สองวันหลังงานเทศกาลอากาศเย็นลงอย่างชัดเจนใบไม้บนต้นเมเปิลหลังบ้านมาซาอากิเปลี่ยนเป็สีแดงเกือบทั้งหมดและพระอาทิตย์ก็ตกเร็วขึ้นทุกวัน เขาเพิ่งเก็บหนังสือเข้าชั้นเสร็จเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจักรยานดังขึ้นหน้าบ้าน กริ๊ง เมื่อเปิดประตูออกไปเขาก็เห็นอาโออิกำลังยืนคร่อมจักรยานสีฟ้าของเขาอยู่
“ขโมยของเหรอ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนหัวเราะ “ฉันแค่ยืม”
“เ้าของยังไม่อนุญาตเลย”
“แต่เ้าของออกมาพอดี”
เธอแตะกระดิ่งอีกครั้ง
กริ๊ง
“ฉันมาคืนสมุด” เธอยื่นสมุดปกสีน้ำตาลเล่มหนึ่งให้
มาซาอากิกะพริบตา“ผมให้คุณยืมด้วยเหรอ”
“ให้สิ” เธอทำหน้าเหมือนเขาเป็คนความจำไม่ดี
“วันก่อนคุณเขียนเื่โคมไฟ แล้ววางลืมไว้ที่คาเฟ่”
“จริงด้วย”
“ฉันเลยเก็บไว้” เธอยื่นสมุดให้ แต่ไม่ได้ปล่อยทันที
“ฉันอ่านไปหนึ่งหน้า”
“ขโมยอ่านด้วยเหรอ”
“หนึ่งย่อหน้าเอง” เธอยิ้มกว้าง
“คุณเขียนดีนะ”
เขารับสมุดมาปลายนิ้วแตะโดนมือของเธอเพียงครู่เดียวอาโออิปล่อยมือก่อนแล้วหันไปมองต้นแอปเปิลข้างบ้านแทน
“วันนี้ไปถ่ายรูปไหม”
“ตอนนี้?”
“อือ” เธอพยักหน้า “ูเาด้านหลังหมู่บ้านกำลังสวย”
มาซาอากิมองนาฬิกาเกือบสี่โมงเย็นแล้วอีกไม่นานก็จะมืดเขากำลังจะปฏิเสธ แต่กลับนึกถึงคำถามของเธอใต้โคมไฟเมื่อคืนงานเทศกาล ปีหน้า...คุณจะยังอยู่ที่นี่ไหม
เขาปิดสมุดลง“ไปครับ”
หญิงสาวยิ้มทันที“เยี่ยม”
เธอขึ้นจักรยานของเขาแล้วหยุด
“จริงสิ”
“ครับ?”
“คุณยังไม่มีจักรยานอีกคัน”
“มีคันเดียว”
“งั้น...” เธอกัดริมฝีปากเบา ๆ “เราเดินก็ได้”
“ไม่เป็ไร” มาซาอากิหยิบกุญแจออกมา
“คุณขี่ไปก่อน”
“แล้วคุณล่ะ”
“ผมเดินตาม”
อาโออิขมวดคิ้ว“มันไกลนะ”
“ผมเดินเร็ว”
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนหัวเราะ“คุณชอบเดินจริง ๆ”
“ผมเริ่มคิดว่าตัวเองชอบแล้ว”
หญิงสาวยิ้มแล้วปั่นจักรยานออกไปช้าๆ เขาเดินตามหลังลมเย็นพัดผ่านต้นไม้สองข้างทาง เสียงกระดิ่งจักรยานดังเป็ครั้งคราวเป็เสียงธรรมดามากแต่ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกว่าเย็นวันนี้สงบอย่างประหลาด
ูเาด้านหลังหมู่บ้านไม่ได้สูงนักแต่สามารถมองเห็นหุบเขาและทุ่งนาได้เกือบทั้งหมดอาโออิกำลังยืนอยู่ริมรั้วไม้ กล้องอยู่ในมือแสงเย็นย้อมูเาเป็สีทองแดง
“สวยไหม” เธอถามโดยไม่หันมา
“สวยครับ”
“ฉันชอบ่นี้” เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นหนึ่งครั้ง แชะ
“ทุกอย่างเหมือนกำลังเรืองแสง” เธอยกกล้องขึ้นอีก แชะ
“ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันกำลังจะหายไป”
ลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อยใบไม้สีแดงหลายใบปลิวผ่านหน้ามาซาอากิมองหญิงสาวที่กำลังถ่ายรูปอย่างตั้งใจแล้วนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาอาโออิมักถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกถ่ายใบไม้ร่วง ถ่ายสิ่งที่อยู่กับเราไม่นาน
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่”
เขาชะงัก“รู้ได้ยังไง”
เธอหัวเราะ“คุณเงียบ”
“ผมเงียบตลอด”
“แต่เงียบไม่เหมือนกัน”
เธอลดกล้องลง“เวลาคุณคิดเยอะ จะมองท้องฟ้า”
เขากะพริบตาเธอจำได้ด้วย
หญิงสาวยิ้มเล็กน้อย“ฉันสังเกตเก่งนะ”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ
“กลับกันไหม”
เขามองท้องฟ้าเมฆด้านตะวันตกเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงอีกไม่นานจะมืด
“อือ” อาโออิพยักหน้าแล้วเก็บกล้องลงกระเป๋า
...
ระหว่างทางกลับพระอาทิตย์ลับหลังูเาเร็วกว่าที่คิดเงาของต้นไม้ทอดยาวบนถนนแสงสีส้มค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย อาโออิที่เดินนำอยู่ด้านหน้าช้าลงตอนแรกมาซาอากิคิดว่าเธอเหนื่อยแต่เมื่อเดินต่อมาอีกไม่กี่นาทีเธอก็ช้าลงอีกแล้วช้าลงอีกจนกระทั่งหยุดอยู่ตรงทางแยกเล็ก ๆ
“อาโออิ”
เธอหันมารอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้าแต่ไม่กว้างเหมือนเดิม
“จริงด้วย” เธอหัวเราะเบา ๆ “มืดเร็วจัง”
ลมเย็นพัดผ่านต้นสนเสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ
“เดินต่อสิ” เขาพูด
หญิงสาวไม่ได้ขยับเธอมองถนนข้างหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นช้าๆ
เสียงของเธอเบากว่าปกติ“ตรงนี้...มีหินอยู่หรือเปล่า”
มาซาอากินิ่งไปตรงหน้าพวกเขาไม่มีอะไรเลยมีเพียงเงาของต้นไม้ทอดอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ หันกลับไปมองเธออาโออิยังยืนอยู่ที่เดิมนิ้วของเธอค่อย ๆกำสายกล้องแน่นขึ้นลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งแต่คราวนี้เขากลับรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอีกครั้งอาโออิยังยืนอยู่ที่เดิมมือข้างหนึ่งจับสายกล้องไว้แน่นอีกข้างกำชายเสื้อไหมพรม
“ตรงนี้...” เธอมองพื้นตรงหน้า “มีหินใช่ไหม”
มาซาอากิค่อยๆ ส่ายหน้า“ไม่มีครับ”
หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ แล้วมองลงไปอีกครั้ง เงาของต้นไม้ยังทอดอยู่บนถนนแต่เธอกลับไม่ก้าวเดิน
“จริงเหรอ”
“ครับ”
ความเงียบตกลงมาแ่เบามีเพียงเสียงลมและเสียงรถไฟจากสถานีเล็กที่ดังมาไกลๆ อาโออิหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นสั้นกว่าทุกครั้ง
“แปลกจัง” เธอพึมพำ “ฉันนึกว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น”
เธอพยายามก้าวไปข้างหน้าแต่หยุดอีกครั้งมาซาอากิมองเธอเงียบ ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างกัน
“กลับบ้านกัน”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มเล็กๆ ยังอยู่บนใบหน้าแต่ดวงตากลับไม่สดใสเหมือนเดิม
“อือ” เธอพยักหน้า
แล้วทั้งสองก็เริ่มเดินอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้อาโออิไม่ได้เดินนำแล้วเธอเดินช้าลงและอยู่ข้างเขาแทน
ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้ม บ้านเรือนในหมู่บ้านเริ่มเปิดไฟทีละหลัง แสงสีส้มส่องออกมาจากหน้าต่างอาโออิมองไปข้างหน้าอยู่พักใหญ่ ก่อนพูดขึ้นเบา ๆ
“ฉันเคยมาทางนี้ั้แ่เด็ก” เธอยิ้มจาง ๆ “หลับตาก็ยังเดินถูก”
ลมพัดชายเสื้อของเธอเบาๆ“แต่วันนี้...”
ประโยคขาดหายเธอก้มลงมองพื้น
“ฉันมองเงาต้นไม้ไม่ออก”
ไม่มีใครพูดอะไร
“มันแค่เริ่มมืดเอง” เธอพูดต่อ เหมือนกำลังอธิบายให้ตัวเองฟัง
ไม่มีใครพูดอะไรมีเพียงเสียงลมและเสียงรถไฟจากสถานีไกลๆ มาซาอากิค่อย ๆ มองถนนตรงหน้ามันมืดกว่าที่คิดจริง ๆ สำหรับคนทั่วไปอาจไม่มีปัญหาแต่สำหรับเธอ…เขารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร
“อาโออิ”
“อือ?”
“ใหรือ”
ลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสองผ่านไปหลายวินาที
เธอจึงหัวเราะเบาๆ“ฉันเหรอ”
เขาไม่ได้ตอบ
เธอก้มหน้าลง “ฉันแค่...”
เสียงเธอหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้งเบากว่าเดิม
“ในิดหน่อย”
ไม่มีเสียงรถไฟไม่มีเสียงคนคุย ทั้งโลกเหมือนเงียบลงชั่วครู่เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เธอยอมพูดคำนั้นออกมา
ใ ไม่ใช่“ไม่เป็ไร” ไม่ใช่ “เดี๋ยวก็ดีขึ้น” ไม่ใช่รอยยิ้มที่ใช้ปกปิดทุกอย่างแต่เป็ความรู้สึกจริงๆ
มาซาอากิมองใบหน้าด้านข้างของเธอแสงจากบ้านหลังหนึ่งส่องมาถึงเพียงครึ่งหน้าอีกครึ่งอยู่ในเงามืด
“ฉันรู้ว่ามันต้องเป็แบบนี้สักวัน” เธอพูดช้า ๆ
“หมอบอกตั้งนานแล้ว” เธอยิ้มเล็กน้อย “ฉันก็คิดว่าตัวเองเตรียมใจแล้ว”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเกือบกลายเป็สีดำ
“แต่พอมันเกิดขึ้นจริง...” เธอกลืนน้ำลาย “มันเร็วกว่าที่คิด”
ลมเย็นพัดอีกครั้งมาซาอากิไม่รู้ว่าควรพูดอะไรคำปลอบใจธรรมดาดูไร้น้ำหนักเกินไปคำว่า“ไม่เป็ไร” ยิ่งใช้ไม่ได้
“ถ้ามืดแล้ว…” เขาหยุดไปหนึ่งจังหวะ “โทรหาผมก็ได้”
หญิงสาวหันมามองเขา“ฉันไม่เป็ไรหรอก”
“ผมไม่ได้ถามว่าคุณไหวไหม”
เธอกะพริบตา
“ผมแค่บอกว่าโทรหาผมก็ได้”
ความเงียบแ่เบาแทรกอยู่ระหว่างทั้งสองสุดท้ายอาโออิจึงก้มหน้า
“ติดหนี้อีกแล้วสิ”
“ผมไม่ได้คิดดอกเบี้ย”
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงนั้นสั่นนิดหน่อย
เมื่อเดินมาถึงทางแยกใกล้บ้านทาคาฮาชิอาโออิหยุดอีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้มองพื้น เธอมองไปข้างหน้ามองแสงไฟจากหน้าต่างบ้านของตัวเอง
“ฉันนึกถึงเื่หนึ่ง” เธอพูดขึ้น
“อะไร”
“ตอนเด็ก ๆ” เธอยิ้มบาง ๆ “ฉันกลัวความมืด”
เขาหันไปมอง “จริงเหรอ”
“อือ” เธอหัวเราะเบา ๆ “แปลกใช่ไหม”
เธอใช้ปลายรองเท้าเขี่ยใบไม้แห้งบนพื้น“พ่อจะเปิดไฟหน้าบ้านไว้เสมอ”
เธอชี้ไปข้างหน้า “ดวงนั้น” แสงไฟสีส้มเล็ก ๆ ส่องอยู่ตรงเฉลียงบ้าน
“พ่อบอกว่า ถ้าหาทางกลับบ้านไม่เจอ ให้มองหาไฟดวงนี้”
ลมพัดให้ใบไม้กลิ้งผ่านเท้าทั้งสอง
“ฉันไม่เคยคิดเลย...” เธอเงียบไปก่อนยิ้มบาง ๆ
“ว่าวันหนึ่ง ฉันอาจมองหาไฟดวงนั้นไม่เจอ”
ความเงียบทอดยาวมาซาอากิมองแสงไฟดวงเล็กตรงหน้าจากตรงนี้มันดูเล็กมากจริงๆ ถ้าการมองเห็นลดลง...อาจเล็กเกินกว่าจะมองเห็น
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าแล้วหันมาหาเขารอยยิ้มกลับมาอีกครั้งแม้จะจางกว่าปกติ
“ขอบคุณนะ”
“เื่อะไร”
“ที่เดินมาด้วยกัน”
เขาพยักหน้า
บ้านทาคาฮาชิยังเปิดไฟอยู่มิซากิเดินออกมาหน้าบ้านทันทีที่เห็นลูกสาว
“กลับมาแล้วเหรอ”
“กลับมาแล้วค่ะ”
มิซากิเธอหันไปยิ้มให้มาซาอากิ“ขอบคุณนะจ๊ะ”
“ไม่เป็ไรครับ”
มิซากิมองหน้าลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งเพียงเสี้ยววินาทีสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยคนเป็แม่มองออกเสมอ
“เข้าบ้านกันเถอะ”
อาโออิพยักหน้าก่อนเดินขึ้นบันไดไปแต่พอจะเปิดประตูเธอกลับหันมา
“พรุ่งนี้ว่างไหม”
มาซาอากิชะงัก“น่าจะว่างครับ”
“งั้น…” เธอยิ้มบาง ๆ “ไปถ่ายรูปกันไหม”
“ได้”
รอยยิ้มของหญิงสาวกลับมากว้างขึ้นอีกนิด
“เยี่ยมเลย”
จากนั้นจึงโบกมือแล้วเดินเข้าบ้านไปประตูเลื่อนปิดลงช้าๆ มาซาอากิยังยืนอยู่ตรงนั้น ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง
และเป็ครั้งแรก…เขาเริ่มกลัวสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา
...
คืนนั้นเขานอนไม่หลับแสงจากโคมไฟข้างเตียงส่องอยู่บนเพดาน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่มีข้อความใหม่ไม่มีสายเรียกเข้าแต่เขากลับนึกถึงภาพหนึ่งซ้ำไปมา หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงทางแยก คนที่เคยเดินนำคนอื่นเสมอกลับยืนนิ่งอยู่ในความมืดเพราะมองไม่เห็นทางกลับบ้านเขาปิดตาลงช้า ๆ และนึกถึงประโยคหนึ่ง
"ปีหน้า...หวังว่าจะได้มาดูอีกนะ"
จู่ๆ คำนั้นก็หนักขึ้นมามากกว่าที่เคย
...
เช้าวันต่อมาท้องฟ้าสีฟ้าใสอากาศเย็นจนไอขาวลอยออกมาจากลมหายใจ อาโออิมาถึงหน้าบ้านของเขาั้แ่เช้ากล้องห้อยอยู่ที่คอเหมือนทุกครั้ง
“พร้อมหรือยัง”
“พร้อมครับ”
“วันนี้ฉันจะพาไปที่หนึ่ง”
“ที่ไหน”
“ความลับ” เธอยิ้มกว้างราวกับเมื่อคืนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
ทั้งสองปั่นจักรยานออกจากหมู่บ้านถนนสายเล็กทอดผ่านทุ่งโล่งใบไม้สีเหลืองแดงส่องประกายใต้แสงแดด เมื่อถึงเนินเล็ก ๆ อาโออิหยุดรถ
“ถึงแล้ว”
ตรงหน้าคือทุ่งหญ้ากว้างและต้นแปะก๊วยต้นใหญ่เพียงต้นเดียวใบสีทองร่วงเต็มพื้น
“สวย…” มาซาอากิพึมพำ
หญิงสาวยิ้ม“ใช่ไหมล่ะ”
เธอหยิบกล้องขึ้นมาเสียงชัตเตอร์ดังขึ้นหนึ่งครั้งแล้วอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง เธอถ่ายรูปต้นไม้ ถ่ายท้องฟ้า ถ่ายใบไม้บนพื้นก่อนหันกล้องมาทางเขา
“ห้ามขยับนะ”
แชะ
“ได้แล้ว”
“รูปผมมีอะไรน่าถ่าย”
“มีสิ”
เธอมองหน้าจอกล้องก่อนยิ้มคนเดียว
“เยอะเลย”
ลมพัดผ่านใบแปะก๊วยหลายใบปลิวลงมาช้าๆ อาโออิเงยหน้ามองมันจากนั้นจึงพูดขึ้นเบา ๆ
“ฉันอยากจำสีนี้ไว้”
มาซาอากิหันไปมองเธอหญิงสาวยังมองต้นไม้ตรงหน้า
“สีเหลืองแบบนี้”
เธอยิ้ม“ถ้าวันหนึ่งมองไม่เห็นแล้ว ฉันก็ยังอยากจำได้ว่ามันสวยแค่ไหน”
ไม่มีเสียงชัตเตอร์อีกไม่มีใครพูดอะไร ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดเอาใบไม้สีทองร่วงลงมารอบตัวทั้งสอง มาซาอากิมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกชัดเจนว่าเวลาของพวกเขากำลังเดินเร็วเกินไป