เมื่อเิซานเห็นภาพนี้ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
พอได้สติ เขารีบจะยื่นมือเข้าไปขัดขวาง ทว่ามันกลับสายเกินไปเสียแล้ว
แววตาของเิซานฉายแววหงุดหงิดระคนเสียใจวูบหนึ่ง ทำได้เพียงเงื้อดาบพุ่งเข้าหาชายร่างั์หัวโล้นอีกครั้ง พร้อมกับหันไปะโบอกหยวนเหมยว่า
“ข้าจะรั้งเขาไว้ก่อน พวกเ้ารีบไปเร็ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยวนเหมยก็ไม่เอ่ยคำใดมากความ รีบพานำบัณฑิตหนุ่มหลบหนีไปตามเส้นทางูเาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
“คิดจะหนีรึ? ยอดฝีมือของพันธมิตรโลหิตอยู่แถวนี้เอง วันนี้พวกเ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่!”
ชายร่างั์หัวโล้นเบิกตาโตด้วยความโกรธแค้น ไม่แยแสการขัดขวางของเิซานเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาเพียง้าใช้เบ็ดตกปลาในมือฟาดคนตรงหน้าให้กลายเป็ก้อนเนื้อเละๆ เท่านั้น!
……
ในขณะเดียวกัน หลี่มู่เซิงที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ในป่าเขาได้ป้องมือเหนือคิ้ว พลางมองดูพลุสัญญาณบนท้องฟ้าที่ยังสลายตัวไม่หมด แล้วเอ่ยถามว่า
“แม่นางชาง เื่นี้ถือว่าทำพังไปแล้วใช่หรือไม่?”
สถานการณ์ในตอนนี้ชัดเจนมากแล้ว ชายหัวโล้นคนนั้นสู้ไม่ได้ก็เลยเริ่มเรียกพวก
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ป่าผืนนี้คงจะถูกคนของพันธมิตรโลหิตโอบล้อมในไม่ช้า เกรงว่าเส้นทางข้างหน้าจะเดินลำบากกว่าเมื่อครู่เสียอีก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วเรียวงามของชางอิ๋นเยว่ก็กระตุกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
กลยุทธ์ขี่หมาป่ากลืนพยัคฆ์นี้เป็นางที่เสนอขึ้นมา เมื่อสถานการณ์ออกมาเป็เช่นนี้ นางย่อมต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง
ทว่านางย่อมไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ นางเหลือบมองหลี่มู่เซิงแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า
“ไม่ต้องรีบร้อน สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คงมีเพียงเท่านี้ อย่างมากที่สุดพวกเราก็แค่บุกฝ่าไปตรงๆ”
ขณะพูด สายตาของนางก็มองไปยังเิซานกับคู่ต่อสู้ที่กำลังประมือกันอยู่ แล้วกล่าวต่อว่า
“อีกอย่าง มีพวกเขาอยู่ด้วย ยังช่วยดึงดูดความสนใจจากพวกพันธมิตรโลหิตไปได้ไม่น้อย”
ได้ยินดังนั้น หลี่มู่เซิงก็ยักไหล่ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
สำหรับนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมคนของแม่นางชางผู้นี้ เขาไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปไม่นาน ทางด้านเิซานเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงรวบรวมลมปราณแท้ฟันดาบออกไปอย่างรุนแรง
ประกายดาบอันทรงพลังแหวกปฐีถล่มหินผาจนชายหัวโล้นกระเด็นถอยไป ส่วนเขาก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปตามทางบนเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น ชายหัวโล้นย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ เขาถือเบ็ดตกปลาไล่ล่าตามไปอย่างโกรธแค้น!
เมื่อเห็นทั้งคู่จากไปแล้ว ชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงถึงได้ขี่ล่อออกจากป่า ก้าวเข้าสู่เส้นทางูเาเพื่อเดินทางต่อไป
หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง กลับสงบราบรื่นดี ไม่ได้พบเจอผู้ใดมาดักขวางทาง
ทว่าในตอนนั้นเอง ชางอิ๋นเยว่กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า
“เื่นี้ข้ายังคิดพลาดไป พันธมิตรโลหิตหาใช่พวกโง่เขลา สิ่งที่ข้าคิดได้ พวกเขาก็อาจจะคิดได้เช่นกัน”
นางคำนวณพลาดไปว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากขุมกำลังศัตรู พันธมิตรโลหิตย่อมไม่ปล่อยผ่านเส้นทางใดก็ตามที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขตอิทธิพลของตนเอง
และเส้นทางูเาที่ลับตาเช่นนี้ สำหรับพันธมิตรโลหิตที่เป็เ้าถิ่น ย่อมต้องรู้จักเป็อย่างดี
ดังนั้น ในสถานการณ์พิเศษของชงโจวเช่นนี้ เส้นทางที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุด แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นภยันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเอาไว้
“แม่นางชาง ท่านไม่ต้องตำหนิตนเองไป ทุกเื่ต้องมองเปรียบเทียบดู สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ยังดีกว่าเ้าคนดวงซวยสามคนนั้นตั้งเยอะ”
หลี่มู่เซิงที่นั่งอยู่บนหลังล่อลูบคางพลางหัวเราะร่า
“เ้าสามคนนั้นตอนนี้กำลังถูกคนของพันธมิตรโลหิตไล่ล่าหนีตายหัวซุกหัวซุน จะมาขี่ม้าเดินทางอย่างสบายใจเหมือนพวกเราได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของชางอิ๋นเยว่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางมองท่าทางที่ดูไม่ทุกข์ร้อนของหลี่มู่เซิง พลางนึกทอดถอนใจในความใจกล้าบ้าบิ่นของเขา
หารู้ไม่ว่า ตอนนี้เป็เพียงความสงบก่อนพายุจะมาเยือนเท่านั้น ด้วยอิทธิพลของพันธมิตรโลหิตในแถบนี้ พวกเิซานทั้งสามคนไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก
และลำดับถัดไป นางกับหลี่มู่เซิงก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้น มีความเป็ไปได้สูงที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับพวกเิซานในตอนนี้
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น สีหน้าของชางอิ๋นเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที นางเงยหน้ามองไปข้างหน้า
กลัวอะไรได้อย่างนั้น บนถนนูเาด้านหน้าปรากฏกลุ่มเงาร่างกลุ่มหนึ่งขึ้นมาขวางทางของทั้งสองไว้พอดี
เมื่อมองดูดีๆ บนเส้นทางข้างหน้ายังมีคราบเืหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ในพุ่มไม้ที่ล้มระเนระนาดข้างทางยังมีศพคนโพกผ้าแดงนอนตายอยู่สองสามศพ
สมุนของพันธมิตรโลหิตมักจะโพกศีรษะด้วยผ้าแดง คนเหล่านี้คงจะถูกพวกเิซานฆ่าตายขณะหลบหนีผ่านมา
“พวกเ้าเป็ใคร?”
ผู้ที่เอ่ยถามคือชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีเทาในมือถือค้อนคู่
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและอันตราย แสดงเจตนาฆ่าอย่างรุนแรงต่อพวกหลี่มู่เซิงทั้งสองคน
ในขณะที่เขาพูด ลูกน้องกลุ่มหนึ่งที่ถือดาบอยู่รอบๆ ก็เริ่มค่อยๆ โอบล้อมหลี่มู่เซิงกับชางอิ๋นเยว่เข้ามา
ชางอิ๋นเยว่เห็นดังนั้น ก็นำป้ายคำสั่งออกมาใบหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า
“ข้าคือมือปราบป้ายเงินจากสำนักหกประตูแห่งราชสำนัก ได้รับคำสั่งให้กลับจิงโจวเพื่อทำคดีและบังเอิญผ่านมาทางนี้ พวกเ้ามีเหตุอันใดจึงมาขวางทาง?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลี่มู่เซิงที่อยู่ข้างๆ ก็หันขวับไปมอง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
แม่นางคนนี้ไม่ได้มาจากหน่วยสืบราชการลับหรอกหรือ? ไฉนตอนนี้ถึงกลายเป็คนของสำนักหกประตูไปได้?
เขามองไปยังป้ายในมือของชางอิ๋นเยว่ ดูเหมือนจะเป็ป้ายของมือปราบสำนักหกประตูจริงๆ เสียด้วย
ที่แท้เวลาออกไปข้างนอก ฐานะของแม่นางคนนี้ก็นางกำหนดขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ?
ชางอิ๋นเยว่คล้ายจะสังเกตเห็นสายตาของหลี่มู่เซิง นางจึงใช้พลังลมปราณกลั่นเป็เส้นเสียงกระซิบผ่านหูเพื่ออธิบายว่า
“ฐานะของหน่วยสืบราชการลับนั้นเปิดเผยไม่ได้ เมื่อจำเป็ต้องใช้อ้างชื่อราชสำนัก ข้ามักจะแอบอ้างว่าเป็คนของสำนักหกประตูเสมอ”
“หากคนของพันธมิตรโลหิตเกรงใจป้ายของสำนักหกประตูนี้ อีกประเดี๋ยวเราอาจจะไม่ต้องลงมือ”
ได้ยินดังนั้น หลี่มู่เซิงก็พยักหน้าเบาๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น
ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนที่อยู่เบื้องหน้า หลังจากมองป้ายในมือของชางอิ๋นเยว่แล้ว กลับหรี่ตาลงและเอ่ยว่า
“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีสายลับจากสำนักหยินซานแอบอ้างคำสั่งของสำนักหกประตูประจำมณฑลเพื่อทำคดี แล้วอาศัยจังหวะนั้นลอบสังหารผู้าุโท่านหนึ่งในพันธมิตรของเรา”
“ตอนนี้คนที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกสำนักหกประตู พวกไส้ศึกอย่างพวกเ้าที่ใช้ลูกไม้เดิมๆ มาหลอกข้านั้นไม่ได้ผลหรอก”
พูดจบ เขาก็ส่งสายตาเป็สัญญาณให้ลูกน้องของตนรุกคืบเข้าไปต่อ
“จับกุมสองคนนี้ให้ข้าก่อน หากกล้าขัดขืนก็ฆ่าทิ้งเสีย!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็เลิกคิ้วขึ้น หันไปมองชางอิ๋นเยว่
“คนผู้นี้ดูท่าจะไม่ค่อยได้เล่าเรียนหนังสือเสียเลย ไม่มีตรรกะแม้แต่น้อย คนแอบอ้างชื่อสำนักหกประตูไปฆ่าคน แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับสำนักหกประตูกันเล่า?”
“สู้พูดออกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าเห็นพวกเราแล้วขวางหูขวางตา เลยอยากจะกำจัดทิ้ง เป็คนไม่ซื่อตรงเอาเสียเลย”
ชางอิ๋นเยว่มีสีหน้าเ็า นางกล่าวอย่างราบเรียบว่า
“ข้าเอาป้ายนี้ออกมาก็เพื่อลองดูเท่านั้น คำสั่งของราชสำนักมีผลแค่กับชาวบ้านทั่วไป แต่สำหรับคนในยุทธภพเหล่านี้ มันกลับสู้ดาบและกระบี่ในมือไม่ได้เลย”
สิ้นเสียงพูด ในพริบตาต่อมา ร่างทั้งร่างของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เงาสลัวพุ่งทะยานออกไป
กลุ่มคนที่ถือดาบโอบล้อมเข้ามาต่างร้องอุทานด้วยความใ เงาร่างมืดสลัวดุจสายลมพัดผ่านเหนือศีรษะของพวกเขา เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าของชายวัยกลางคนผู้นั้น
รูม่านตาของชายวัยกลางคนหดเล็กลงทันที เมื่อได้สติ ลมปราณแท้ในร่างกายก็ะเิออกมาอย่างรุนแรง เขายกค้อนคู่ในมือทั้งสองข้างขึ้นฟาดลงไปเบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง
ในชั่วพริบตา อากาศพลันเกิดเสียงะเิกึกก้องราวกับเสียงอสนีบาต ม้วนตัวเป็พายุหมุนอันคมกริบ หมายจะฉีกร่างเงาสลัวนั้นให้เป็จุล