หวาชิงเสวี่ยถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกป้าฮวายังคงพร่ำวาจาไม่รู้จบ
“...คุณชายรองตระกูลหลี่รูปงามสง่า ถึงแม้จะแต่งงานไปแล้ว แต่ภรรยาของเขากลับเป็นคนอ่อนแอขี้โรคที่ไม่สามารถมีบุตรได้เพราะเหตุนี้ ยายเฒ่าตระกูลหลี่เอ่ยปากเองว่า ผู้ใดก็ตามที่ให้กำเนิดบุตรชาย จะยกให้เป็นอนุแหมแหม โอกาสเช่นนี้หาได้ง่ายเสียที่ไหน แม่นางทั้งหลายต่างก็ใฝ่ฝันหมายปองกันทั้งนั้น...คงมีแต่แม่นางหวาของเราเท่านั้นที่มีวาสนาเช่นนี้!”
หวาชิงเสวี่ยตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วน“ท่านป้า วาสนานี้ข้าคงรับไว้ไม่ได้...”
ป้าฮวากวัดแกว่งผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือใบหน้ามีรอยยิ้มกว้างราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน “จะรับไม่ได้อย่างไรกัน นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากในรอบพันปีเลยนะแม่นางหวา แค่เจ้าพยักหน้ารับ เงินทองมากมายเหล่านั้นเจ้าใช้อย่างไรก็ไม่หมด...”
ป้าฮวายังพูดไม่ทันจบเสียงทุบประตูเรือนอย่างแรงก็ดังขึ้น!
จู่ๆ ป้าเหอที่ไม่รู้มายืนอยู่หน้าประตูเรือนตั้งแต่เมื่อใดหยิบไม้กวาดอันใหญ่ที่ใช้กวาดลานเรือนขึ้นมา จ้องเขม็งไปยังป้าฮวาด้วยความโกรธเกรี้ยว!
ป้าฮวาสะดุ้งโหยง ยังไม่ทันได้พูดป้าเหอก็ชี้หน้าดุด่าด้วยความโมโห “เจ้านี่เอง นังฮวาใจบาป! คิดแผนชั่วร้ายดีนักนี่!กล้าคิดจะมาจัดแจงคนในเรือนของข้ารึ!”
“มีแค่เจ้านั่นแหละที่ในใจคิดแต่เรื่องสกปรก!ใครๆ ในละแวกนี้ต่างก็รู้กันทั้งนั้น!”
“มีความคิดชั่วร้ายแบบนี้!ไม่กลัวกรรมตามสนองหรืออย่างไร!”
“ออกไปเลยนะ! ออกไปให้พ้น!”
หลังจากด่าไปหลายประโยคป้าเหอก็ควงไม้กวาดไล่ป้าฮวาออกไป!
ป้าฮวาถือว่าตนเป็นผู้มีหน้ามีตาทว่ากลับถูกป้าเหอขับไล่ออกมาโดยไม่ไว้หน้า จึงรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที!
นางชี้ไปที่ประตูเรือนแล้วตะโกนด่า“ยายแก่เสียสติ! ยายแก่ป่าเถื่อน! ข้าหวังดีจะมาเป็นแม่สื่อให้! เจ้าจะรู้เรื่องอะไร!ยายแก่หงำเหงือก!”
ป้าเหอยกไม้กวาดพุ่งเข้าใส่“เจ้าหวังดีหรือ?! เจ้าหวังดีขนาดนั้นเหตุใดไม่ส่งลูกสาวของตัวเองไปเป็นอนุภรรยาคนอื่น?!วิ่งแจ้นมาที่นี่เพื่อทำตัวน่ารังเกียจเช่นนี้หรือ?!”
“ยายแก่ม่ายผัว! ขัดวาสนาของคนอื่นระวังจะไม่ได้ตายดี!อ๊ะ! ตีคนแล้ว! จะตีคนตายแล้ว!”
ป้าฮวาตะโกนลั่น ป้าเหอก็ไม่กลัวยกไม้กวาดฟาดไปที่ตัวนาง!
“ออกไปเดี๋ยวนี้! ไปให้พ้น!”
ถึงแม้ว่าป้าฮวาจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับป้าเหอแต่ก็ไม่แข็งแรงเท่าป้าเหอที่ทำงานหนักมาตลอด นางเบี่ยงตัวหลบไปหลายครั้ง แล้วก็วิ่งหนีไปพร้อมกับเสียงด่า
ก่อนวิ่งหนีนางยังหันมามองที่ลานเรือนอย่างไม่ยอมแพ้เห็นหวาชิงเสวี่ยยืนมองด้วยสายตางุนงง และยังไม่เข้ามาช่วย จึงอดไม่ได้ที่จะด่าอยู่ในใจ‘นังหญิงโง่ คนอื่นมาทำให้เสียโอกาสแต่งงานดีๆ ยังไม่รู้ตัวอีก!’
เพราะว่าทั้งสองคนโวยวายกันเสียงดังมากจึงมีเพื่อนบ้านในละแวกนั้นออกมาดูเหตุการณ์จำนวนไม่น้อย เมื่อเห็นว่าป้าฮวาถูกไล่ออกไปเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากทั่วบริเวณ
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปพยุงป้าเหอภายในใจยังรู้สึกกังวล “ท่านไม่เป็นไรนะเจ้าคะ”
ป้าเหอโบกมือ แล้วพูดกับนางด้วยความเป็นห่วง“นังนั่นมันร้าย คนไม่รู้ตั้งเท่าไรถูกมันหลอกไปเป็นอนุหรือสาวใช้ อย่าไปหลงกลมันเชียวนะ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าตอบอย่างเขินอาย “ท่านอย่ากังวล ข้ารู้อะไรควรไม่ควรเจ้าค่ะ อีกอย่างข้าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานแม้แต่ถนนหนทางในเมืองผานสุ่ยยังรู้จักไม่หมดเลย จะแต่งงานได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
ต่อให้รู้จักทางแล้วนางก็คงไม่คิดเรื่องนี้
ล้อเล่นอะไรกัน นี่มัน...คนโบราณทั้งนั้นไม่ใช่ว่านางเหยียดคนโบราณหรอก แต่เพราะนางรู้สึกว่าหากจะแต่งงาน อีกฝ่ายก็ต้องเป็นคนที่สามารถสื่อสารอย่างลึกซึ้งได้หากแต่งงานกันไปแล้ว ต้องอยู่กันเงียบๆ ไม่มีการพูดคุย จะต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน?
อีกอย่าง หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองคงรับไม่ได้กับชีวิตแบบกุลสตรีที่ต้องอยู่แต่ในบ้านดูแลสามีและเลี้ยงลูก...
หวาชิงเสวี่ยรับไม้กวาดจากมือป้าเหอช่วยนางดันรถเข็นเข้าไปในลานเรือน
ไม่รู้ว่าผู้ใดในหมู่เพื่อนบ้านพูดติดตลกขึ้นมาตะโกนว่า “น้องหวา! แต่งงานกับเหออู่เถอะ! ของดีอย่าให้หลุดมือไปเชียวนะ ฮ่าฮ่า!”
“...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกทำตัวไม่ถูกได้แต่ก้มหน้าลงเงียบๆ
ป้าเหอทั้งโมโหทั้งคิดว่าน่าขำตะโกนด่าคนๆ นั้นด้วยรอยยิ้ม ทุกคนก็หัวเราะอย่างสนุกสนานแล้วแยกย้ายกันไป
เมื่อเข้ามาในเรือนป้าเหอกลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่สบายใจ จึงกล่าวว่า “อย่าเก็บมาใส่ใจเลย เจ้าเหออู่น่ะสมองทึบจะมีวาสนาขนาดนั้นได้อย่างไร เจ้าอยู่ที่บ้านข้าอย่างสบายใจเถอะ อย่ากลัวไปเลย”
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่านี่เป็นคำพูดถ่อมตัวตามแบบฉบับของพ่อแม่มักจะพูดว่า ‘โอ๊ย ลูกของฉันมันไม่ได้เรื่องหรอก ดื้อรั้นจะตายไป ไหนจะรู้ความเท่าลูกของเธอ...’
หากเชื่อตามนั้นจริงๆอาจจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจได้
“พี่เหอเป็นคนดีมากอายุยังน้อยแต่กลับเป็นถึงนายพันในกองทัพแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังกตัญญูต่อท่านมาก...”หวาชิงเสวี่ยพยายามสรรหาคำพูดมาชม
ในตอนนั้นเหออู่บังเอิญกลับมาพอดีพอได้ยินหวาชิงเสวี่ยชมตัวเอง หัวใจของเขาพลันเต้นแรง! ใบหน้าสีแทนแดงระเรื่อ ยืนเขินอายอยู่ที่ประตูเรือนไม่รู้จะเข้าไปหรือออกมาดี
ป้าเหอเห็นลูกชายของตนก็อดไม่ได้ที่จะบ่น “เหตุใดวันนี้เจ้าไม่อยู่บ้าน? เจ้าไม่รู้ล่ะสิยายฮวาใจบาปนั่นมาหา คงคิดจะส่งน้องหวาไปเป็นอนุตระกูลหลี่! ตระกูลหลี่นั่นเป็นที่ที่ใครจะไปก็ไปได้หรือ?บุรุษบ้านนั้นไม่มีผู้ใดดีสักคน!”
เหออู่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความโมโห“มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?!”
เขามองไปยังหวาชิงเสวี่ยถามว่า “เจ้าไม่เป็นไรนะ? ถูกกลั่นแกล้งหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหัวอธิบายว่า “ไม่เป็นไร...ข้าปฏิเสธนางไปแล้ว ท่านป้าเพิ่งกลับมาพอดี ช่วยไล่นางออกไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เกรงว่าเจ้าอันธพาลตระกูลหลี่ผู้นั้นคงจะบังเอิญไปเจอน้องหวาเข้าตอนที่ออกไปตั้งแผงขายน้ำชา”ป้าเหอมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความเป็นห่วง “เช่นนั้นช่วงนี้เจ้าก็อย่าออกไปตั้งร้านเลยข้ากลัวว่าตระกูลหลี่จะไม่ยอมรามือ”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าพวกเขากังวลมากเกินไป ได้แต่ยิ้มแห้งๆ “กลางวันแสกๆ คงไม่เป็นไรกระมัง”
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่แล้วหลังจากวันปีใหม่ระยะหนึ่งจะไม่ค่อยมีลูกค้า ดังนั้นช่วงก่อนปีใหม่นี้จึงเป็นช่วงเวลาทำเงิน
ทั้งสามคนกำลังคุยกันอยู่ในลานเรือนจู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาอีก
สตรีนางหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรามาเคาะประตูและถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ขอถามหน่อย แม่นางหวาอาศัยอยู่ที่นี่หรือไม่?ข้ามีเรื่องน่ายินดีมาบอก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ป้าเหอก็ร้อง‘หึ’ เสียงดัง กล่าวว่า “มาอีกคนแล้ว เจ้าอู่! ไล่นางออกไปเสีย!”
เหออู่ทำหน้าขรึม ชักดาบใหญ่ข้างเอวออกมาแล้วเดินไปหาสตรีนางนั้น!
“อ๊ะ...นี่...นี่...”สตรีนางนั้นเห็นเหออู่ถือดาบเดินเข้ามาอย่างดุดัน ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด!
เหออู่ยกดาบขึ้นท่าทางข่มขู่ตะคอกว่า “ยังไม่ออกไปอีก!”
“กรี๊ดดดดดด!!!”
อีกฝ่ายวิ่งหนีเตลิดไป!
เหออู่แค่นเสียงในลำคอหันกลับมาพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า “ไม่ต้องกลัว มีข้าเหออู่ พวกมันอย่าหวังจะมาฉุดคร่าสตรีไปได้!”
หวาชิงเสวี่ย “...”
จริงๆ แล้วนางอยากจะบอกว่า‘ท่านน่ากลัวกว่าอีก...’
...
ส่วนสตรีที่วิ่งหนีไปนั้นแท้จริงแล้วเป็นแม่สื่อที่มีชื่อเสียงในเมืองผานสุ่ย เดิมทีคิดว่าตนได้รับงานดีๆ เสียแล้วคิดไม่ถึงว่าจะล้มเหลวตั้งแต่เริ่ม แล้วสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้?!
นางได้สติกลับมา ทั้งรู้สึกโกรธและน้อยใจจึงรีบวิ่งไปหาจ้าวเซิงแล้วร้องไห้ระบายออกมา!
จ้าวเซิงได้ยินก็ตกตะลึง!
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้?!
“เจ้าเล่าอีกครั้งให้ละเอียดหน่อย!”จ้าวเซิงถามอย่างจริงจัง “อย่าตกหล่นรายละเอียดใดๆ เข้าใจหรือไม่?!”
แม่สื่อแทบจะร้องไห้โฮ“โอ๊ย พ่อบ้านจ้าว! ข้าพูดทุกอย่างตามความจริงนะเจ้าคะ! พอเข้าไปในเรือนก็ถูกคนถือดาบไล่ออกมาเสียแล้ว!ข้ายังไม่ทันได้ดูให้ชัดเลยว่าแม่นางหวาหน้าตาเป็นอย่างไร กลัวแทบตาย!”
จ้าวเซิงร้อนใจ “เจ้าไม่ได้บอกว่าเป็นคนจากจวนแม่ทัพส่งเจ้าไปหรือ?”
แม่สื่อปาดน้ำตา “ข้ายังไม่ทันได้พูดบุรุษผู้นั้นก็ชักดาบออกมาจะฟันข้าแล้ว! ไหนเลยจะกล้าพูดอะไรอีก! พ่อบ้านจ้าว แม่นางหวานี่เป็นผู้ใดกันแน่เหตุใดในบ้านถึงมีบุรุษร่างกายกำยำเช่นนั้น น่ากลัวเหลือเกิน!”
“ระวังคำพูดด้วย!”
แม่นางหวาเป็นคนที่ท่านแม่ทัพหมายตาหากมีข่าวลือว่านางซ่อนบุรุษไว้ในบ้านแพร่ออกไป จะทำอย่างไร?!
จ้าวเซิงทำหน้าเคร่งเครียดแสดงอำนาจของพ่อบ้านออกมา แม่สื่อผู้นั้นตัวสั่น แล้วรีบอธิบาย “ข้าเห็นบุรุษผู้นั้นฟังคำสั่งของสตรีในบ้านคงจะเป็นลูกชายของนาง... แม่นางหวาอาศัยอยู่ที่นั่น เกรงว่าคงจะไม่ค่อยสะดวกกระมัง”
จ้าวเซิงทำหน้าบึ้งเดินไปเดินมาในห้องสองรอบ สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวว่า “เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปรายงานท่านแม่ทัพ”
จ้าวเซิงเร่งฝีเท้าเดินไปยังลานฝึกซ้อมด้านหลังอย่างรีบร้อน
ฟู่ถิงเย่กำลังระบายพลังงานส่วนเกินอยู่ในลานฝึกซ้อม
เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังบ้าคลั่ง
หลายวันมานี้พอหลับตาลงก็คิดถึงแต่ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ย...
เดี๋ยวก็เป็นภาพที่คอเรียวเล็กของนางถูกเคราของเขาตำจนเป็นรอยแดงๆเดี๋ยวก็เป็นเสียงหวานกระซิบแผ่วเบาข้างหูเขา...
ฟู่ถิงเย่หายใจถี่ขึ้นท่วงท่าในมือก็ยิ่งเร็วขึ้น!
น่าตายนัก!
หากไม่รีบแต่งนางเข้าบ้านเขาต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ !
โครม!
หุ่นไม้ที่ใช้ฝึกซ้อมถูกฟันจนขาด!ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น
ฟู่ถิงเย่มองอาวุธในมือเห็นว่าคมดาบมีรอยบิ่นอีกแล้ว
เขาโยนอาวุธในมือทิ้งด้วยความหงุดหงิดรู้สึกว่าความร้อนรุ่มในใจไม่มีที่ให้ระบาย เหลือบไปเห็นจ้าวเซิงยืนตัวสั่นเทาอยู่ไม่ไกลฟู่ถิงเย่จึงเดินตรงเข้าไปหา
“นางตอบว่าอย่างไร?”เขาถามตรงประเด็น
จ้าวเซิงมองหุ่นไม้ที่เต็มไปด้วยรอยดาบรู้สึกเสียววาบไปทั้งหลัง บาดแผลจากการถูกโบยสี่สิบไม้คราวก่อนยังไม่หายดีเลย!
“เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น...”จ้าวเซิงตอบเสียงค่อย
“เรื่องไม่คาดฝัน?”ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้ว มองจ้าวเซิงด้วยสายตาอันคมกริบ
“แม่สื่อไปที่บ้านตระกูลเหอดูเหมือนจะมีเรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อย...ลูกชายของบ้านนั้น ไม่ถามที่มาที่ไปก็ไล่แม่สื่อออกมาเสียแล้ว”
ฟู่ถิงเย่พูดอย่างไม่สบอารมณ์“ในเมื่อเข้าใจผิด เหตุใดเจ้ายังมัวยืนอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบไปอธิบายให้ชัดเจนอีก!”
จ้าวเซิงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยคิดว่า...ควรจะตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนหรือไม่ขอรับ?”
“ตรวจสอบอะไร?”
“หากแม่นางหวากับลูกชายบ้านตระกูลเหอรักใคร่ชอบพอกันอยู่แล้วท่านรีบร้อนไปสู่ขอนาง เกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านแม่ทัพเสียหาย...” นั่นไม่ต่างอะไรกับการถูกสวมหมวกเขียวไปแล้วครึ่งใบเลยนะขอรับ!
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็มืดครึ้ม
ผ่านไปสักพัก เขาพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น“ข้าจะกลับค่ายในอีกสองวัน อย่างช้าที่สุดวันมะรืนนี้ ข้าต้องรู้คำตอบของนาง!”