณ์ : กราบทูลท่านเ้าเมือง ข้าพบเด็กพวกนี้อยู่ที่ทางเข้าเมือง พวกเขาบอกว่าหมู่บ้านของพวกเขานั้นถูกโจมตี เลยได้เดินทางมาที่นี่ขอความช่วยเหลือขอรับ
น้ำเสียงของนายพลมั่นคงแต่คำพูดนั้นกลับทำให้ชายในชุดขุนนางที่ยืนอยู่ใกล้เ้าเมืองแสดงสีหน้าไม่พอใจก่อนกล่าวขึ้นทำให้คนในท้องพระโรงต่างก็หันไปมอง
ขุนนาง : นี่ท่านกล้าพาคนนอก เข้ามาพบท่านเ้าเมืองรึ!!
ทหารรักษาการณ์ : แต่พวกเขามีเหตุจำเป็ พวกเขาไม่ได้มีท่าทีเป็ภัย ข้าเห็นว่าควรรับฟัง
ขุนนาง : ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่าเด็กพวกนี้อาจเป็ไส้ศึกแอบแฝงตัวมาใครจะรับผิดชอบหากพวกมันเป็ภัยต่อเมืองเรา
เสียงโต้เถียงกันอย่างดุเดือดของเหล่าขุนนางและทหารรักษาการณ์ดังก้องไปทั่วท้องพระโรงทำให้อัครมหาเสนาบดีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างบัลลังก์เริ่มขมวดคิ้วสีหน้าของเขาแสดงออกถึงความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะกระแทกมือกับพนักเก้าอี้เบา ๆแล้วกล่าวขึ้น
อัครมหาเสนาบดี : พอเถิดท่านทั้งสอง ต่อหน้าท่านเ้าเมืองโปรดสำรวมด้วย
ขุนนาง : ต้องขออภัยจริง ๆ ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าแค่สงสัย….
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่แววตาของเขายังคงฉายแววครุ่นคิดสายตาของเหล่าขุนนางและทหารรักษาการณ์ยังคงจับจ้องไปที่บุคคลบนบัลลังก์เ้าเมืองศิวิลักษณ์นั่งนิ่งอย่างสง่าสายพระเนตรของเขากวาดมองผู้คนในท้องพระโรงอย่างสงบ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเบา ๆพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ไม่ผิดหรอกที่เ้าจะสงสัย
เ้าเมืองกล่าวขึ้นเสียงเรียบแต่ทุกถ้อยคำกลับดังก้องในโถงทุกคนหยุดนิ่งและทำให้สถานการณ์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ก่อนที่กล้าจะอธิบายต่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
กล้า : หมู่บ้านของพวกเรา ถูกโจมตีพวกมันบุกเข้ามากลางดึก เผาบ้านเรือนจนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่รู้ว่าผู้คนที่ยังอยู่บ้านเป็ยังไงกันบ้าง
เขากล่าวไปพร้อมกับมือเขากำหมัดแน่นราวกับกำลังเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้เสียงของเขาสั่นไหวเมื่อพูดถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นแต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนที่คนอื่น ๆ จะกล่าวเสริม
ทิศใต้ : พวกเราเดินทางไกลจากหมู่บ้าน มาจนถึงที่นี่ เพื่อขอเพียงสิ่งเดียว…โปรดส่งกองกำลังทหารไปช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วย
ทิว : จริงนะครับ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด
เอก : โปรดเชื่อพวกเราด้วยขอรับ
รำพา : โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะค่ะ
สิ้นคำพูดของพวกเขาความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรงคนหยุดนิ่งเ้าเมืองยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์ สายตาของเขาทอดมองกล้าอย่างลึกซึ้งดวงตาของเ้าเมืองที่นิ่งเงียบดูเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่างในจิตใจของพวกเขา
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : มันก็จริงอยู่ที่่นี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ศึกาก็ไม่แปลกที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่พวกเ้าอยู่จะถูกโจมตี
น้ำเสียงของเ้าเมืองราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม เขาเอนหลังพิงบัลลังก์พลางทอดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางรอบตัวและกล่าวขึ้น
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : พวกท่านมีความคิดเห็นเช่นไร
สมุหกลาโหม : กราบทูลท่านเ้าเมือง ข้าเห็นควรว่าต้องช่วยพวกเขาขอรับ หมู่บ้านเล็ก ๆอาจเป็เพียงจุดเริ่มต้น หากเราปล่อยไว้นานวันเข้าพวกมันอาจกวาดต้อนเอาเชลยไปได้มากพวกมันจะยิ่งมีกำลังพลมากและอาจเป็ภัยต่อบ้านเมืองของเราในอนาคตได้พะยะค่ะ
จมื่นโหราธิบดี : ท่านสมุหกลาโหมกล่าวได้มีเหตุผล เด็กพวกนี้… หากดูจากภายนอกแล้วก็ไม่น่าเป็ภัยต่อเมืองเรา อีกทั้งข้าคิดว่าการช่วยเหลือพวกเขาจะเป็การแสดงถึงความเมตตาของท่านเ้าเมืองในยามที่ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย
ขุนนาง : หากท่านสมุหกลาโหมและจมื่นโหราธิบดี เห็นควรช่วยข้าก็ไม่ขอคัดค้านแต่อย่างใด
เ้าเมืองเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วเขาพยักหน้าเล็กน้อยสายตายังคงจ้องมองกล้าและพวกพ้อง เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงช้าและชัดเจน
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : อืม… การช่วยเหลือพวกเ้า ไม่ใช่เื่ที่ข้าจะตัดสินใจอย่างเบามือแต่หากเื่นี้เป็ความจริง ข้าก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของผู้คนได้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนของเมืองข้าก็ตาม
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ข้ามอบหมายให้พระยาเดโชจัดเตรียมกองกำลังให้และนำส่งกองกำลังติดตามพวกเ้าไปที่หมู่บ้านหากว่าคำกล่าวของพวกเขาเป็ความจริงก็ให้ทหารเ่าั้ช่วยคนในหมู่บ้านของพวกเ้าให้ได้มากที่สุด
กล้า : ขอบคุณท่านมาก ที่ให้ความช่วยเหลือพวกเราถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนในหมู่บ้านมาขอความช่วยเหลือไปแล้วแต่ท่านก็ยังจะช่วยพวกเราเพิ่มอีก ขอบคุณท่านมากด้วยจริง ๆ
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : แปลกนัก… ถ้าเช่นนั้น พวกเ้าบอกว่ามีคนอื่นจากหมู่บ้านของพวกเ้ามาถึงที่นี่ก่อนแล้ว ทำไมข้าถึงไม่เห็นผู้ใดมาเลยแม้แต่คนเดียว
คำพูดของเ้าเมืองทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งกดดันเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าขุนนางที่ยืนล้อมรอบดังขึ้นเป็ระลอกสายตาของทุกคนจ้องมาที่กล้ากับพวกพ้องเหมือนรอคำตอบที่สมเหตุสมผลแต่นั่นก็ทำให้พวกเขายิ่งกังวลถึงความปลอดภัยของเหล่าชาวบ้านที่แยกกันมาก่อนหน้า
เอก : ม..ไม่จริงน่าก่อนหน้านี้พวกเราเดินทางมากับคนในหมู่บ้านและจะถูกลอบโจมตีทำให้พวกเราต้องแยกทางกับชาวบ้านคนอื่น ๆ
ทิว : จริง ๆ แล้วก่อนที่พวกเราจะมาถึงต้องมีชาวบ้านเดินทางมาขอความช่วยเหลือประมาณสองหมู่บ้านแล้วเป็หมู่บ้านไม่ใช่หรอ
รำพา : นี่ ๆ ไอ้ทิว ที่เอ็งบอกว่าเอ็งหลุดออกมาจากชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่มาด้วยกันก่อนจะมาเจอกัน นั้นแสดงว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ ต้องเดินทางมาก่อนแล้วสิ
ทิว : ก็ใช่ กว่าที่ข้าจะไปเจอหมู่บ้านของพวกเอ็งน่ะ มันก็ผ่านไปวันกว่า ๆ แล้วไหนที่พวกเราจะเดินทางมาอีก ทำไมตอนนี้ชาวบ้านคนอื่นยังมาไม่ถึงอีกล่ะ
ทหารรักษาการณ์ : เช่นนั้นแสดงว่า… พวกเ้าไม่ได้เดินทางมาด้วยกันั้แ่แรกรึ
กล้า : ไม่เลย ข้ากับน้องชายได้พบพวกพ้องระหว่างทาง
หลังจากนั้นนายทหารรักษาการณ์ได้หันกลับไปมองเ้าเมืองคล้ายจะรอฟังคำสั่ง เ้าเมืองลูบคางเบา ๆ ก่อนจะหันไปหาขุนนางที่ยืนเงียบขุนนางเ่าั้แต่เหล่าขุนนางก็ไม่ได้โต้ตอบแต่อย่างใด
ทหารรักษาการณ์ : ไม่เป็ไรหรอก ให้พวกเ้าคิดในแง่ดีเอาไว้บางทีพวกเขาอาจจะตามหาพวกเ้าอยู่ก็เป็ได้
กล้า : ข้า… ก็หวังว่าจะเป็แบบนั้น
ขุนนาง : หรือมองในแง่ร้าย พวกเขาอาจจะถูกลอบโจมตีและจับตัวไปกันหมด
เมื่อได้ยินขุนนางกล่าวแบบนั้นแล้วพระยาเดโชกล่าวแทรกขึ้นทันที ทำให้สายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายต่างก็จับจ้องไปที่เขา
พระยาเดโช : ข้าเห็นด้วยที่ควรรีบออกเดินทางโดยเร็วแต่ข้าแนะนำให้เราส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปตรวจสอบเส้นทางก่อนหากมีศัตรูซุ่มโจมตีอยู่ พวกเราจะได้เตรียมรับมือได้ทัน
คำแนะนำของพระยาเดโชสะกดความเงียบในห้องทุกสายตาหันไปยังเ้าเมืองที่กำลังพิจารณาอย่างรอบคอบเขาใช้มือข้างหนึ่งลูบคางราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนจะส่งสายตามองตรงไปยังเหล่าขุนนางแต่ขุนนางเ่าั้ก็ไม่ได้ให้ความเห็นแต่อย่างใด
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : สมเหตุสมผลดี เช่นนั้นจงทำตามที่พระยาเดโชเสนอส่งทหารชุดแรกออกไปสำรวจเส้นทางในวันนี้ ส่วนตัวกองกำลังหลักเตรียมพร้อมเดินทางหลังจากที่ทหารชุดแรกกลับมา ให้ออกเดินทางทันที
เมื่อได้ยินคำบัญชาของเ้าเมืองศิวิลักษณ์แล้วกล้าหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความดีใจแม้ปากจะไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ๆแต่ความหวังที่ฉายชัดในดวงตาของเขานั้นแสดงออกอย่างเด่นชัดทิศใต้พยักหน้าตอบรับความรู้สึกนั้น ส่วนเอกและรำพาะโโลดเต้นด้วยความดีใจท่าทางเหมือนเด็กที่เพิ่งได้รับข่าวดีที่สุดในชีวิต
ทิวที่เห็นเพื่อนของเขาเป็แบบนั้นเขายิ้มกว้างจนแทบไม่หยุดทางยุพินเธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปสบตากับพวกพ้องอย่างเงียบ ๆ
กล้า : ขอบพระคุณท่านเ้าเมือง ด้วยความช่วยเหลือนี้ทุกคนในหมู่บ้านของพวกเราจะไม่มีวันลืมความเมตตาครั้งนี้ขอรับ
เ้าเมืองศิวิลักษณ์ : อืม..
เ้าเมืองศิวิลักษณ์กล่าวพร้อมพยักหน้าตอบรับหลังจากนั้นพระยาเดโชได้พากล้าและคนอื่นออกจากโถงวัง ก่อนจะนำทางไปยังฐานทัพทหารแล้วจึงจัดเตรียมกองกำลังทหารลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อน 200 นายเพื่อดูต้นทางให้ก่อน และได้เตรียมกองกำลังทหารสำหรับเข้าป้องกันอีก 5,000 นาย พร้อมกับหมอหลวงเพื่อไปรักษาชาวบ้านที่าเ็ จำนวน 50 คน
เมื่อกองกำลังทหารลาดตระเวนที่ให้ไปดูต้นทางกลับมาถึงพระยาเดโชก็ได้นำกองกำลังทหารตามกล้าและคนอื่น ๆ ไปใน่ค่ำของวันทันทีในระหว่างทางพวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งทหารไปช่วยหมู่บ้านของแต่ละคนโดยแบ่งทหารไปดังนี้
หมู่บ้านป่าศัก ที่กล้าและทิวอาศัยอยู่ จำนวน 2,000 นายหมอหลวงจำนวน 25 คน
หมู่บ้านหินผา ที่เอกและรำพาอาศัยอยู่ จำนวน 2,000 นายหมอหลวงจำนวน 25 คน
ส่วนทหารที่เหลืออีก 1,000นาย ให้ไปป้องกัน หมู่บ้านลุ่มแม่น้ำ ที่ทิศใต้อาศัยอยู่
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จพวกเขาก็แบ่งทหารออกไปช่วยเหลือยังหมู่บ้านของแต่ล่ะคนพระยาเดโชได้ตามกล้าและทิวมากับกองกำลังทหารอีกสองพันนายกลับมาที่หมู่บ้านของพวกเขาขบวนทหารเคลื่อนตัวผ่านป่าลึกใต้แสงจันทร์อันเลือนรางเสียงฝีเท้าม้าและการเคลื่อนไหวของทหารดังแ่เบาในค่ำคืนที่เงียบสงัดแต่ในดวงตาของกล้านั้นเต็มไปด้วยความหวังที่จะนำกองกำลังทหารกลับมาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านให้ทัน
ณ หมู่บ้านป่าศัก เมื่อพ้นจากชายป่ามาเพียงไม่กี่ก้าว กล้าก็ต่องหยุดชะงักไปดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นเขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าของเขาที่เมื่อก่อนเคยเคยอยู่กันอย่างผาสุกแต่ตอนนี้สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือภาพซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่เขาเคยเรียกว่าบ้านบ้านเรือนที่เคยเป็แหล่งพักพิงของผู้คน บัดนี้เหลือเพียงซากไม้ที่พังทลายเถ้าถ่านจากกองไฟที่ดับมอดและพื้นดินที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการต่อสู้
กล้าเดินก้าวออกจากขบวนอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาไร้คำพูด แต่ดวงตาสั่นระริกด้วยความไม่เชื่อเขาเคยจำได้ว่าที่นี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของผู้คนแต่ตอนนี้กลับมีเพียงเสียงลมพัดผ่าน เขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
กล้า : นะ..นี่มัน… เกิดอะไร..ขึ้น…
เขากล่าวด้วยเสียงสั่นและทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินอย่างหมดแรงในซากปรักหักพังที่เคยเป็หมู่บ้านของเขามือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ เืซิบออกมาโดยที่เขาไม่ทันสังเกตหัวใจที่เคยเต็มเปี่ยมด้วยความหวังตอนออกเดินทาง แต่เมื่อมาเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าในตอนนี้ใจของเขาสั่นสะท้านจนแทบจะฉีกขาดกับภาพตรงหน้าที่เห็นทิวเดินตามมาคว้าพยายามประคองพี่ชายของเขาไว้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ
ทิว : พี่กล้า… มันอาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้นะ บางที่พวกเขาแค่ถูกจับตัวไปแต่ไม่น่าเป็อันตราย
แต่ถึงแม้คำพูดนั้นจะเปี่ยมด้วยความหวังทิวก็ไม่อาจปกปิดเสียงในใจที่บอกว่าเขาเองก็ไม่เชื่อเช่นนั้นภาพบ้านเรือนที่พังยับเยินและไร้เงาผู้คนที่มีชีวิตอยู่ราวกับถูกดูดกลืนไปในความว่างเปล่าทำให้คำปลอบโยนนั้นของทิวดูเหมือนสายลมอ่อนแรงที่ไม่อาจต้านพายุร้าย
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วพระยาเดโชเดินเข้ามาใกล้เขามองไปที่กล้าด้วยสายตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ ก่อนกล่าวขึ้น
พระยาเดโช : เ้าหนูนั่นพูดถูก ตอนนี้ยังไม่เห็นศพของชาวบ้านนั่นแสดงว่าพวกเขาแค่ถูกจับตัวไป เ้ายังมีโอกาสที่จะช่วยคนพวกนั้นได้อยู่
กล้า : แล้วข้าต้องทำยังไง..
พระยาเดโช : ข้าว่าควรกลับไปตั้งหลักที่เมืองศิวิลัษณ์ก่อนเพื่อความปลอดภัยแล้วข้าจะส่งทหารไปสืบหาว่าเมืองใดเป็คนส่งทหารมาโจมตีหมู่บ้านของพวกเ้า
ทิว : อืม..ครับ พี่กล้าลุกขึ้นเถอะ พวกเราต้องไปกันแล้ว
เขาประคองพี่ชายขึ้นมาแม้ในใจจะยังสั่นไหวแต่กล้าค่อย ๆ ยืนขึ้นสายตาที่เคยเต็มไปด้วยความเ็ปแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นดวงตาเขาประกายไฟแห่งความตั้งใจ ไม่ว่าต้องทำอะไรเขาสาบานในใจว่าจะช่วยเหลือชาวบ้านของเขาให้ได้
เมื่อเดินทางกลับเมืองศิวิลักษณ์ได้ครึ่งทางพระยาเดโชและกองทหารได้พบกับเอกกับรำพา พร้อมทั้งทิศใต้และยุพินที่กำลังยืนอยู่รวมกันบนถนนสายหนึ่ง ราวกับกำลังปรึกษากันถึงเื่ราวบางอย่าง
พระยาเดโช : ทหารทุกนายหยุดก่อน
สิ้นสุดเสียงนั้นพระยาเดโชก็หันหน้ามามองกล้าและทิว ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
พระยาเดโช : นั่นเพื่อน ๆ ของเ้าไม่ใช่รึ เ้าจะไม่ลงไปหาพวกเขาหน่อยล่ะ
กล้า : อืม…
หลังจากนั้นกล้ากับทิวก้าวลงจากหลังม้า แล้วรีบเดินตรงไปหากลุ่มเพื่อน ๆแต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าพวกเขามีสีหน้าที่ดูเศร้า ๆ อย่างผิดปกติทิวจึงกล่าวขึ้นสั้น ๆ ด้วยความสงสัย
ทิว : อ้าว..อยู่กันครบทุกคนเลย ที่หมู่บ้านมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ
เขากล่าวขึ้นพร้อมจ้องมองทุกคนที่ยืนรวมกันใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล ไม่มีใครตอบในทันทีเอกกับรำพามองหน้ากันเหมือนกำลังหาคำพูด ขณะที่ทิศใต้กับยุพินหลบสายตาไปด้านข้างทุกคนมีสีหน้าไม่สู้ดี ทิวมองไปรอบ เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ท้ายที่สุดเอกถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวขึ้น
เอก : หมู่บ้านของข้าในตอนนี้… ถูกเผาจนไม่เหลืออะไรแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของคนในหมู่บ้าน รวมทั้ง ท่านลุงกับป้าของข้าก็ด้วย…
รำพา : ไม่ใช่แค่หมู่บ้านของข้ากับไอ้เอกนะ! หมู่บ้านของพี่ใต้ก็เหมือนกัน
คำพูดของเอกและรำพาดังก้องในใจของทิวเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจทำให้หัวใจของเขาล่วงหล่นไปถึงปลายเท้า เขาถึงทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยินความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความสิ้นหวังก่อนที่ทิศใต้จะเป็คนทำลายความเงียบ
ทิศใต้ : ตอนนี้คนในหมู่บ้านของข้าถูกจับตัวไปหมดแล้ว ข้าก็…ไม่รู้จะทำยังไง
กล้า : บ้าจริง!
กล้ากำมือของเขาไว้แน่นจนเส้นเืปูดขึ้นมาความโกรธที่เก็บซ่อนไว้พลุ่งพล่านในสายตาของเขา ยุพินมองกล้าก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ยุพิน : ไม่บ้าหรอก แต่มันคือความจริง
คำพูดของเธอเป็ดั่งเข็มที่แทงทะลุความหวังเพียงน้อยนิดของทุกคนทันใดนั้น พระยาเดโชก็ก้าวมาจากทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคงก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พระยาเดโช : พวกมันไม่ได้โจมตีแค่สองหรือสามหมู่บ้านแค่นี้แน่บางทีตอนนี้พวกมันอาจกำลังตาหาหมู่บ้านลี้ภัยและบุกเข้าโจมตีกวาดต้อนเขาชาวบ้านไปเป็กองกำลังของพวกมันเพิ่มอีก
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วต่างหันไปมองพระยาเดโชด้วยสายตาแน่วแน่ดวงตาของเขาสื่อถึงทั้งความโกรธแค้น พระยาเดโชเองก็รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
พระยาเดโช : พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอกเดี๋ยวเื่นั้นข้าจะช่วยเหลือพวกเ้าทุกคนอย่างเต็มที่
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเริ่มมีความหวังขึ้นมาแม้ว่าความหวังนั้นจะริบหรี่เมื่อเทียบกับหายนะที่ที่เกิดขึ้นไม่มีใครบอกได้เลยว่าตอนนี้เหล่าชาวบ้านและครอบครัวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว ความกังวลยังคงกัดกินจิตใจพวกเขาแต่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา ทุกคนทำเพียงแค่ก้มหน้าลงเงียบ ๆราวกับเข้าใจถึงความสิ้นหวังของกันและกัน ผ่านไปไม่นานกล้าจึงหันหน้าไปหาพระยาดโชแล้วกล่าวขึ้น
กล้า : ท่าน… จะช่วยพวกเราต่อจริง ๆ หรอครับ
เอก : จริงด้วย แค่ท่านช่วยพวกเราแค่นี้ก็รำบากเกินพอแล้ว
พระยาเดโช : ไม่หรอก ถ้าได้ช่วยใครแล้ว ก็ต้องช่วยในถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็ยังไงนั่นคือนิสัยของข้า
ทิว : งั้นก็ต้องรบกวนท่านอีกครั้งด้วยนะครับ
กล้า,ทิศใต้: ขอบคุณท่านมาก
พระยาเดโช : ข้ายินดีช่วยพวกเ้า
คำพูดของเขาทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของกล้าและพวกพ้องเหมือนได้รับการจุดประกายความหวังในการช่วยเหลือชาวบ้านและพ่อแม่ของพวกเขามากขึ้นมาอีกครั้ง
พระยาเดโช : แต่ตอนนี้พวกเ้าต้องกลับไปที่เมืองศิวิลักษณ์ก่อนถ้าเพื่อว่าพวกมันยังตระเวนอยู่แถวนี้ พวกเ้าอาจเป็อันตรายได้
ทุกคนพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจจากนั้นพวกเขาพร้อมทั้งกองกำลังได้เดินทางกลับไปยังเมืองศิวิลักษณ์แต่ความกังวลยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพวกเขาถึงแม้ในตอนนี้จะยังไม่มีใครบอกได้ว่าเหล่าชาวบ้านและครอบครัวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่พวกเขาก็ได้แต่หวังลึก ๆ ไว้ข้างในว่าให้ทุกคนปลอดภัย