ซ่งจินเหยาจำนางได้แล้วเช่นกัน หญิงสาวผู้นี้คือหยางซู่หลาน ลูกสาวของใต้เท้าหยาง รองนายอำเภอฉางฮวา
พูดให้ถูกต้องก็คือ ลุงของเ้าของร่างเดิมมีความสัมพันธ์อันดีกับใต้เท้าหยาง ซ่งจินเหยาและหยางซู่หลานจึงนับว่าเป็เพื่อนกันมาั้แ่เล็กก็ว่าได้
เมื่อซ่งจินเหยาอายุได้สิบสี่ปี นางก็ถูกหยางฮูหยินหมายตาไว้ จึงได้หมั้นหมายกับหยางเจียนปิ่ง พี่ชายของหยางซู่หลาน
ความจริงแล้ว พวกนางควรจะสนิทสนมคุ้นเคยกันถึงจะถูก
ทว่าซ่งจินเหยานั้นงดงามและมีบุคลิกที่อ่อนโยน นางได้ศึกษาบทกวี การเขียนอักษร การวาดภาพและดนตรีั้แ่ยังเด็ก นอกจากนี้งานปักเย็บยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เมื่อใดก็ตามที่แม่หลี่พานางออกไปข้างนอก บรรดาฮูหยินทั้งหลายมักจะเอ่ยปากชมนางไม่หยุด
และไม่ใช่แค่การชื่นชมเท่านั้น แต่พวกนางมักจะดูถูกลูกสาวของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับซ่งจินเหยาผู้เพียบพร้อมอยู่ร่ำไป
แม้แต่หยางซู่หลานที่อยู่ในวัยเดียวกันก็ไม่เว้น นางถูกเปรียบเทียบกับซ่งจินเหยาอยู่ตลอดเวลา จึงมักถูกหยางฮูหยินเรียกนางว่า ‘ลิงน้อย’ ผู้คนรอบข้างก็ชอบเอานางทั้งสองไปเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ
ซ่งจินเหยาเป็ ‘ลูกสาวที่สมบูรณ์แบบ’ ใครเล่าจะอยากถูกหญิงสาวเช่นนั้นบดบังรัศมีอยู่ตลอดเวลา?
หยางซู่หลานเป็เด็กสาวที่เย่อหยิ่งจองหองและชอบแข่งขัน นางจึงไม่ชอบซ่งจินเหยามาโดยตลอด
ซ่งจินเหยาเริ่มรู้สึกเหนื่อยใจ วันนี้นางมีรายการซื้อของยาวเหยียดและยังต้องรีบกลับไปตุ๋นซี่โครงหมู ไม่มีเวลาให้กับการโต้เถียงของหยางซู่หลาน
ซ่งจินเหยาจึงเพียงยิ้มแห้ง ๆ อย่างขอไปทีพร้อมขยับตัวหลบไปด้านข้าง ตั้งใจจะให้หยางซู่หลานเดินผ่านไปก่อน
แต่หยางซู่หลานเคยชินกับการเป็คนเอาแต่ใจ นางจะไม่ยอมปล่อยเื่นี้ไปเพียงเพราะซ่งจินเหยาเพิกเฉย ไม่มีทาง!
ในอดีต นางสู้ซ่งจินเหยาไม่ได้ และมันก็ได้ฝังรากลึกอยู่ในใจของนางมาตลอด ตอนนี้นางรู้แล้วว่าซ่งจินเหยาถูกบังคับให้แต่งงานแทนพี่สาว ทั้งยังถูกส่งไปอยู่ชนบท นางย่อมต้องหาโอกาสเย้ยหยันให้สาใจ เพื่อระบายความอัดอั้นที่สะสมมาหลายปี
ดังนั้นแทนที่จะเดินผ่านไปเฉย ๆ หยางซู่หลานกลับขวางทางของซ่งจินเหยาไว้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความดูแคลน
“อะไรกัน เจอคนคุ้นเคยไม่ทักทายหน่อยหรือ? ท่านแม่ข้ามักจะชื่นชมเ้าว่ากิริยามารยาทงาม นี่อะไร...เพียงผ่านไปไม่กี่วันก็หลงลืมสิ้นแล้วหรือ? หรือว่าเ้าก็แค่คนหน้าไหว้หลังหลอกที่ดีแต่ปั้นหน้ายิ้มแย้มต่อหน้าผู้คน พอลับหลังก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ”
หากเป็ซ่งจินเหยาคนก่อนที่มีนิสัยอ่อนโยนและว่าง่าย ไม่ว่าหยางซู่หลานจะล้อเลียนนางอย่างไรก็คงจะยิ้มอย่างสุภาพให้เท่านั้น
แต่ซ่งจินเหยาตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
นางจึงกลอกตาและเอ่ยเสียงดัง “หลบไป!”
“ข้าไม่หลบแล้วเ้าจะทำไม?”
หยางซู่หลานไม่ยอมถอยแม้แต่นิด มองเย้ยหยันซ่งจินเหยาด้วยท่าทางมั่นใจ ในอดีต ทุกคนล้วนปกป้องซ่งจินเหยา ดังนั้นนางจึงไม่เคยได้เปรียบ ทว่าเวลานี้ซ่งจินเหยาอยู่คนเดียว และด้วยนิสัยที่นุ่มนิ่มเหมือนแป้งเปียก คงไม่มีทางสู้กลับได้แน่
แต่ตรงกันข้ามกับที่คาดหวังไว้ ซ่งจินเหยาไม่ได้ยอมแพ้หรือทำตัวว่านอนสอนง่ายเพื่อให้เื่นี้ผ่านไปอย่างราบรื่น
ใบหน้าของซ่งจินเหยาเปลี่ยนเป็ท่าทีบริสุทธิ์ไร้เดียงสาขึ้นมาทันที น้ำเสียงก็ดังขึ้นกว่าเดิม “เ้าเป็ถึงลูกสาวใต้เท้าหยางแห่งฉางฮวา จะทำอะไรก็ย่อมทำได้ตามที่เ้า้าอยู่แล้ว ส่วนข้า...ข้าก็แค่คนธรรมดาสามัญที่มาที่นี่เพื่อซื้อผ้ามาตัดเสื้อให้เด็ก ๆ ข้าจะไปทำอะไรเ้าได้…”
ที่นี่คือตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน มีผู้คนเดินทางเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ได้ยินประโยคนี้ก็พากันหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หญิงสาวทั้งสองต่างก็งดงามโดดเด่น
คนหนึ่งปักปิ่นสีเงินและสวมสร้อยข้อมือประดับทอง เสื้อผ้าที่สวมก็เป็ผ้าไหมเนื้อดีที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อหามาใส่
ส่วนอีกคนสวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป แถมยังดูไม่ค่อยพอดีตัวอีกต่างหาก นางไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับสักชิ้น อีกทั้งยังอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน
ความแตกต่างทางสถานะนั้นชัดเจน
ชาวบ้านโดยทั่วไปมักเห็นใจคนที่ดูอ่อนแอกว่าเสมอ ใครเล่าจะเข้าข้างคนที่ดูแคลนผู้อื่น?
“นี่คือลูกสาวของรองนายอำเภอหรือ? นิสัยไม่ดีจริง ๆ"
“ชู่ว เบา ๆ เสียงหน่อย หากนางจำหน้าเ้าได้คงไม่ปล่อยเอาไว้แน่”
“จะไปกลัวอะไร พวกเราอยู่ในเมืองซงซวง ไม่ใช่เมืองฉางฮวาของพวกเขาสักหน่อย คนจากเมืองฉางฮวายังจะมาเที่ยวรังแกคนบ้านเราอีกเหรอ?”
ชาวบ้านต่างก็พึมพำกันไปต่าง ๆ นานา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนเข้าข้างซ่งจินเหยาและกล่าวหาว่าหยางซู่หลานรังแกผู้อื่น
หยางซู่หลานโกรธมาก นางพูดเพียงคำเยาะเย้ยไม่กี่คำ ทำไมถึงกลายเป็การกลั่นแกล้งไปได้เล่า?
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าซ่งจินเหยาจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ เล่นบทเหยื่อราวกับสุนัขจิ้งจอกในคราบลูกแกะ!
“ซ่งจินเหยา ผ่านไปไม่กี่วัน ไม่คิดเลยว่าเ้าจะกลายเป็คนพูดจาเหลวไหล กลับขาวให้เป็ดำเช่นนี้?”
ซ่งจินเหยาไม่ได้โต้แย้ง นางยังคงมีสีหน้าหวาดกลัวและก้าวถอยหลังสามก้าวเพื่อรักษาระยะห่างจากหยางซู่หลาน
“คุณหนูหยาง...ไม่ว่าท่านจะทำอะไรข้า ข้าก็ยอมรับได้ แต่ได้โปรดอย่าทำอะไรเด็กคนนี้เลย นางเป็ผู้บริสุทธิ์…”
น้ำเสียงสะอื้นใกล้จะร้องไห้ของซ่งจินเหยา บวกกับรูปร่างหน้าตาที่น่าสงสารของนางยิ่งทำให้ฝูงชนรอบข้างเห็นใจมากขึ้น
ผู้หญิงคนหนึ่งต้องอุ้มลูกน้อยออกมาจับจ่ายซื้อของใช้ในตลาด ชีวิตก็ยากลำบากพอแล้ว ยังจะมาถูกคุณหนูที่แต่งตัวดี ๆ รังแกอีกหรือ? แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?
หยางซู่หลานตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็เริ่มบันดาลโทสะ นางเคยรังแกเด็กที่ไหนกัน? คนพวกนี้คิดว่านางจะไร้ยางอายถึงขั้นลงมือกับเด็กตัวเล็กแค่นี้อย่างนั้นหรือ?
ซ่งจินเหยาผู้นี้ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ…พลิกบทบาทได้อย่างน่าไม่อาย! หน้าด้านเกินไปแล้ว!
ด้วยความดื้อรั้นเอาแต่ใจ หยางซู่หลานจึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร นางพับแขนเสื้อขึ้นและก้าวไปข้างหน้าหมายจะตบซ่งจินเหยา
“ซ่งจินเหยา วันนี้ข้าจะสอนบทเรียนให้เ้า!”
ซ่งจินเหยารู้จักหยางซู่หลานดี ั้แ่เด็กนางก็เป็คนกระตือรือร้น ไม่ชอบบทกวี ดนตรี การเขียนอักษรหรือการเย็บปัก แต่กลับชอบหมัดมวยและการต่อสู้
แม้ว่าฝีมือของหยางซู่หลานจะเป็แค่พวก ‘แมวสามขา[1]’ แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าเด็กสาวส่วนใหญ่ ถ้าถูกนางตบเข้าจริง ๆ ซ่งจินเหยาก็คงรับไม่ไหว
แต่นางไม่ได้วางแผนที่จะรับการโจมตี เป้าหมายคือทำให้หยางซู่หลานเสียหลักและล้มลง หาใช่ปล่อยให้ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมาน ซ่งจินเหยาจึงคอยระวังตัวและเตรียมพร้อมที่จะหลบเข้าร้านทันทีที่หยางซู่หลานพุ่งเข้ามา
ในตอนนั้นเอง มีเสียงดังโครมครามจาก้าศีรษะ ตามมาด้วยเสียงร้องใของฝูงชนรอบข้าง
เหนือศีรษะของซ่งจินเหยาคือป้ายไม้ของร้านขายเสื้อผ้าซึ่งน่าจะหลวมเพราะอายุมาก จู่ ๆ ป้ายก็ล้มลงมา มันมีขนาดใหญ่พอที่แม้ว่าซ่งจินเหยาจะพยายามหลบ แต่ก็ไม่สามารถหลบออกไปได้ทัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น หยางซู่หลานก็ได้สติจากอาการอาการใ แทนที่จะตบซ่งจินเหยา นางกลับยื่นมือออกไปและดึงอีกฝ่ายเข้าหาตัวเองเต็มแรง!
ทั้งสองคนล้มลงไปกับพื้นพร้อมกัน ซ่งจินเหยาแขนไม่มั่นคงจึงเสียหลักและทำโม่ซีซีหลุดมือ เด็กน้อยกระเด็นออกจากอ้อมแขนของนาง
หยางซู่หลานใ นางหมุนตัวกลางอากาศและใช้ร่างของนางปกป้องโม่ซีซีไว้ กลายเป็เบาะรองรับร่างน้อย ๆ แทน
“แง๊ แง๊!” โม่ซีซีร้องออกมาด้วยความใกลัวสุดขีด
ซ่งจินเหยาไม่สนใจว่าตัวเองาเ็แค่ไหน รีบลุกขึ้นประคองโม่ซีซีมากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างว่องไว พยายามปลอบประโลมเด็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปช่วยหยางซู่หลาน
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่า?”
ผู้คนที่อยู่แถวนั้นก็รีบเข้ามาช่วยพยุงพวกนางขึ้นมา พร้อมถามด้วยความเป็ห่วง
“ตายจริง! เด็กน้อยไม่าเ็ใช่ไหม?”
“พวกท่านเป็อะไรหรือเปล่า? เมื่อครู่อันตรายมาก โชคดีจริง ๆ ที่คุณหนูท่านนี้ช่วยไว้ทัน”
“ใช่แล้ว นางกล้าหาญมาก"
เสียงนินทาพึมพำทั้งหมดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความร้ายกาจของหญิงสาวพลันหายไป
หญิงสาวผู้นี้มีความกล้าหาญและมีไหวพริบ นางสามารถช่วยชีวิตแม่และเด็กได้ใน่เวลาคับขัน ต่อให้นางจะมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง แต่ก็สมควรได้รับการสรรเสริญ
หยางซู่หลานล้มลงอย่างแรง โดยเฉพาะตอนที่นางใช้ร่างของตนเองปกป้องเด็กน้อยเอาไว้ แน่นอนว่ามันต้องเจ็บมาก แต่เมื่อได้ยินคำเยินยอของฝูงชน และเมื่อได้เห็นแววตาเป็กังวลของซ่งจินเหยา
ความหยิ่งในกระดูกของนางก็ถูกปลุกขึ้นมาทันที
“ฮึ! ข้าก็แค่ช่วยเด็กน้อยเท่านั้น ถึงเ้าจะไม่ได้เื่ก็เถอะ แต่เด็กน้อยไม่ได้ทำผิดอะไร!”
.
.
.
[1] แมวสามขา (三腳貓) แมวสามขา เป็คำอุปมา เปรียบกับคนที่ไม่มีความสามารถ เหมือนกับแมวที่มี 3 ขา จับหนูไม่ได้ ในที่นี้หมายถึงการฝึกไม่จริงจัง มีแค่ท่าทางแต่ไม่แน่น
.
.
.