บทที่124
จุดประสงค์และแรงจูงใจ
ใบหน้าของเสี่ยวหม่าที่กำลังโดนตึงอยู่บนแผ่นไม้ดวงตาของมันในตอนนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงเกี่ยวกับสิ่งที่มันได้ยินมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันไม่รู้เลยสักนิดว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้านั้นรู้ได้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไป๋เฟิ่งไม่ต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงแค่นางใช้ดวงตาของตนเองมองดูใบหน้าของมันในตอนนี้มันก็ทำให้นางนั้นรู้ได้ในทันทีแล้วว่าคำตอบที่นางพูดออกไปนั้นถูกหรือผิด
ไป๋เฟิ่งแปรงใบหน้าเย็นชาของตนเองและก็กล่าวอธิบายออกไป“ เจ้าคงจะไม่รู้สินะว่าตัวของข้ารู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ”
“ อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่าสืบมาสักพักใหญ่ๆแล้วเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นลองนำเอาเรื่องราวทุกอย่างมาผนวกเข้าหากันนั่นเองก็ทำให้ข้าน่ะรู้ได้ ”
“ จริงสิในปีนั้นตอนที่ท่านพ่อไปปราบปรามกลุ่มกบฏที่เจ้านั้นเป็นหนึ่งในแกนนำข้าเองก็พบรายชื่อว่าภายในนั้นมีคนผู้นึงอยู่ด้วยโดยหนึ่งในขุนพลที่อยู่ภายในการสู้ศึกในครั้งนั้นมีผู้นำตระกูลโม่คนปัจจุบันที่ตอนนี้เลื่อนตำแหน่งกลายเป็นขุนนางชั้นสองอยู่ด้วย”
“ เลยพอจะคาดเดาได้ว่าการที่เจ้ารอดชีวิตมาจากสงครามในครั้งนั้นได้น่าจะเป็นเพราะว่าการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของคนผู้นี้มันก็เลยทำให้รู้ว่าการที่เจ้าลงมือบางทีก็อาจจะเป็นคำสั่งของคนพวกนั้นอีกทั้งข้าเองก็ได้เสริมเกี่ยวกับเรื่องราวและจุดประสงค์รวมไปถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้น”
“ ซึ่งทำให้รู้ว่าตระกูลโม่ตั้งแต่ในสมัยก่อนมีความเชื่อภายในตระกูลที่สืบทอดต่อกันมาแม้ว่าจะเป็นเรื่องลับๆในตระกูลแต่ก็พอจะได้ยินผ่านหูมาบ้างภายในกลุ่มของพวกขุนนางด้วยกันเอง”
“ คนพวกนั้นมีความเชื่อว่าถ้าตนเองอยากจะได้บุตรจำเป็นจะต้องสังเวยเด็กผู้หญิงที่มีอายุเราราวๆประมาณช่วงสิบปีมันเป็นความเชื่อของตระกูลนั้นมาตั้งนานแล้วและจากการที่มองดูตอนนี้ผู้นำของตระกูลโม่ก็มีอายุไม่ใช่น้อยแต่ก็ยังไม่มีบุตรที่สืบทอดตระกูลบางทีจึงทำการนำเอาวิธีโบราณนี้มาใช้ ”
“ ข้าพูดถูกหรือไม่ ”ไป๋เฟิ่งอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นออกมาพร้อมกับใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่อีกฝ่ายเรากลับล่วงรู้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างทะลุปรุโปร่ง
ผู้ที่อยู่ด้านหน้าเมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างของมันเบิกกว้างขึ้นตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันนั้นรู้สึกประหลาดใจกับคนที่อยู่ด้านหน้าของมันดวงตาทั้งสองข้างของมันเบิกกว้างขึ้นอย่างตกตะลึง
“ ที่แท้เจ้าก็รู้มาโดยตลอดแล้วเหตุใดกองทัพจึงยังไม่เคลื่อนไหวทั้งที่รู้ข้อมูลมากขนาดนั้นแล้วแท้ๆ!!!” มันนั้นสงสัยเหตุใดกองทัพของนางถึงไม่เคลื่อนไหวการที่รู้ความจริงขนาดนั้นแล้วน่าจะลงมือได้อย่างง่ายดายและแท้
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉย“ มันเป็นเพราะว่าข้าอยากจะได้คนที่อยู่เบื้องหลังมากกว่านั้นยังไงล่ะ ”
“ ว่าอย่างไรนะ? ”
“ ในครั้งนี้ที่ตระกูลโม่กระทำเช่นนี้บางทีมันเองก็อาจจะมีคนที่คอยยุแยงอยู่ด้านหลังก็ได้คนที่มีอำนาจมากกว่านั้นการที่จะลงมือสักครั้งหนึ่งข้าต้องมั่นใจว่ากระบี่ของข้าที่เหวี่ยงออกไปแล้วจะตัดศีรษะของศัตรูได้มากกว่าคนเดียว”ไป๋เฟิ่งในขณะที่พูดออกมาด้วยประโยคนั้นดวงตาของนางอยู่ๆก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นดวงตาที่น่ากลัวชั่วขณะ
ผู้ที่อยู่ด้านหน้ารู้ได้ในทันทีเลยว่ามันประเมินสตรีที่อยู่เบื้องหน้าของตนเองต่ำเกินไปผู้ที่อยู่ด้านหน้าของมันในตอนนี้มีบางอย่างที่แตกต่างจากสตรีธรรมดาทั่วไป
….
หลังจากที่พูดคุยกับผู้ที่จับตัวมาได้เรียบร้อยแล้วไป๋เฟิ่งทำการเดินตรงขึ้นมาบริเวณด้านบนโดยบริเวณจุดนั้นที่คุมขังร่างของคนผู้นั้นอยู่มันเป็นบริเวณคุกใต้ดินของที่ว่าการอำเภอ
เขาได้เดินขึ้นมาเมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนชิงมู่หนึ่งในแม่ทัพผู้ที่ติดตามยืนรออยู่บริเวณด้านบนก่อนแล้ว
นางหันใบหน้าของตัวเองไปหาคนผู้นั้นก่อนที่จะกล่าวขึ้นมา“ ปล่อยข่าวออกไปว่าคนที่จับมาได้พวกเราจับมันเอาไปไว้ที่คุกหลวงภายในวัง ”
“ เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ทัพข้าจะทำทุกอย่างอย่างที่ท่านสั่งจะทำการขนขบวนนักโทษเข้าไปบริเวณด้านในเมืองเพื่อตบตาคนพวกนั้น ”ชิงมู่ขานรับคำสั่งอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่จริงจัง
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปอันที่จริงแล้วนางจะขังคนผู้นี้เอาไว้ภายในนี้แต่ว่าจะปล่อยเขาไปว่าคนพวกนี้ถูกจับตัวเอาไว้ภายในคุกหลวงเพื่อให้คนพวกนั้นลงมาอีกครั้ง
หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการแสดงละครตบตาขบวนขนนักโทษขนาดใหญ่ได้วิ่งตรงออกจากที่ว่าการอำเภอมุ่งตรงเข้าไปภายในเขตวังหลวงตามคำสั่งเพื่อนำตัวนักโทษสำคัญไปขังเอาไว้ภายในคุกหลวง
นั่นคือสิ่งที่ผู้คนนั้นมองเห็นกับตาของตนเองเพียงแค่สายตาของผู้คนมองเห็นไม่พอเขานั้นใช้สายขาวของตัวเองที่แฝงตัวอยู่ทั่วทั้งเมืองในการกระจายขาวให้ผู้คนในได้ล่วงรู้มากขึ้นว่าตอนนี้ตัวของนักโทษถูกจับกุมตัวอยู่ภายในคุกหลวง
หลังจากที่การแสดงละครนั้นเริ่มขึ้นตอนนี้ไป๋เฟิ่งยังคงอยู่ภายในที่ว่าการอำเภอหลังจากที่จัดแจงเกี่ยวกับเรื่องต่างๆภายในสถานที่แห่งนี้เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนผู้นั้นเสร็จแล้วตั้งใจจะเดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น
ขนาดที่เดินตรงออกมาและผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ภายในที่ว่าการอำเภอพบเจอขุนนางผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาตนเอง
ขุนนางผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหานางแล้วก็มาหยุดอยู่บริเวณด้านหน้ามันทำการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันก้มคารวะแม่ทัพใหญ่ “คารวะท่านแม่ทัพใหญ่!!! ”
ไป๋เฟิ่งดวงตาของตนเองมองตรงไปที่คนผู้นั้นมองเห็นว่าเป็นขุนนางผู้หนึ่งที่มีช่วงวัยอยู่เราราวๆสักประมาณ40 ปีเป็นชายที่มีร่างกายสูงดูดีมีผิวสีเข้มเล็กน้อยสวมใส่ชุดขุนนางสีน้ำเงินหมวกทรงสูงแสดงท่าทางนอบน้อมแม้ว่านางนั้นจะเป็นผู้เยาว์
“ มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ? ”
“ คือว่าเมื่อประมาณตอนเช้าท่านหมอที่เคยมาตรวจศพกับท่านก่อนหน้านี้ได้เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้และก็ขอข้อมูลบางอย่างไปไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพเป็นคนให้เขานั้นมาเอาหรือไม่?” ขุนนางผู้ที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่จริงจัง
เมื่อนางได้ยินเช่นนั้นก็หันใบหน้าของตนเองไปขมวดคิ้วเล็กน้อย“ หมายความว่าอย่างไร? ลู่หยางเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือแล้วนำข้อมูลอันใดไป”
ขุนนางผู้นั้นใช้มือของตนเองล้วงเข้าไปภายในแขนเสื้อก่อนที่จะนำกระดาษบางอย่างออกมาส่งให้กับท่านแม่ทัพที่อยู่ด้านหน้า“ เขาทำการขอข้อมูลพื้นฐานภายในเขตเมืองหลวงและก็เขตบริเวณชานเมืองรอบๆ ”
“ ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับยังขอให้ข้าบอกอีกด้วยว่าส่วนไหนเป็นเขตของตระกูลใหญ่ๆข้าเองเห็นว่าเป็นท่านหมอที่เคยมากับท่านแม่ทัพเลยไม่กล้าขัดเลยทำการบอกเขาไป ”
ไป๋เฟิ่งได้ยินคำอธิบายเช่นนั้นก็แสดงใบหน้าที่จริงจังมากขึ้นนำแผ่นกระดาษภายในมือของตนเองมาเปิดดูมันเป็นเหมือนกับชื่อสถานที่ที่บอกว่าตระกูลใดถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนใดเอาไว้บ้าง
นางใช้ดวงตาของตนเองต้องมองรายชื่อภายในนั้นด้วยความจริงจังก่อนที่จะเอ่ยออกมา“ อย่าบอกเรื่องนี้กับผู้ใดเก็บไว้เป็นความลับค่าจัดการเอง ”
หลังจากที่พูดจบนางก็พับกระดาษภายในมือของตนเองจากนั้นก็เก็บมันเข้าไปภายในเสื้อ
ขุนนางที่อยู่เบื้องหน้าพยักหน้าตอบรับก้มศีรษะของตนเองอย่างนอบน้อม“ เข้าใจแล้วขอรับ… ”
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่สนทนากับขุนนางผู้นั้นจะเสร็จรีบรุดหน้าออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็วพวกทหารที่ลอยอยู่บริเวณด้านหน้าเมื่อเห็นท่านแม่ทัพเดินออกมาอย่างรวดเร็วพวกมันก็ประหลาดใจเล็กน้อย
ไป๋เฟิ่งเสื้อมาถึงก็ไม่พูดจากับผู้ใดกระโดดขึ้นบนหลังม้าของตนเองและก็สั่งการกับพวกที่อยู่บริเวณด้านหลัง“ พวกเจ้าเดินทางกลับไปที่กองทัพก่อน ”
พูดจบก็ไม่รอคำตอบรับนางควบม้าออกไปอย่างรวดเร็วพุ่งตรงหายไปภายในกลุ่มคนทำให้พวกทหารที่ยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าได้แต่แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงบางคนถึงกับยกมือขึ้นมาเกาศีรษะของตนเอง
พวกมันรู้สึกว่าในช่วงเวลานี้ท่านแม่ทัพสามารถคาดเดาได้ยากยิ่งนัก
..
ในขณะเดียวกันช่วงประมาณยามบ่ายของวันลู่หยางเดินทางมาที่สถานที่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณเขตนอกเมืองหลวง
เขาถือแผ่นกระดาษภายในมือที่เป็นแผ่นกระดาษแบบเดียวกับที่ไป๋เฟิ่งไม่รับกับขุนนางผู้นั้นก่อนหน้านี้เขาใช้ดวงตาของตนเองมองดูชื่อสถานที่ภายในแผ่นกระดาษแผ่นนั้นและก็มองดูป้ายที่อยู่บริเวณด้านหน้ามองเห็นว่ามันตรงกัน
ป้ายที่อยู่บริเวณด้านหน้าถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าโรงเลี้ยงม้าตระกูลโม่
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีครามร่างกายสูงสง่าดูดีสะพายกล่องไม้บริเวณด้านหลังมาหยุดยืนอยู่บริเวณด้านหน้าโรงเลี้ยงม้าขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางที่ตั้งอยู่บริเวณเขตชานเมือง
“ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่ที่ห้าแล้ว แล้วนี่มีผู้ใดอยู่บ้าง ”เขาพูดพึมพำกับตนเองพร้อมกับชะโงกใบหน้าเข้าไปมองบริเวณพื้นที่ที่กว้างขวางด้านในมองดูว่ามีผู้ใดอยู่ภายในบริเวณนี้หรือไม่
แต่ในขณะที่กำลังชะโงกใบหน้ามองดูเข้าไปด้านในอยู่นั้นมือหนึ่งเชื่อมมาบริเวณด้านหลังของเขาเคลื่อนที่เข้ามาอย่างช้าๆก่อนที่จะมาสัมผัสลงที่บริเวณหัวไหล่
ลู่หยางเมื่อโดนมือนั้นสัมผัสเข้าที่บริเวณหัวไหล่ของตนเองร่างกายของเขาแข็งทื่อดวงตาค่อยๆปรายไปมองบริเวณด้านหลัง
สัมผัสของฝ่ามือดูใหญ่เป็นพิเศษไม่เพียงเท่านั้นฝ่ามือนี้ยังหยาบกระด้างไม่ใช่ฝ่ามือของสตรีเมื่อเขาหันไปมองมองเห็นร่างเงาสูงใหญ่ของคนผู้หนึ่งยืนอยู่บริเวณด้านหลังของเขา
“ หื้ม? ”
จบบท