43 2-2
ตอนที่ 66 มันคือความผิดของเหลิงหยุนเจียว!
สายตาคู่เย็นของโม่เฉินหยวนหันเข้าสบปะทะกับใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านอาจารย์หลิว ประกายความฉงนสงสัยฉายวาบผ่านออกมา หากดวงตาสามารถเปล่งเสียงได้ คงจะกำลังเอ่ยถามว่า นี่เจ้าคงรู้จักข้าดีกระมัง?
“ข้าชายชราเพียงแค่สงสัย เพราะไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นรากวิญญาณวารีของเถาวัลย์ไม้อสรพิษมาก่อนเลย”
“ได้ยินมาว่า ชื่อที่แท้จริงของมันคือรากวิญญาณเพลิงอสรพิษไม้ แต่เพราะความจริงที่ว่า เถาวัลย์ไม้อสรพิษในยามนี้แทบจะสูญพันธุ์ไม่เหลือแล้ว ส่งผลให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับมันบิดเคลื่อนไป แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นความจริง”
เหลิงหยุนเจียวรู้สึกประหลาดใจกับความกระหายใฝ่รู้ของท่านอาจารย์หลิวไม่น้อย ราวกับกำลังเห็นตัวเองในชีวิตก่อนหน้าที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเตรียมสอบอะไรทำนองนั้น
“ขอตัว”
โม่เฉินหยวนพ่นวาจาทิ้งท้ายเพียงสองคำอย่างแผ่วเบา แล้วหมุนตัวจากออกไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้สีหน้าการแสดงออกของชายชราแข็งทื่อไปอีกครั้ง แต่ก่อนจากไป ดูเหมือนเขาจะเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงชำเลืองมองไปทางเหลิงหยุนเจียว แล้วดึงสองแม่ลูกออกไปสนทนาอีกด้านหนึ่ง
“ก่อนที่ข้าจะไป เรื่องของจ้าวอินทรีครามตนนี้...”
ดวงตาสุกประกายของโม่เฉินหยวนมุ่งเขม็งไปทางนกแก้วตาแป๋วที่เกาะอยู่บนหัวไหล่ของเหลิงหยุนเจียว
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงสายตาคู่เย็นชากำลังเพ่งมองมา จ้าวอินทรีครามพลันเหงื่อเย็นแตกพลั่กอีกครั้ง รีบหดคอและกดศีรษะลงต่ำโดยมิตั้งใจ ตัวมันในยามนี้ดูเชื่องราวกับสัตว์เลี้ยงประจำบ้านที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ไม่เหลือไว้ซึ่งภาพพจน์ความสง่ายิ่งใหญ่ของสัตว์อสูรระดับเก้าอีกต่อไป
“ในยามนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเจ้าแล้ว หากคิดว่ามันมีคุณสมบัติคู่ควรที่จะเป็นทาสรับใช้ของเจียวเหนียงจริงๆ ข้าก็จะยอมทำพันธะสัญญาให้”
ทุกคนรอบตัวที่ได้ยินได้ฟังได้แต่รู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก “....” กำลังจะได้สัตว์อสูรระดับเก้าเป็นสัตว์วิญญาณรับใช้ของตนเอง ยังต้องคิดไตร่ตรองอะไรกันอีก?
คนเหล่านี้ท่าจะบ้าแล้ว!
หากยังทำใจประทับตราพันธะสัญญาณกับสัตว์อสูรระดับเก้าไม่ได้เสียที ก็อย่าได้คิดมากไป ประเดี๋ยวพวกข้าจะเสนอตัวประทับตราแทนให้เอง! แลกกับแขนขาตัวเองก็ยินยอม!!
ทันทีที่โม่เฉินหยวนกล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากค่ายทหารรับจ้างไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้จ้าวอินทรีครามเหม่อมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆไกลลับออกไป และทันใดนั้นเอง คล้ายสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมันอยู่ จึงรีบหันศีรษะเข้าสบปะทะทันที
หนึ่งคนกับหนึ่งตัวต่างมองหน้าสบตากันและกันอยู่ครู่ใหญ่ และเป็นเหลิงหยุนเจียวที่ค่อยๆปริปากกล่าวถามขึ้นว่า
“เจ้าเองก็เป็นถึงสัตว์อสูรระดับเก้า คงไม่คิดพยศในภายหลังกระมัง?”
จ้าวอินทรีครามเอียงศีรษะพลางยักไหล่ให้อย่างช่วยไม่ได้ ส่งเสียงดังจิ๊บๆตอบนางอยู่สองสามคำ ก่อนจะตีปีกบินไปเกาะที่ไหล่ของเหลิงเจียวเหนียงดังเดิม
เหลิงหยุนเจียวมิได้สนใจสิ่งที่มันพูดมากนัก เพราะอย่างไรเสียงนางก็ฟังภาษานกไม่ออก จึงหันไปให้ความสนใจกับท่านอาจารย์หลิวที่อยู่ข้างๆแทน
“ท่านอาจารย์หลิว ต้องขอโทษแทนเขาด้วย คนผู้นี้มักจะมีนิสัยเช่นนี้อยู่ตลอด”
ท่านอาจารย์หลิวโบกมือปัดเชิงว่าไม่ต้องใส่ใจ แม้ลึกๆจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่เขาเป็นสายบุ๋นหาใช่สายบู๊ จึงไม่ต้องการปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ
อย่าว่าแต่นี่เป็นเพียงแค่ค่ายทหารรับจ้าง กระทั่งในเมืองเฟิงหยวนแห่งนี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าอวดดีต่อหน้าเขา
แต่เห็นว่าแม่ลูกคู่นี้ดูท่าจะมีสายสัมพันธ์อันดีกับคุณชายโม่ผู้นี้ไม่น้อย ท่านอาจารย์หลิวจึงทำได้เพียงยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร และกล่าวว่า
“คุณหนูถัง ท่านมาได้จังหวะพอดี ข้ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับท่านสักหน่อย เชิญทางนี้”
เขาผายมือไปทางบันไดขึ้นสู่ชั้นสอง
ประกายตาคู่พิสุทธิ์งดงามของเหลิงหยุนเจียวสั่นไสวเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มที่คลุมฉาบ นางหรือจะไม่เข้าใจว่า ที่ชายชราผู้นี้แสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจนางเพราะเหตุใด แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังจูงมือเหลิงเจียวเหนียงพาขึ้นไปยังชั้นสองด้วยกัน
................
ณ จวนตระกูลเหลิง
“แค่ก...แค่กแค่ก”
เหลิงฉิวหวานกระแอมไอรุนแรงเสียงดังอยู่หลายที ก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นอย่างแช่มช้า ใบหน้าซีดเผือดแทบไม่มีโลหิตไหลเวียนหล่อเลี้ยง
“คุณหนู! ท่านตื่นแล้ว! เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปเรียกท่านประมุขมาดูบัดเดี๋ยวนี้!”
สาวรับใช้ที่คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งวันคืนร้องอุทานลั่นด้วยความดีใจ แล้วรีบยกกระโปรงดึงขึ้นสูง ก่อนจะสับเท้าวิ่งออกไปโดยไว
เหลิงฉิวหวานค่อยๆข่มตาหลับอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด นึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์เฉียดตายในวันนั้น ที่นางผลักสาวใช้ให้เหล่าสัตว์อสูรในป่ารุมกินเพื่อให้ตัวเองรอดชีวิต คู่คิ้วของนางถึงกับขมวดย่นถักแน่นขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาทั่วหน้าผากได้ไหลรินตกกระทบหมอนเบื้องล่าง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหาใช่ความผิดของนางแม้แต่น้อย หากไม่ตัดสินใจทำเช่นนั้น ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้แม้แต่รายเดียว
หากจะโทษ...ก็ต้องโทษเหลิงหยุนเจียว!!
เพราะหากว่าเหลิงหยุนเจียวไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นที่นั่นและลงมือทำร้ายนาง นางก็คงไม่ต้องไปลักพาตัวเหลิงเจียวเหนียงออกมาเพื่อแก้แค้นเช่นกัน และคงไม่ถูกสัตว์อสูรระดับแปดที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันตนนั้น ไล่ล่าจนเข้าตาจนเช่นนี้!
ใช่แล้ว! ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเหลิงหยุนเจียวทั้งสิ้น!
“ฉิวหวาน!!”
เหลิงหยวนหลงรีบวิ่งเข้ามา ตามมาด้วยท่านอาจารย์จาง
“เจ้าเป็นเช่นใดบ้าง? รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
เหลิงฉิวหวานส่ายหน้าไปมา ระหว่างลูบไล้ใบหน้าซีกหนึ่งด้วยความปวดแสบ ปลายนิ้วของนางสัมผัสเข้ากับรอยแผลเป็นขรุขระน่าขยะแขยง นางแทบอยากจะร้องไห้ออกมาทันที
“ท่านพ่อ ข้าสบายดี เพียง...เพียงแต่ว่าน้องหกทำเกินไปแล้ว!!”