สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 59 ออกไปเยี่ยมบ้านผู้อื่น

            ใครเล่าจะรู้หลังจากหมอนั่นฟังแล้วจะปรายตามองนางเรียบๆ แล้วเอ่ยว่า “มีความสามารถแท้จริงย่อมได้รับคำชื่นชม”

            ช่างหน้าหนาไร้ยางอายโดยแท้!

            “ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านจะปล่อยคนใจดำอำมหิตเช่นนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด” หมิงเป่าอวี้กำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปนออกมาตะเบ็งเสียงก่นด่าอย่างโกรธจัด

            กว่าพี่สาวกับพี่ไหวฺอวี้จะกลับมาเขาต้องรอใจแทบขาดถามพวกเขาสองคนอยู่ครึ่งวันก็ได้แต่บอกว่าไม่มีอะไร

            หากมิใช่ตนเองรบเร้าอย่างหนักก็คงไม่มีวันได้รู้ว่าเกิดเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ขึ้นในเมือง

            หมิงเถี่ยจู้จิตใจมืดบอดเพื่อเงินเพียงสองตำลึงถึงกับขายหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง แบบนี้มันไม่ใช่คน!

            “ป่วยการเปล่าๆเขาไม่ยอมรับหรอก” หมิงเป่าจูรั้งน้องชายไว้ ไม่ให้เขาไปทำในสิ่งที่เปล่าประโยชน์

            ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในกรงขังนางก็รู้แล้วว่าตนเองถูกลักพาตัวมา แต่เพราะเกิดเรื่องในเมืองจึงไม่เคยสงสัยมาถึงตัวหมิงเถี่ยจู้

            จนกระทั่งระหว่างทางกลับมาหลี่ไหวฺอวี้เล่าให้ฟังว่าพบหมิงเถี่ยจู้ตอนนั้นได้ยินแล้วนางก็ยังรู้สึกว่าน่าขัน

            นี่ยังต้องขอบคุณเขาที่ขายตนเองไปให้ตระกูลเศรษฐีแทนที่จะส่งไปเป็นนางคณิกาในหอนางโลมอีกหรือ

            คำกล่าวที่ว่าเลือดข้นกว่าน้ำบางครั้งก็ไม่จริงเสมอไป

            “หรือว่าจะต้องทนอยู่เช่นนี้ให้พี่หญิงได้รับความไม่เป็นธรรมโดยเปล่าประโยชน์” หมิงเป่าอวี้คับแค้นใจเหตุใดโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม คนต่ำช้ามักลอยนวลอยู่เหนือกฎหมายเสมอ

            “ไม่เปล่าประโยชน์หรอกสักวันเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับการกระทำทั้งหมดของตนเอง”หมิงเป่าจูลูบผมของน้องชายด้วยความรู้สึกปวดใจที่เห็นเขาร้องไห้จนตาแดงก่ำ

            หมิงเถี่ยจู้ถูกหลี่ไหวฺอวี้เล่นงานหนักไม่เบาแต่ก็ยังรักหน้าตายิ่งชีวิต หลังจากกลับไปถึงบ้านก็ข่มกลั้นความเจ็บปวด แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหวังซื่อจึงไม่รู้เรื่องราวระหว่างพวกเขาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

            แต่ช่วงสองสามวันนั้นหมิงเถี่ยจู้ก็เตือนนางว่าช่วงนี้อย่าไปหาเรื่องหมิงเป่าจู

            เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากเรือนหลังเล็กที่เรียบง่ายหลังหนึ่งหมิงเป่าจูหิ้วขนมที่ซื้อมาจากในเมืองยืนอยู่หน้าประตู ได้ยินเสียงนี้ก็ยังอดยิ้มตามไม่ได้

            นางวางห่อผ้าลงแล้วยกมือเคาะประตู

            “ใครน่ะ”กู้ชิงชิงกำลังอุ้มบุตรชายนั่งเล่นกลองป๋องแป๋งอยู่ในลานสวนก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “ท่านป้าข้าเองเจ้าค่ะ” หมิงเป่าจูรู้ว่าผู้ถามเป็นใคร แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรจึงได้แต่ตะโกนเรียกมารดาของนาง

            “รีบไปเปิดประตูเร็วแม่หนูเป่าจูมาแล้ว” ท่านป้าจงได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากห้องครัวบนตัวยังสวมผ้ากันเปื้อนอยู่ จึงบอกให้บุตรสาวไปเปิดประตู

            “หนิวหนิวเล่นเองไปก่อนนะ”กู้ชิงชิงวางบุตรชายลง ยัดกลองป๋องแป๋งใส่มือเขา แล้วดึงชายอาภรณ์ให้เรียบร้อยก่อนออกไปเปิดประตู “มาแล้ว”

            เอี๊ยด...เสียงประตูเปิดออก ด้านนอกมีแม่นางน้อยหน้าตาเกลี้ยงเกลายืนอยู่คนหนึ่งเสื้อผ้าแม้จะดูโทรมอยู่บ้างแต่สะอาดสะอ้าน ดวงหน้าก็ยังไม่ดูเป็นผู้ใหญ่ทว่าน่ารักสดใส

            นางแต่งงานเร็วเคยได้ยินเรื่องหมิงเป่าจูมาบ้าง แต่ไม่เคยพบตัวจริง บัดนี้ได้พบกันแล้วก็รู้สึกว่าแตกต่างจากคำเล่าลือที่ว่าเป็นเด็กดื้อรั้น และเย่อหยิ่งไม่ไว้หน้าใคร

            “เป่าจูสินะรีบเข้ามาเถอะ” กู้ชิงชิงเบี่ยงกายไปด้านข้าง เปิดทางให้นางเข้ามา

            หมิงเป่าจูพยักหน้ายิ้มอย่างสุภาพแล้วเดินเข้ามา

            “เจ้าเด็กคนนี้ต่อไปห้ามโยนลูกกวาดเข้าไปในเล้าไก่อีกแล้วนะ”

            ท่านลุงกู้เดินออกมาจากสวนด้านหลังมือใหญ่หยาบหนาชูขึ้นสูง ก่อนวางลงตีก้นของหนิวหนิวเบาๆ แม้ปากจะตำหนิเสียงเข้มแต่นัยน์ตากลับเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา

            “แต่ถ้าไม่ให้เชียนเชียนเชียนเชียนจะหิวนะขอรับ”

            หนิวหนิวกุมก้นอย่าเห็นว่าเขาอายุน้อยยังไม่รู้เรื่องอะไร เขารู้ว่าท่านตาหักใจตีตนเองไม่ลงจึงทำสีหน้าจริงจังเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยตอบกลับไปเสียงดังอย่างไร้เดียงสา

            “บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วไก่กินแต่รำข้าว ไม่กินลูกกวาด ลูกกวาดมีไว้ให้เจ้ากิน”

            ท่านลุงกู้มองหน้าใสซื่อน่าเอ็นดูของหลานชายตัวน้อยก็อดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมานั่งตัก พูดพลางหอมแก้มตุ้ยนุ้ยของเขาฟอดใหญ่

            “หนิวหนิวไม่กินลูกกวาดหนิวหนิวให้เชียนเชียน เชียนเชียนชอบกิน” หนิวหนิวยู่ปากยังคงยืนกรานความคิดของตนเอง

            ใบหน้าของท่านลุงกู้เต็มไปด้วยหนวดเคราระคายผิวใบหน้าของหนิวหนิวจนรู้สึกคันและเจ็บเล็กน้อย แต่เขากลับอดทนไม่หลบเลี่ยง

            เพราะจำได้ว่าระหว่างทางที่มามารดาบอกว่าท่านตากับท่านยายรักหนิวหนิวที่สุด พวกเขาไม่ได้พบหนิวหนิวมานานแล้วหนิวหนิวต้องดีต่อท่านตาและท่านยายให้เหมือนที่ดีกับมารดา

            บรรยากาศอบอุ่นครอบครัวรักใคร่สมัครสมานหมิงเป่าจูผลิยิ้มดวงตาเป็นวงโค้งนึกริษยาอย่างยิ่ง

            “แม่หนูเป่าจูมาแล้ว”ท่านป้าจงเดินออกมาจากในครัว แต่ถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้ว น่าจะทำกับข้าวเสร็จ รอยกมาขึ้นโต๊ะ

            “ท่านลุงท่านป้า” หมิงเป่าจูชูของในมือขึ้นมา พร้อมกับกล่าวทักทาย“ข้าซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวกับขนมจากในเมืองมาฝากท่านเล็กน้อย”

            “แม่หนูคนนี้บอกแล้วว่าอย่าหิ้วอะไรมาให้บ่อยนัก ท่านลุงของเจ้ากับข้าไม่ได้ขาดแคลนอันใด”ท่านป้าบอกปฏิเสธ

            บุตรสาวของตนเองออกเรือนไปแล้วหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้เห็นหน้ากัน ตั้งแต่รู้จักกับหมิงเป่าจูท่านป้าจงก็เห็นนางเป็นเหมือนบุตรสาว

            หมิงเป่าจูก็เช่นเดียวกันทุกคราที่เข้าเมืองเป็นต้องมีของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ เป็นของที่บ้านส่วนหนึ่งและให้ครอบครัวท่านป้าจงอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ท่านป้าจงรู้สึกลำบากใจทุกครั้ง

            แต่ก็ขัดหมิงเป่าจูไม่ได้จึงต้องรับของไว้แล้วให้ท่านลุงกู้เอาเส้นก๋วยเตี๋ยวไปวางไว้ในห้องครัว

            “ยังไม่ได้แนะนำให้เจ้ารู้จักนี่คือบุตรสาวข้า กู้ชิงชิง อายุมากกว่าเจ้าห้าปี แย่แล้วข้าลืมสนิทว่ายังมีเนื้อไก่ตั้งอยู่บนเตา”

            ท่านป้าจงลากทั้งสองคนมาแนะนำให้รู้จักกันแต่พูดมาได้ครึ่งเดียว พลันนึกได้ว่ายังทำงานค้างอยู่ จึงตบตักฉาดใหญ่ก่อนจะกลับเข้าห้องครัวอีกครั้ง

            “ท่านป้าต้องให้ช่วยหรือไม่” หมิงเป่าจูเขย่งเท้าพลางชะโงกหน้าถาม

            “ไม่ต้องแม่หนูอย่างเจ้านั่งลงเถอะ อีกประเดี๋ยวก็อยู่กินข้าวเสียด้วยกัน ตาเฒ่าไปบ้านแม่หนูตามเจ้าหนุ่มสองคนนั้นมาด้วย”

            ได้ยินเสียงดังออกมาจากห้องครัวท่านลุงกู้วางของเสร็จก็เดินออกมา

            “ท่านลุงไม่ต้องไปตามพวกเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่คิดจะอยู่ นานๆ บุตรสาวของท่านจะกลับมาทีพวกท่านควรอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ข้าไม่รบกวนดีกว่า”

            ผู้อื่นมีมารยาทตนเองก็ไม่ควรไร้เหตุผล เมื่อเช้าตอนออกจากบ้าน เห็นท่านป้าสีหน้าชื่นบานพอถามถึงรู้ว่าบุตรสาวของอีกฝ่ายพาหลานชายกลับมาบ้านนางถึงคิดว่าควรมาพบสักครั้งและนำของฝากมาด้วย

            หากตกปากรับคำอยู่กินข้าวหน้าของนางก็คงจะหนาไม่ต่างจากหลี่ไหวฺอวี้แล้ว

            “แม่หนูเจ้าจะเกรงใจพวกเราไปไย ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ยุ่งยากอะไร รอก่อนเถอะ”

            ท่านลุงกู้เป็นคนจริงใจและชอบพวกหมิงเป่าจูสามคนด้วยใจจริงพูดตอบกลับมาคำหนึ่งแล้วก็ออกไปโดยไม่สนใจถ้อยคำหว่านล้อม

            “เจ้าอายุน้อยกว่าข้าเรียกข้าว่าพี่ชิงก็ได้ ส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องเป่าจูแล้วกันท่านแม่เล่าเรื่องเจ้าให้ข้าฟังแล้ว ช่วงเวลาเหล่านี้ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆพวกท่านสองคนถึงได้มีความสุขเบิกบานใจเช่นนี้ ข้าต้องขอบคุณเจ้ามากๆอยู่กินข้าวกับพวกเราสักมื้อจะเป็นไรไป”

            นางดูออกว่าหมิงเป่าจูเป็นคนจิตใจดีก็รู้ว่าสิ่งที่เล่าลือกันในหมู่บ้านต้องเป็นเรื่องเหลวไหลอย่างแน่นอนแต่ถึงแม้จะไม่ใช่ เฉพาะเรื่องที่นางช่วยชีวิตมารดาของตนกู้ชิงชิงก็ต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดีเหมือนกัน

            เมื่อทั้งสามคนในครอบครัวต่างเอ่ยปากถ้าหมิงเป่าจูยังปฏิเสธก็จะเป็นการเล่นตัวเกินไป นางจึงรับปาก

            “หนิวหนิวเรียกน้าเป่าจูสิ”

            กู้ชิงชิงดึงหมิงเป่าจูมานั่งแล้วจูงหนิวหนิวมาตรงหน้า ชี้แนะนำหมิงเป่าจู

            ดวงตาดำขลับของหนิวหนิวจ้องหมิงเป่าจูตาแป๋วมืออวบน้อยๆ ขยำอาภรณ์ของมารดาไว้แน่น รองเท้าหัวเสือคู่จิ๋วค่อยๆถอยไปหลบอยู่ด้านหลังกู้ชิงชิง

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน