ใครเล่าจะรู้หลังจากหมอนั่นฟังแล้วจะปรายตามองนางเรียบๆ แล้วเอ่ยว่า “มีความสามารถแท้จริงย่อมได้รับคำชื่นชม”
ช่างหน้าหนาไร้ยางอายโดยแท้!
“ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านจะปล่อยคนใจดำอำมหิตเช่นนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด” หมิงเป่าอวี้กำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปนออกมาตะเบ็งเสียงก่นด่าอย่างโกรธจัด
กว่าพี่สาวกับพี่ไหวฺอวี้จะกลับมาเขาต้องรอใจแทบขาดถามพวกเขาสองคนอยู่ครึ่งวันก็ได้แต่บอกว่าไม่มีอะไร
หากมิใช่ตนเองรบเร้าอย่างหนักก็คงไม่มีวันได้รู้ว่าเกิดเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ขึ้นในเมือง
หมิงเถี่ยจู้จิตใจมืดบอดเพื่อเงินเพียงสองตำลึงถึงกับขายหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง แบบนี้มันไม่ใช่คน!
“ป่วยการเปล่าๆเขาไม่ยอมรับหรอก” หมิงเป่าจูรั้งน้องชายไว้ ไม่ให้เขาไปทำในสิ่งที่เปล่าประโยชน์
ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในกรงขังนางก็รู้แล้วว่าตนเองถูกลักพาตัวมา แต่เพราะเกิดเรื่องในเมืองจึงไม่เคยสงสัยมาถึงตัวหมิงเถี่ยจู้
จนกระทั่งระหว่างทางกลับมาหลี่ไหวฺอวี้เล่าให้ฟังว่าพบหมิงเถี่ยจู้ตอนนั้นได้ยินแล้วนางก็ยังรู้สึกว่าน่าขัน
นี่ยังต้องขอบคุณเขาที่ขายตนเองไปให้ตระกูลเศรษฐีแทนที่จะส่งไปเป็นนางคณิกาในหอนางโลมอีกหรือ
คำกล่าวที่ว่าเลือดข้นกว่าน้ำบางครั้งก็ไม่จริงเสมอไป
“หรือว่าจะต้องทนอยู่เช่นนี้ให้พี่หญิงได้รับความไม่เป็นธรรมโดยเปล่าประโยชน์” หมิงเป่าอวี้คับแค้นใจเหตุใดโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม คนต่ำช้ามักลอยนวลอยู่เหนือกฎหมายเสมอ
“ไม่เปล่าประโยชน์หรอกสักวันเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับการกระทำทั้งหมดของตนเอง”หมิงเป่าจูลูบผมของน้องชายด้วยความรู้สึกปวดใจที่เห็นเขาร้องไห้จนตาแดงก่ำ
หมิงเถี่ยจู้ถูกหลี่ไหวฺอวี้เล่นงานหนักไม่เบาแต่ก็ยังรักหน้าตายิ่งชีวิต หลังจากกลับไปถึงบ้านก็ข่มกลั้นความเจ็บปวด แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหวังซื่อจึงไม่รู้เรื่องราวระหว่างพวกเขาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
แต่ช่วงสองสามวันนั้นหมิงเถี่ยจู้ก็เตือนนางว่าช่วงนี้อย่าไปหาเรื่องหมิงเป่าจู
เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากเรือนหลังเล็กที่เรียบง่ายหลังหนึ่งหมิงเป่าจูหิ้วขนมที่ซื้อมาจากในเมืองยืนอยู่หน้าประตู ได้ยินเสียงนี้ก็ยังอดยิ้มตามไม่ได้
นางวางห่อผ้าลงแล้วยกมือเคาะประตู
“ใครน่ะ”กู้ชิงชิงกำลังอุ้มบุตรชายนั่งเล่นกลองป๋องแป๋งอยู่ในลานสวนก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ท่านป้าข้าเองเจ้าค่ะ” หมิงเป่าจูรู้ว่าผู้ถามเป็นใคร แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรจึงได้แต่ตะโกนเรียกมารดาของนาง
“รีบไปเปิดประตูเร็วแม่หนูเป่าจูมาแล้ว” ท่านป้าจงได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากห้องครัวบนตัวยังสวมผ้ากันเปื้อนอยู่ จึงบอกให้บุตรสาวไปเปิดประตู
“หนิวหนิวเล่นเองไปก่อนนะ”กู้ชิงชิงวางบุตรชายลง ยัดกลองป๋องแป๋งใส่มือเขา แล้วดึงชายอาภรณ์ให้เรียบร้อยก่อนออกไปเปิดประตู “มาแล้ว”
เอี๊ยด...เสียงประตูเปิดออก ด้านนอกมีแม่นางน้อยหน้าตาเกลี้ยงเกลายืนอยู่คนหนึ่งเสื้อผ้าแม้จะดูโทรมอยู่บ้างแต่สะอาดสะอ้าน ดวงหน้าก็ยังไม่ดูเป็นผู้ใหญ่ทว่าน่ารักสดใส
นางแต่งงานเร็วเคยได้ยินเรื่องหมิงเป่าจูมาบ้าง แต่ไม่เคยพบตัวจริง บัดนี้ได้พบกันแล้วก็รู้สึกว่าแตกต่างจากคำเล่าลือที่ว่าเป็นเด็กดื้อรั้น และเย่อหยิ่งไม่ไว้หน้าใคร
“เป่าจูสินะรีบเข้ามาเถอะ” กู้ชิงชิงเบี่ยงกายไปด้านข้าง เปิดทางให้นางเข้ามา
หมิงเป่าจูพยักหน้ายิ้มอย่างสุภาพแล้วเดินเข้ามา
“เจ้าเด็กคนนี้ต่อไปห้ามโยนลูกกวาดเข้าไปในเล้าไก่อีกแล้วนะ”
ท่านลุงกู้เดินออกมาจากสวนด้านหลังมือใหญ่หยาบหนาชูขึ้นสูง ก่อนวางลงตีก้นของหนิวหนิวเบาๆ แม้ปากจะตำหนิเสียงเข้มแต่นัยน์ตากลับเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา
“แต่ถ้าไม่ให้เชียนเชียนเชียนเชียนจะหิวนะขอรับ”
หนิวหนิวกุมก้นอย่าเห็นว่าเขาอายุน้อยยังไม่รู้เรื่องอะไร เขารู้ว่าท่านตาหักใจตีตนเองไม่ลงจึงทำสีหน้าจริงจังเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยตอบกลับไปเสียงดังอย่างไร้เดียงสา
“บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วไก่กินแต่รำข้าว ไม่กินลูกกวาด ลูกกวาดมีไว้ให้เจ้ากิน”
ท่านลุงกู้มองหน้าใสซื่อน่าเอ็นดูของหลานชายตัวน้อยก็อดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมานั่งตัก พูดพลางหอมแก้มตุ้ยนุ้ยของเขาฟอดใหญ่
“หนิวหนิวไม่กินลูกกวาดหนิวหนิวให้เชียนเชียน เชียนเชียนชอบกิน” หนิวหนิวยู่ปากยังคงยืนกรานความคิดของตนเอง
ใบหน้าของท่านลุงกู้เต็มไปด้วยหนวดเคราระคายผิวใบหน้าของหนิวหนิวจนรู้สึกคันและเจ็บเล็กน้อย แต่เขากลับอดทนไม่หลบเลี่ยง
เพราะจำได้ว่าระหว่างทางที่มามารดาบอกว่าท่านตากับท่านยายรักหนิวหนิวที่สุด พวกเขาไม่ได้พบหนิวหนิวมานานแล้วหนิวหนิวต้องดีต่อท่านตาและท่านยายให้เหมือนที่ดีกับมารดา
บรรยากาศอบอุ่นครอบครัวรักใคร่สมัครสมานหมิงเป่าจูผลิยิ้มดวงตาเป็นวงโค้งนึกริษยาอย่างยิ่ง
“แม่หนูเป่าจูมาแล้ว”ท่านป้าจงเดินออกมาจากในครัว แต่ถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้ว น่าจะทำกับข้าวเสร็จ รอยกมาขึ้นโต๊ะ
“ท่านลุงท่านป้า” หมิงเป่าจูชูของในมือขึ้นมา พร้อมกับกล่าวทักทาย“ข้าซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวกับขนมจากในเมืองมาฝากท่านเล็กน้อย”
“แม่หนูคนนี้บอกแล้วว่าอย่าหิ้วอะไรมาให้บ่อยนัก ท่านลุงของเจ้ากับข้าไม่ได้ขาดแคลนอันใด”ท่านป้าบอกปฏิเสธ
บุตรสาวของตนเองออกเรือนไปแล้วหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้เห็นหน้ากัน ตั้งแต่รู้จักกับหมิงเป่าจูท่านป้าจงก็เห็นนางเป็นเหมือนบุตรสาว
หมิงเป่าจูก็เช่นเดียวกันทุกคราที่เข้าเมืองเป็นต้องมีของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ เป็นของที่บ้านส่วนหนึ่งและให้ครอบครัวท่านป้าจงอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ท่านป้าจงรู้สึกลำบากใจทุกครั้ง
แต่ก็ขัดหมิงเป่าจูไม่ได้จึงต้องรับของไว้แล้วให้ท่านลุงกู้เอาเส้นก๋วยเตี๋ยวไปวางไว้ในห้องครัว
“ยังไม่ได้แนะนำให้เจ้ารู้จักนี่คือบุตรสาวข้า กู้ชิงชิง อายุมากกว่าเจ้าห้าปี แย่แล้วข้าลืมสนิทว่ายังมีเนื้อไก่ตั้งอยู่บนเตา”
ท่านป้าจงลากทั้งสองคนมาแนะนำให้รู้จักกันแต่พูดมาได้ครึ่งเดียว พลันนึกได้ว่ายังทำงานค้างอยู่ จึงตบตักฉาดใหญ่ก่อนจะกลับเข้าห้องครัวอีกครั้ง
“ท่านป้าต้องให้ช่วยหรือไม่” หมิงเป่าจูเขย่งเท้าพลางชะโงกหน้าถาม
“ไม่ต้องแม่หนูอย่างเจ้านั่งลงเถอะ อีกประเดี๋ยวก็อยู่กินข้าวเสียด้วยกัน ตาเฒ่าไปบ้านแม่หนูตามเจ้าหนุ่มสองคนนั้นมาด้วย”
ได้ยินเสียงดังออกมาจากห้องครัวท่านลุงกู้วางของเสร็จก็เดินออกมา
“ท่านลุงไม่ต้องไปตามพวกเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่คิดจะอยู่ นานๆ บุตรสาวของท่านจะกลับมาทีพวกท่านควรอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ข้าไม่รบกวนดีกว่า”
ผู้อื่นมีมารยาทตนเองก็ไม่ควรไร้เหตุผล เมื่อเช้าตอนออกจากบ้าน เห็นท่านป้าสีหน้าชื่นบานพอถามถึงรู้ว่าบุตรสาวของอีกฝ่ายพาหลานชายกลับมาบ้านนางถึงคิดว่าควรมาพบสักครั้งและนำของฝากมาด้วย
หากตกปากรับคำอยู่กินข้าวหน้าของนางก็คงจะหนาไม่ต่างจากหลี่ไหวฺอวี้แล้ว
“แม่หนูเจ้าจะเกรงใจพวกเราไปไย ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ยุ่งยากอะไร รอก่อนเถอะ”
ท่านลุงกู้เป็นคนจริงใจและชอบพวกหมิงเป่าจูสามคนด้วยใจจริงพูดตอบกลับมาคำหนึ่งแล้วก็ออกไปโดยไม่สนใจถ้อยคำหว่านล้อม
“เจ้าอายุน้อยกว่าข้าเรียกข้าว่าพี่ชิงก็ได้ ส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องเป่าจูแล้วกันท่านแม่เล่าเรื่องเจ้าให้ข้าฟังแล้ว ช่วงเวลาเหล่านี้ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆพวกท่านสองคนถึงได้มีความสุขเบิกบานใจเช่นนี้ ข้าต้องขอบคุณเจ้ามากๆอยู่กินข้าวกับพวกเราสักมื้อจะเป็นไรไป”
นางดูออกว่าหมิงเป่าจูเป็นคนจิตใจดีก็รู้ว่าสิ่งที่เล่าลือกันในหมู่บ้านต้องเป็นเรื่องเหลวไหลอย่างแน่นอนแต่ถึงแม้จะไม่ใช่ เฉพาะเรื่องที่นางช่วยชีวิตมารดาของตนกู้ชิงชิงก็ต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดีเหมือนกัน
เมื่อทั้งสามคนในครอบครัวต่างเอ่ยปากถ้าหมิงเป่าจูยังปฏิเสธก็จะเป็นการเล่นตัวเกินไป นางจึงรับปาก
“หนิวหนิวเรียกน้าเป่าจูสิ”
กู้ชิงชิงดึงหมิงเป่าจูมานั่งแล้วจูงหนิวหนิวมาตรงหน้า ชี้แนะนำหมิงเป่าจู
ดวงตาดำขลับของหนิวหนิวจ้องหมิงเป่าจูตาแป๋วมืออวบน้อยๆ ขยำอาภรณ์ของมารดาไว้แน่น รองเท้าหัวเสือคู่จิ๋วค่อยๆถอยไปหลบอยู่ด้านหลังกู้ชิงชิง