หลังจากที่มาถึงสถานพยาบาลของหมู่บ้าน โจวซิ่วหลันก็ตรงเข้าไปหาเ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในสถานพยาบาลทันที ความจริงเพียงแค่กระดูกเคลื่อนเธอก็สามารถที่จะรักษาแม่สามีเองได้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็เพียงหมออนามัยไม่ใช่หมอเฉพาะทางที่จบหลักสูตรทางการแพทย์โดยตรง แต่เธอก็มีประสบการณ์การทำงานมาเกือบสิบห้าปี สามารถรักษาคนป่วยที่มีอาการป่วยทั่วไป าเ็เล็กน้อยและไม่มีอาการรุนแรงได้ แต่ปัญหาคือเธอไม่มีอุปกรณ์และตัวยาที่ใช้ในการรักษาเลยสักอย่าง
"สวัสดีค่ะคุณหมอซู"
ซูเหมย เป็พยาบาลที่ประจำอยู่ที่สถานพยาบาลแห่งนี้ และชาวบ้านก็มักจะเรียกคนที่ทำงานในสถานพยาบาลว่าหมอถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่หมอก็ตาม
โจวซิ่วหลันเคยพูดคุยกับอีกฝ่ายอยู่สองสามครั้งในตอนที่พึ่งจะแต่งให้กับเฉินห่าวซวน นับดูแล้วตอนนี้เธอแต่งให้เฉินห่าวซวนได้เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น โชคดีเหลือเกินที่เธอย้อนกลับมาในตอนที่ชื่อเสียงความร้ายกาจของเธอยังไม่เป็ที่โจษจัน เธอยังทำตัวร้ายกาจแค่กับคนในบ้านของสามีเท่านั้น แต่หลังจากที่แม่สามีกลายเป็คนพิการ ความร้ายกาจของเธอก็มีคนรู้เห็นมากขึ้น ก่อนที่จะเหม็นโฉ่ไปทั้งหมู่บ้าน กลายเป็คนที่น่ารังเกียจไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย
"สะใภ้เฉิน สวัสดีค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ"
ซูเหมยที่สังเกตเห็นความร้อนรนของอีกฝ่าย ทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดซึมไปทั่วใบหน้า บ่งบอกว่าหญิงสาวคงจะรีบร้อนมาที่นี่ จึงเอ่ยถามขึ้นในทันที
"คือว่าแม่สามีของฉันท่านหกล้มน่ะค่ะ ฉันคิดว่ากระดูกของท่านน่าจะเคลื่อน จึงอยากจะรบกวนคุณหมอช่วยไปดูอาการให้ที่บ้านน่ะค่ะ"
"กระดูกเคลื่อนหรือคะ โชคดีจริงๆ ที่วันนี้คุณหมอลู่ยังไม่ได้ออกไปตรวจคนไข้ด้านนอก คุณรอสักครู่นะคะฉันจะไปเรียนคุณหมอลู่ให้เดี๋ยวนี้"
ซูเหมยเอ่ยบอกอีกฝ่าย ก่อนจะเดินออกไปทันที
คุณหมอลู่ที่อีกฝ่ายพูดถึง คือคุณหมอลู่เฉิง เขามาประจำการที่สถานพยาบาลแห่งนี้ได้สามเดือนแล้ว เขาเป็หมอจากโรงพยาบาลในเมืองเพียงคนเดียวที่เลือกมาประจำอยู่ที่สถานพยาบาลของหมู่บ้านอู้หยวนแห่งนี้ โจวซิ่วหลันไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อน เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงของคุณหมอหนุ่มที่หญิงสาวในหมู่บ้านมักจะพูดถึง เขาคือชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หญิงสาวในหมู่บ้านอู้หยวนและหมู่บ้านข้างเคียงใฝ่ฝันถึง
โจวซิ่วหลันยืนรออีกฝ่ายอยู่เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น ซูเหมยก็เดินออกมาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง เขาสะพายกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ใบใหญ่เอาไว้ข้างกาย โจวซิ่วหลันจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตื่นตะลึง ลมหายใจของเธอสะดุดจนแทบจะสำลักลมหายใจ ไม่ใช่ว่าเธอตกตะลึงในความหล่อเหลาของคุณหมอหนุ่ม แต่เป็เพราะภาพของใครอีกคนซ้อนทับเข้ามาในความทรงจำ คนผู้นี้ช่างคล้ายคลึงกับอดีตคนรักของเธอในอีกชาติภพหนึ่งเหลือเกิน เพียงแต่ต่างชื่อแซ่กันเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็เป็หมอเช่นเดียวกัน เขา เป็รักครั้งสุดท้ายของเธอ
์เล่นตลกกับเธออีกแล้ว
โจวซิ่วหลันเดินตามคุณหมอหนุ่มออกมาจากสถานพยาบาลอย่างเหม่อลอย เธอไม่ได้ฟังที่หมอซูกับชายหนุ่มพูดคุยกันแม้แต่น้อย รับรู้เพียงว่าหมอซูต้องอยู่เฝ้าสถานพยาบาลเผื่อว่าจะมีคนไข้คนอื่นเข้ามารับการรักษา
"คุณโจวมาที่นี่ยังไงหรือครับ"
ลู่เฉิงเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินตามหลังเขาออกมา พร้อมทั้งเดินไปจูงจักรยานคู่ใจของเขาที่จอดเอาไว้ตรงต้นมะม่วงต้นใหญ่เตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปยังบ้านของหญิงสาว
"เอ่อ ฉันเดินมาน่ะค่ะ"
"อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็กลับพร้อมกันกับผมเลยแล้วกันนะครับ"
ลู่เฉิงกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มให้กับหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอคงจะยังใและเป็ห่วงคนเจ็บ
"เอ่อ ค่ะ"
โจวซิ่วหลันพยักหน้าตอบรับอีกฝ่าย พร่ำบอกกับตัวเองว่าหมอลู่ผู้นี้แค่เหมือนเท่านั้นแต่ไม่ใช่ เขาคนนั้นไร้วาสนาต่อกันไปแล้ว เธอไม่ควรที่จะหวั่นไหว เพราะมันไม่ใช่เื่ที่ดีแน่ ตอนนี้เธอเป็ผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ถึงแม้ว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สามีจะไม่สนใจไยดีเธอก็ตาม แต่เขาคงจะไม่ชอบใจนัก หากเธอแสดงท่าทีอาวรณ์ต่อบุรุษอื่นทั้งที่ยังได้ชื่อว่าเป็ภรรยาของเขาอยู่
หญิงสาวเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานที่คนขี่พร้อมที่จะออกเดินทาง เธออาสาถือกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ใบใหญ่ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ขี่จักรยานได้สะดวก มือหนึ่งเธอกอดกระเป๋าเครื่องมือของเขาเอาไว้แน่น อีกมือนั้นยื่นจับชายเสื้อของชายหนุ่มไม่กล้าที่จะััตัวเขาแม้แต่น้อย
ระหว่างทางนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึง่เวลาในอีกชาติภพหนึ่งของตัวเอง ตอนที่อดีตคนรักของเธอยังมีชีวิตอยู่ เราสองคนก็มักจะพากันซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คู่ใจของเธอออกไปตรวจคนไข้ด้วยกันเสมอ ถึงแม้ว่าการที่เธอคบหากับเขาก็เพื่อชดเชยความเงียบเหงาว่างเปล่าในชีวิต ไม่ได้มีรักลึกซึ้งให้อีกฝ่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่กับเขาแล้วเธอรู้สึกดีมาก
เพียงแค่คิดถึง่เวลานั้นก็รู้สึกแสบร้อนตรงกระบอกตาจนต้องรีบกะพริบตาขับไล่ความอ่อนแอและความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้น หญิงสาวโทษตัวเองมาตลอดว่าเป็เพราะเธอจึงทำให้เขาต้องตาย เป็เธอที่ดึงดันจะมีความรักอีกครั้ง เป็เธอที่ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็สาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องมีอันเป็ไป ทั้งที่มันเกิดขึ้นแล้วถึงสามครั้งสามครา หมอหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอดเมื่อคบหากับเธอกลับล้มป่วยด้วยโรคร้ายจนเสียชีวิต เธอ เป็ตัวหายนะของทุกคน
"ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วนะครับ โชคดีมากที่ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และคนไข้ไม่ได้ฝืนขยับตัว ไม่อย่างนั้นคงจะเจ็บหนักกว่านี้เป็แน่"
และอาจจะถึงขั้นพิการเลยด้วยซ้ำ
ลู่เฉิงเอ่ยกับคนที่เดินออกมาส่งเขาหลังจากที่ตรวจรักษาคนไข้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าประโยคหลังนั้นเขาไม่ได้พูดออกมา แต่คาดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิด เขาไม่คิดเลยว่าหญิงชาวบ้านจะมีความรู้ความสามารถที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ เพราะน้อยคนนักที่จะรู้วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น และปฏิบัติทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง
ตอนที่เขาตรวจรักษาคนไข้ เธอก็สามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างคล่องแคล่วโดยที่ไม่ต้องบอกเลยด้วยซ้ำ และยังสามารถหยิบจับอุปกรณ์และตัวยาที่ล้วนเป็ภาษาต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง นั่นย่อมหมายความว่าเธอมีความรู้และความสามารถทางด้านการแพทย์ที่ไม่ธรรมดาเลย หากว่าเธอมีเครื่องมือการรักษา เห็นทีว่าคงไม่ต้องถึงมือของเขา
ส่วนกิริยามารยาทการวางตัวของเธอก็ดูโดดเด่น การพูดการจาเป็เช่นดังคนที่ได้รับการศึกษา ทุกอย่างในตัวหญิงสาวผู้นี้ราวกับถูกขัดเกลามาเป็อย่างดี แตกต่างจากหญิงชาวบ้านทั่วไป ยอมรับว่าหญิงสาวสร้างความประหลาดใจให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า
โจวซิ่วหลันส่งยิ้มบางเบาให้อีกฝ่าย ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่การรักษาแม่สามีผ่านไปได้ด้วยดี
ใช่ โชคดีมากที่กระดูกเข่าแค่เคลื่อนเล็กน้อยและมีเพียงรอยแผลฟกช้ำที่หมั่นทายา กินยาที่หมอจัดไว้ให้ไม่กี่วันก็หาย ส่วนกระดูกเข่าที่เคลื่อนเพียงใช้อุปกรณ์พยุงและกายภาพบำบัดไม่นานก็สามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ แต่หากกระดูกสะโพกเคลื่อนแม่สามีคงต้องถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมือง
ในอดีตก็ควรจะเป็เช่นนี้ แต่เป็เธอที่เกรี้ยวกราดใส่แม่สามี ด่าทอที่อีกฝ่ายทำน้ำหกเลอะเทอะ เธอไม่ให้การช่วยเหลือแล้วยังปล่อยให้แม่สามีฝืนร่างกายที่เ็ปทำความสะอาดพื้นห้องครัวจนสะอาด ทั้งยังไม่ยอมให้หมอมารักษาอาการาเ็ของอีกฝ่าย จากที่ไม่ได้าเ็ร้ายแรงจึงกลายเป็ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้กระดูกสะโพกเคลื่อนจนส่งผลให้อีกฝ่ายพิการ
เธอในอดีตเหตุใดจึงเป็คนร้ายกาจได้ถึงขนาดนั้นกัน ได้ย้อนกลับมาในครั้งนี้คนที่เธอจะต้องชดใช้ให้เป็คนแรกคงจะเป็แม่สามีผู้นี้
"ขอบคุณนะคะคุณหมอลู่ นี่ค่ารักษาค่ะ"
เมื่อเดินมาถึงรถจักรยานโจวซิ่วหลันจึงส่งค่ารักษาพยาบาลให้อีกฝ่าย ซึ่งถือว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมายอะไรเลยหากเทียบกับเงินที่เฉินห่าวซวนส่งมาให้ในทุกๆ เดือน แต่เธอกลับตระหนี่จนทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งพังทลาย หลังจากนี้เธอคงต้องดูแลแม่สามีให้ดีที่สุดชดเชยในสิ่งที่เธอทำในอดีต
"ขอบคุณครับ มันเป็หน้าที่ของผมอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมจะมาดูอาการให้อีกทีนะครับ"
"ค่ะ"
แม้ว่าการดูแลต่อจากนี้จะไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวลเพราะเพียงแค่ดูแลคนป่วยไม่ได้เกินความสามารถของเธอ แต่หากมีหมอที่เชี่ยวชาญมาติดตามอาการก็ถือว่าเป็สิ่งที่ดีมากจะได้ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด หญิงสาวจึงตอบรับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกชื่นชมกับความใส่ใจคนไข้ของเขา
ซึ่งรอยยิ้มนั้นทำให้คนมองถึงกับตาพร่าลมหายใจสะดุด ผู้หญิงคนนี้เป็คนที่ยิ้มแล้วสวยมาก เขารู้สึกชอบรอยยิ้มของเธอ
ลู่เฉิงรู้สึกใกับความคิดของตัวเองจนต้องรีบเก็บอาการ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังมีความคิดที่ไม่สมควรต่อภรรยาของผู้อื่น
"เอ่อ คุณเข้าบ้านไปดูคนเจ็บเถอะครับ ผมก็จะกลับแล้วเหมือนกัน"
"ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ กลับดีๆ ค่ะ"
คุณหมอหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางที่ตั้งตรงของคนที่หมุนกายเดินเข้าไปในบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ก่อนจะปั่นจักรยานออกไปด้วยจิตใจที่ไม่ค่อยจะสงบนัก เขาเฝ้าย้ำกับตัวเองมาตลอดทางว่าเขาเพียงแค่ชื่นชมความสามารถของเธอ และ เธอ มีสามีแล้ว