ทันทีที่ระบบรักษาความปลอดภัยตรวจจับได้ถึงภัยคุกคาม ป้อมปืนขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพง เริ่มกระหน่ำยิงโจมตีสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง ะุพลังงานสีเขียวพุ่งเข้าใส่ร่างของสัตว์อสูรอย่างรวดเร็วและรุนแรง เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว!
ตูม! ตูม! ตูม!
แต่ถึงกระนั้น การโจมตีของป้อมปืนก็กลับสร้างความเสียหายให้กับสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น! ิัหนาหนักของพวกมันสามารถต้านทานพลังงานเ่าั้ได้อย่างง่ายดาย
ขาซ้ายที่ไร้ความรู้สึกของเย่เจียงเฉินสร้างความเ็ปร้าวไปทั่วร่างเมื่อต้องออกแรงมากเกินไป ไม้เท้าค้ำยันช่วยพยุงให้เขาลากสังขารต่อไปได้ ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของสัตว์อสูรและเสียงกรีดร้องของผู้คนที่แตกตื่น เขามองหาที่หลบภัยอย่างกระวนกระวาย
ในที่สุด เย่เจียนเฉินก็พบเข้ากับประตูอาคารหลังหนึ่งเปิดแง้มอยู่ เขาไม่รีรอ รีบผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ มีผู้คนหลายสิบคนหลบซ่อนอยู่ บางคนกอดกันร้องไห้ บางคนนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เด็กเล็กๆ ส่งเสียงร้องไห้จ้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกลาหล
หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ เย่เจียงเฉินก็เริ่มนึกถึงครอบครัวของเขา… พ่อ แม่ และน้องสาว พวกเขาจะปลอดภัยหรือไม่
พ่อของเขาเป็ช่างซ่อมบำรุงที่ทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ซึ่งตั้งอยู่อีกฝากหนึ่งของพื้นที่ชั้นนอก ส่วนแม่ของเขาเป็เพียงแม่บ้านที่อาศัยอยู่กับน้องสาวในเขตพักอาศัยที่แสนแออัด ทำให้การฝ่าฝูงชนออกมาเป็เื่ยาก ซึ่งนี่เป็สิ่งที่รบกวนจิตใจเย่เจียงเฉินอยู่ไม่น้อย
ชายร่างกำยำคนหนึ่งในชุดเสื้อกล้ามที่ดูทะมัดทะแมงลุกขึ้นยืน เขาโบกมือให้ทุกคนสงบสติอารมณ์
“ทุกคน อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ผมชื่อหลี่เว่ย เป็นักสู้ระดับฝึกหัดขั้นสูง ผมพอจะมีความรู้เื่การต่อสู้และการเอาตัวรอดอยู่บ้าง หากพวกคุณอยากอพยพไปบังเกอร์ที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับผม ได้โปรดทำตามคำแนะนำของผมด้วย”
ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พยายามสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน แม้ในแววตาของเขาเองจะยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง ดวงตาที่เคยเหม่อลอยกลับมามีประกายแห่งความคาดหวัง พวกเขาหันมามองหลี่เว่ยด้วยความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือ
เมืองบูรพาถูกแบ่งออกเป็สามส่วนอย่างชัดเจน พื้นที่ชั้นในคือเขตที่อยู่ของเหล่าเศรษฐีและนักสู้ที่แข็งแกร่ง มีระบบป้องกันที่แ่าและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ถัดมาคือพื้นที่ชั้นกลาง ซึ่งเป็ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการศึกษา มีความเจริญรุ่งเรืองและผู้คนพลุกพล่าน และสุดท้ายคือพื้นที่ชั้นนอก ซึ่งเป็เขตที่อยู่อาศัยของคนทั่วไป รวมถึงครอบครัวของเย่เจียงเฉินด้วย พื้นที่นี้มีความหนาแน่นของประชากรสูง และระบบป้องกันค่อนข้างหละหลวม ทำให้ตกเป็เป้าหมายแรกๆ ของสัตว์อสูร ถึงอย่างนั้นที่นี่นี้ก็มีบังเกอร์หลบภัยมากกว่าพื้นที่อื่น
“จริงเหรอพ่อหนุ่ม เราจะไปถึงบังเกอร์ได้จริงๆ เหรอ” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลี่เว่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอนครับ ผมจะนำทางเอง ผมพอจะรู้เส้นทางอยู่บ้าง ทุกคนรวมตัวกัน แล้วค่อยๆ เคลื่อนที่ไปอย่างระมัดระวัง พยายามอย่าส่งเสียงดังเด็ดขาด”
ผู้คนเริ่มรวมตัวกัน เตรียมพร้อมที่จะอพยพตามที่คำแนะนำหลี่เว่ย แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเท้าออกจากอาคาร ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มก็เข้ามาขวางหน้าเย่เจียงเฉินไว้ เขาจ้องมองเย่เจียงเฉินด้วยสายตาไม่พอใจ
“เดี๋ยวก่อน ไอ้คนพิการนี่จะไปกับเราไม่ได้”
ทุกคนหันมามองด้วยความใ
“ทำไมล่ะ” หลี่เว่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็ดูสิ สภาพอย่างนี้ มีแต่จะเป็เป็ตัวถ่วงพวกเราเปล่าๆ”
“พูดอะไรของเธอ เขาเป็คนเหมือนกันนะ” ชายชราในกลุ่มไม่เห็นด้วยกับชายหนุ่ม หากเขายอมรับเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาเองก็เป็ตัวถ่วงเหมือนกัน
“ผมว่าเราไม่ควรทิ้งใครไว้นะครับ” เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งพูดเสริม
ชายหนุ่มคนนั้นไม่สนใจ เขาจ้องมองเย่เจียงเฉินด้วยสายตาเหยียดหยาม “พวกแกจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับไอ้พิการนี่อย่างนั้นเหรอ”
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น ผู้คนในกลุ่มแบ่งออกเป็สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นใจเย่เจียงเฉิน อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเขาเป็ภาระ
เย่เจียงเฉินยืนตัวสั่นด้วยความอับอาย เขาไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ค่าเช่นนี้มาก่อน
หลี่เว่ยเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาควบคุมสถานการณ์
“ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะครับ เรา
ไม่มีเวลามาทะเลาะกัน ผมเข้าใจว่าทุกคนกลัว แต่เราไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
“แต่ถ้ามันเป็ตัวถ่วงเราจริงๆ ล่ะ?” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงไม่ยอม
หลี่เว่ยถอนหายใจ “ผมจะช่วยดูแลเขาเอง ผมจะพยายามพาทุกคนไปถึงบังเกอร์ให้เร็วที่สุด”
ชายหนุ่มคนนั้นยังคงไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
หลี่เว่ยนำกลุ่มคนออกมาจากนอกอาคาร พวกเขาวิ่งเข้าไปในตรอกซอยแคบๆ ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ทำให้ภายในตรอกดูมืดสลัวและอึดอัด กลิ่นเหม็นอับและฝุ่นละอองคลุ้งอยู่ในอากาศ
หลี่เว่ยคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างอย่างระมัดระวัง เขาพยายามนำทางให้ทุกคนหลีกเลี่ยงเส้นทางหลัก เย่เจียงเฉินพยายามเกาะกลุ่มไปอย่างสุดกำลัง แต่สภาพร่างกายของเขาทำให้ต้องออกแรงมากกว่าคนอื่นๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผม
“ไหวไหมน้องชาย”
หลี่เว่ยหันมาถามด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นว่าเย่เจียงเฉินมีสีหน้าไม่สู้ดี
“ผม… ผมไม่เป็ไรครับ” เย่เจียงเฉินตอบเสียงแ่ พยายามฝืนยิ้ม
เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ถูกแม่จูงมือมา สะดุดก้อนหินล้มลง ร้องไห้จ้าด้วยความใ แม่ของเด็กรีบเข้าไปปลอบโยน ทำให้กลุ่มคนที่ตามมาต้องหยุดชะงัก
“เร็วเข้า!”
หลี่เว่ยเร่งเร้าแม่ของเด็กรีบอุ้มลูกขึ้นมาแล้ววิ่งตามกลุ่มไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังวิ่งผ่านซอยตรงหัวมุม เสียงคำรามของสัตว์อสูรก็ดังใกล้เข้ามา ทำให้ทุกคนรีบเร่งฝีเท้ายิ่งกว่าเดิม
หลี่เว่ยรีบมองไปรอบๆ เขาเห็นประตูเหล็กเก่าๆ ของอาคารหลังหนึ่งเปิดแง้มอยู่
“เข้าไปในอาคารนั้นก่อน” หลี่เว่ยสั่ง
“เราจะใช้ที่นั่นเป็ที่กำบังชั่วคราว”
กลุ่มคนรีบวิ่งเข้าไปในอาคารเก่าทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว เย่เจียงเฉินตามเข้าไปเป็คนสุดท้าย เมื่อเข้าไปด้านใน พวกเขาก็พบว่าเป็โกดังเก็บของเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย
“ทุกคนรวมตัวกันตรงนี้ ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาด” หลี่เว่ยสั่ง พลางมองไปยังประตูเหล็กที่เริ่มสั่นคลอนจากเสียงคำรามของสัตว์อสูร
ผ่านไปไม่กี่นาทีความเงียบก็ปกคลุมภายในโกดัง ทุกคนกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว เย่เจียงเฉินยืนพิงกำแพงด้วยความเหนื่อยล้า เขารู้ดีว่าโกดังเก่าๆ แห่งนี้คงไม่สามารถต้านทานสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติได้แน่ พวกเขาต้องหาทางออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามในขณะที่ทุกคนคิดว่าสัตว์อสูรจากไปแล้ว ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในโกดังเก่าทรุดโทรม พลันดับวูบลงอย่างรวดเร็ว ประตูเหล็กบานหนาถูกฉีกกระชากจากการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว
ตูม!!!
เศษเหล็กปลิ้วกระแทกร่างหญิงสาวที่อยู่ห่างจากเย่เจียงเฉินเพียงไม่กี่ก้าว ร่างมหึมาของสัตว์อสูรแรดที่จ้องมองเข้ามาด้วยความกระหายเื
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วโกดัง ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน หลี่เว่ย นักสู้ระดับฝึกหัดขั้นสูง ผู้เป็ความหวังของทุกคน ถูกอสูรระดับภัยพิบัติพุ่งชนจนร่างของนักสู้หนุ่มลอยละลิ่วกลางอากาศ ก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังโกดังอย่างจัง เสียงกระดูกแหลกดังน่าสยดสยอง หลี่เว่ทรุดลงกับพื้นแน่นิ่ง เืสีแดงสดไหลทะลักออกจากปากและจมูก
ภาพการตายของหลี่เว่ยเกิดขึ้นรวดเร็วจนทุกคนแทบไม่ทันตั้งตัว ความหวังสุดท้ายของพวกเขามลายหายไปในพริบตา ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจของผู้คนที่เหลืออยู่ พวกเขาต่างพากันหนีตายกันไปคนละทิศละทาง
เย่เจียงเฉินพยายามที่จะวิ่งตามคนอื่นๆ แต่ขาที่พิการกลับทรยศเขา เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้น มองดูภาพอันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นตรงหน้า สัตว์อสูรแรดเหยียบย่ำผู้คนที่พยายามหนีอย่างไม่ปราณี ร่างกายที่เคยมีชีวิตถูกบดขยี้กลายเป็เศษเนื้อ
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปและความหวาดกลัวดังระงม ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปเมื่อร่างของผู้เคราะห์ร้ายถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด ภาพเ่าั้ตราตรึงอยู่ในสายตาของชายหนุ่ม ส่งผลให้เขารู้สึกคลื่นไส้จนแทบอยากอาเจียน
สัตว์อสูรแรดหยุดยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาสีเหลืองอำพันจ้องมองมาที่เขา มันคำรามก้อง พ่นลมหายใจร้อนระอุออกมาทางรูจมูก สัตว์อสูรแรดก้าวเท้าเข้ามาใกล้เย่เจียงเฉินอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่น พื้นคอนกรีตสั่นะเืทุกครั้งที่มันย่างก้าว เงาขนาดมหึมาทาบทับร่างเล็กของเย่เจียงเฉิน ราวกับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เย่เจียงเฉินหลับตาปี๋ เตรียมพร้อมที่จะรับชะตากรรมอันโหดร้าย เขารู้ว่าเขาไม่มีทางหนีรอดจากสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติได้เลย แต่แล้ว ในวินาทีที่สัตว์อสูรกำลังจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด แสงสีขาววาบ ก็พุ่งผ่าอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง!
ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่น ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าความมืดมิด ประกายสีเงินยวง วาววับจับตา ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า มันคือ ดาบเล่มหนึ่ง ที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง
ฉึก!!!
เสียงมวลกล้ามเนื้อถูกกรีดแทง ราวกับเหล็กกล้าที่เจาะทะลุหินผา ดาบเล่มนั้นปักเข้าที่ด้านข้างลำตัวของสัตว์อสูรอย่างแม่นยำและรุนแรง แรงปะทะมหาศาลทำให้ร่างมหึมาของมันชะงักไปในทันที มันคำรามลั่นด้วยความเ็ปและใ เืสีแดงเข้มพวยพุ่งออกมาจากาแราวกับน้ำพุ
เย่เจียงเฉินเบิกตากว้าง จ้องมองภาพที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ในขณะที่เขายังคงงุนงง ร่างหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ราวกับดาวตกที่ส่องประกายเจิดจ้า
วูบ!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่น ก่อนที่ร่างนั้นจะลงมายืนเบื้องหน้าสัตว์อสูร
ร่างนั้นถูกปกคลุมไปด้วย ชุดเกราะสีดำสนิท ที่แนบเนื้อราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย วัสดุของเกราะดูเหมือนโลหะผสมผสานกับอะไรบางอย่างที่ล้ำสมัย มันดูทั้งแข็งแกร่งและคล่องตัวในเวลาเดียวกัน