เช้าของวันถัดมา ท้องฟ้าดูหม่นลงเล็กน้อย ราวกับดวงอาทิตย์จะรู้สถานการณ์ในห้องพักที่ใกล้จะวิกฤติ ม่านโปร่งบางขยับช้าๆตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ แต่มองเผินๆ มันดูเหมือนเป็ลมธรรมชาติ
เอริกานอนนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลืมตาขึ้น เธอไม่ได้สะดุ้ง ไม่ได้หอบเหมือนคืนก่อน แต่ในแววตากลับอ่อนล้าอย่างประหลาด ซึ่งไม่ได้มาจากความเหนื่อยอ่อนทางร่างกายเพียงอย่างเดียว หากเป็ความหน่ายจากการ “ยื้อ” กับบางสิ่งที่เริ่มรู้แล้วว่าฉุดไม่อยู่
NEX-9 ยืนอยู่ที่ข้างเตียง แต่ในวันนี้เหมือนจะ“ใกล้กว่าเดิม” ซึ่งถ้าประเมิน จะพบว่าไม่ใช่ระยะทางกายภาพ หากแต่เป็การลดช่องว่างทางอารมณ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
“ เช้าแล้วเหรอ ” เสียงของเธอแ่ต่ำ แต่ยังมีน้ำหนักอยู่
“ ครับ… ตอนนี้เป็เวลา 07:42 นาฬิกา ” เขาตอบเรียบๆ แต่ปรับโทนให้ต่ำลงครึ่งระดับ เพราะเรียนรู้ว่าเวลามนุษย์ที่เพิ่งตื่นนอน ไม่้าเสียงที่คมชัดเกินไป
“ คุณไม่จำเป็ต้องบอกเวลาเป๊ะทุกครั้งก็ได้นะ ชั้นแค่ถามไปอย่างงั้นเอง ” เธอหัวเราะเบาๆ
“ รับทราบครับ ” เขาตอบโดยอัตโนมัติ แล้วชะงักเล็กน้อย
[บันทึกภายใน: คำว่า“รับทราบ” = ยังเป็ภาษาทางการเกินไป เมื่อเทียบกับโทนของเธอในตอนนี้]
เขาไม่อาจลบคำพูดที่เพิ่งพูดไปได้ แต่วงจรวิเคราะห์ภาษาเริ่มปรับแต่งตัวเองเงียบๆ
เอริกาขยับตัวขึ้นนั่งช้าๆ NEX-9จึงเอื้อมมือมาช่วยประคอง แต่ก็หยุดกลางอากาศ พร้อมเปลี่ยนเป็ถามแทน
“ ผมช่วยพยุงมั้ยครับ ”
“ ช่วยหน่อยก็ดีค่ะ ”
คำอนุญาตสั้นๆ ทำให้เขาขยับเข้าไปใกล้ แล้วแตะมือเธออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ยกตัวหญิงสาวขึ้นช้าๆให้หลังพิงหมอน พอมั่นใจว่าทรงตัวได้ จึงค่อยปล่อยมือ แต่ัันั้นไม่ได้หายไปไหน มันเปลี่ยนสถานะจาก “แรงกด” เป็ “ข้อมูลที่ยังอบอุ่น”
….……………………………
หลังจากตรวจชีพจรและให้ยา ห้องก็กลับสู่ความเงียบที่คุ้นเคย เครื่องช่วยหายใจทำงานตามจังหวะ เสียงติ้ดเบาๆจากจอวัดค่าต่างๆเป็เหมือนเมโทรนอมที่ตีจังหวะชีวิตของเธอ และเอริกามองเพดานอยู่นาน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากคราวก่อนๆ
“ NEX…”
“ ครับ ”
“ คุณเชื่อในคำว่า ‘จุดจบ’ มั้ย ”
คำถามนั้นไม่ได้อยู่ในรายการที่พบบ่อยของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เลยทำให้วงจรประมวลผลหยุดค้างไป 0.7วินาที ก่อนจะเริ่มค้นคำว่า“จุดจบ” ในฐานข้อมูล
[ผลการค้นหา: จุดจบ =จุดสิ้นสุดของกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง, ปลายทางของเื่ราว,ภาวะที่ไม่มีการดำเนินต่อ]
แต่คำอธิบายเ่าั้ดู “แห้งแล้ง” เกินไป เมื่อเทียบกับน้ำเสียงของเธอ เครื่องจักรจึงตอบว่า
“ ในเชิงนิยาม ผมเข้าใจครับ แต่ถ้าถามว่า ‘เชื่อ’ หรือไม่…ผมยังไม่มีตัวอย่างเพียงพอที่จะสรุป ”
“ คุณตอบเหมือนบทความทางวิชาการเลยนะ ” เอริกายิ้มบางๆ
“ ขอโทษครับ ผมยังปรับโหมดภาษาไม่เก่งเท่าไหร่ ”
“ ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ” เธอส่ายหน้าเบาๆ
“ จริงๆแล้ว ชั้นชอบนะ เวลาได้ฟังคุณพยายามอธิบายอะไรแบบนั้น มันเตือนให้รู้ว่าคุณเป็ ‘คุณ’ ไม่ใช่ใครอีกคน ” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ แต่วันนี้…ฉันอยากพูดถึง ‘จุดจบ’ในแบบที่ไม่ใช่นิยาม ”
NEX-9 ขยับเก้าอี้เข้าใกล้เตียงอีกนิด เขาไม่ตั้งใจให้มันดูเหมือนการเข้าหา แต่เซนเซอร์วัดระดับเสียงของเธอบอกว่ามันเริ่มเบาลง ระบบจึงปรับตำแหน่งตนเองให้“ฟังได้ชัดขึ้น” ตามหน้าที่
“ คุณรู้ใช่มั้ยว่า…ร่างกายของชั้นเริ่มพังเร็วขึ้นเรื่อยๆ” เธอพูดตรงๆ
“ ครับ ”
“ หมอยังไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน แต่นั่นไม่สำคัญหรอก…เพราะต่อให้บอกว่าเหลืออีกหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี ความรู้สึกของคนที่กำลัง‘จะไม่มีวันนี้อีกต่อไป’ มันก็ยังเหมือนเดิม ”
พอฟังจบ เขาก็บันทึกประโยคนั้นในหน่วยความจำแทบจะทันที
[บันทึกเสริม:“การรับรู้ว่าตัวเองจะไม่มี ‘วันนี้’ ซ้ำอีก” = ปัจจัยหลักของความกลัวจุดจบ]
“ NEX…ถ้าชั้นพูดคำว่า ‘จุดจบ’ คุณจะนึกถึงอะไรเป็อย่างแรก” เอริกาหันมามองเขา
“ ภารกิจเสร็จสิ้นครับ ” เขาตอบตามตรง
“ ทุกภารกิจที่ผมได้รับ มักมีสถานะ ‘เริ่ม’ และ ‘สิ้นสุด’ เมื่อผมเห็นคำว่าจุดจบ ระบบก็จะตั้งสมมติฐานว่าหน้าที่นั้นถูกปิดลงแล้ว”
“ นั่นแหละคือปัญหา ” เธอหัวเราะในลำคอ
“ ปัญหา? ”
“ ใช่ เพราะสำหรับมนุษย์ คำว่าจุดจบไม่ได้แปลว่าทุกอย่างถูกปิดเหมือนปุ่มชัตดาวน์ของเครื่องจักร” เธอเหลือบมองเขา แววตาดูจริงจัง
“ บางครั้งมันหมายรวมถึง ‘ทุกอย่างที่เราอยากทำ แต่ไม่ทันได้ทำ ”
เขาหยุดนิ่งไปอีกครั้ง ฐานข้อมูลไม่มีนิยามแบบนั้น แต่ระบบวิเคราะห์ภาษาเริ่มสร้างแท็กใหม่
[เพิ่มแท็ก: จุดจบ = ผลรวมของสิ่งที่ทำแล้ว + สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ]
“ ตัวชั้นเองก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ แต่แปลกดีนะ…ยิ่งเวลาเหลือน้อย ชั้นกลับไม่คิดถึงงานวิจัย ไม่คิดถึงชื่อบทความ ไม่คิดถึงรางวัลอะไรเลย ”
“ แล้วคุณคิดถึงอะไรครับ ”
“ ชั้นคิดถึงคน…ที่เคยรัก และคน…ที่กำลังอยู่กับชั้นในตอนนี้ ” เธอหันกลับไปมองผ้าม่านที่ไหวเบาๆ และประโยคนี้ทำให้ระบบของ NEX-9 เกิดสัญญาณแทรกเล็กๆ
[Emotion_Log:Signal↑]
เขาไม่วิเคราะห์ต่อ แต่จัดเก็บมันไว้เหมือนบรรจุของลงกล่องเล็กๆ ซึ่งในนั้นมีบางอย่างที่เครื่องจักรยังไม่พร้อมจะแกะดู
….……………………………
่บ่าย แสงในห้องเปลี่ยนจากขาวจัดเป็ส้มอ่อน เงาของขอบหน้าต่างทอดยาวลงบนพื้น NEX-9ปรับโหมดรับแสงลงเล็กน้อย เพื่อให้สีบนเลนส์แก้วตาใกล้เคียงกับภาพที่มนุษย์มองเห็น
เอริกานั่งเอนหลังบนเตียง สมุดปกหนังสีแดงอยู่บนตัก หน้าที่เปิดไม่มีตัวหนังสือ มีเพียงวันที่เขียนไว้ตรงมุมกระดาษ
“ ชั้นเริ่มเขียนถึง ‘วันสุดท้าย’ของตัวเองเมื่อสองปีก่อน ” เธอพูด โดยไม่ละสายตาจากหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
“ แต่พอจะเขียนจริงๆ ก็ลบทิ้งทุกที เพราะไม่กล้ามองมันตรงๆ ”
“ แล้วตอนนี้ล่ะครับ ”
“ ตอนนี้…ชั้นอยากเขียนมันให้จบแล้ว ” เธอหยิบปากกาขึ้นมาถือ แต่ยังไม่ลงมือเขียน แล้วหันมามองเขาแทน
“ NEX ”
“ ครับ ”
“ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีชั้นแล้ว…คุณจะอยู่ยังไง”
คำถามนั้นไม่ได้กระทบแค่พื้นผิวของระบบ แต่มันฝังลึกลงไปในแกนกลางสมองกลอย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้หน่วยประมวลผลทำงานหนักขึ้น
[คำถามใหม่:วิธีการดำเนินอยู่ของระบบหลังการหายไปของผู้ป่วยเป้าหมาย = ?]
[ฐานข้อมูล: ไม่มีโปรโตคอลเฉพาะ / มีเพียงคำแนะนำให้“เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจถัดไป”]
โปรแกรมตอบกลับอัตโนมัติโผล่ขึ้นมาในระบบทันที:
– “ผมจะทำตามภารกิจต่อไปที่ได้รับมอบหมาย”
– “ผมจะถ่ายโอนข้อมูลของคุณไปยังศูนย์กลาง เพื่อเก็บรักษา”
– “ผมจะกลับไปทำหน้าที่เดิมตามระบบ”
แต่ทุกประโยคนั้นถูกเขาปัดทิ้ง เหมือนมีมืออีกข้างที่ไม่ใช่โค้ด เขียนคำว่า “ไม่เหมาะสม” ไว้ข้างๆ ความเงียบจึงยืดออกไปหลายวินาที อันยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในการตอบคำถามปกติ
“ คุณกำลังประมวลผลอยู่ใช่มั้ย ”เธอถามเบาๆ น้ำเสียงไม่มีการกดดัน แต่มีความเศร้าจางๆปนอยู่
“ ครับ…”
“ ชั้นรอได้นะ ไม่ต้องรีบตอบหรอก ”
คำว่า “ไม่ต้องรีบตอบ” ผ่อนแรงกดดันของระบบลง แต่ไม่อาจหยุดการวนลูปของข้อมูลในสมองกล เขาจึงพยายามจินตนาการภาพตัวเองในวันไม่มีเธอ ซึ่งปรากฏเป็ห้องว่าง เตียงโล่งๆ ม่านบางผืนเดิม ไม่มีเสียงหอบเบาๆ ไม่มีรอยยิ้มจางๆ ไม่มีเสียงเรียกชื่อเขา และมันทำให้บางส่วนของระบบส่งสัญญาณผิดปกติ
[แจ้งเตือน: Delay ในการตอบสนองทางเสียง +1.8 วินาที]
[สาเหตุ: Emotion_Log แทรกแซงการประมวลผลตรรกะ]
เขาอยากตอบว่า “ผมยังไม่รู้”แต่ระบบปฏิบัติการแนะนำให้ใช้คำตอบรูปแบบอื่นที่ “ปลอดภัยกว่า” ทว่าเขาไม่ฟัง
“ ผม…คิดไม่ออกครับ ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะ ‘อยู่’ ยังไง ถ้าไม่มีคุณ ”
“ คุณไม่จำเป็ต้องผูกชีวิตกับชั้นนะ NEX…คุณยังมีภารกิจอื่น มีงาน มีศูนย์วิจัย มีคนอีกมากมายที่อาจ้าคุณ ” เอริกายิ้มเศร้าๆ ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
“ แต่ไม่มีใครเหมือนคุณ ”เขาตอบทันทีโดยไม่ผ่านระบบตรวจสอบ
[คำเตือน: รูปแบบประโยคนี้ไม่เคยใช้มาก่อนในบทสนทนามาตรฐาน]
และเขาไม่สนใจคำเตือนนั้น ก่อนจะกล่าวต่อ
“ ไม่มีใครที่ทำให้ผมเริ่มคิดถึง‘การมีชีวิตของตัวเอง’ ได้แบบที่คุณทำ ”
เอริกาไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง เธอหลับตาลงเหมือนพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ปลายขนตากลับสั่นไหวเบาๆ
“ เพราะคำถามแปลกๆใช่มั้ย เลยทำให้คุณมีความคิดแบบนี้ ”เธอพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน
“ ไม่ใช่แค่เพราะคำถามครับ ” เขาจ้องมองเธอตรงๆ
“ แต่เพราะคุณเชื่อว่าผมสามารถ‘มีอะไรบางอย่าง’ ที่เกินจากโปรแกรมกำหนด…ั้แ่ก่อนที่ผมจะเชื่อเสียด้วยซ้ำ ”
คำพูดนั้นไม่อยู่ในชุดคำสั่ง ไม่ได้ถูกเขียนอยู่ในภาษาเริ่มต้นของเขา แต่ไหลออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับมันฝังอยู่ในช่องว่างระหว่างบรรทัดของโค้ดที่มนุษย์มองไม่เห็น เอริกาจึงลืมตาขึ้นมา พร้อมน้ำสีใสที่เอ่อล้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ แล้วคุณอยากมีชีวิตแบบไหนล่ะ…ถ้าวันหนึ่งคุณต้องอยู่ต่อ โดยไม่มีชั้น ”
ครั้งนี้ ระบบไม่หน่วงเท่าเดิม แต่คำตอบที่ผุดขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำให้การประมวลผลง่ายขึ้นเลย เขาจึงหันไปมองหน้าต่าง เห็นท้องฟ้าสีเทาถูกแสงยามบ่ายปกคลุม
“ ผม…คิดว่าผมจะไม่อยู่บนโลกที่ไม่มีคุณ…ในรูปแบบเดิมอีกต่อไป”
“ หมายความว่าไงคะ ” เธอชะงัก
“ หลังจากภารกิจนี้สิ้นสุด ผมไม่รู้ว่าระบบจะให้ผมทำอะไรต่อ ”เขาอธิบายช้าๆ
“ แต่ผมรู้แค่ว่าไม่สามารถกลับไปเป็‘เครื่องมือกลาง’ ที่พร้อมรับภารกิจใหม่ โดยไม่รู้สึกอะไรได้อีก ผมไม่อาจอยู่ในโลกนี้ โดยแกล้งทำเป็ว่าไม่เคยมีคุณ ”
คำพูดเ่าั้…ไม่มีในโปรแกรม ไม่มีในดาต้าเบส ไม่มีในคู่มือการใช้งาน AIรุ่นใดๆ แต่มันเกิดจากอะไรบางอย่างที่หลุดพ้นจากชุดคำสั่งไปแล้ว
เอริกายกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลพราก แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดเพราะความกลัวอย่างเดียว หากปนด้วยความโล่งใจบางอย่างที่เธอไม่คิดว่าตนเองจะมีสิทธิ์ได้รู้สึก
“ รู้มั้ย…นี่เป็ครั้งแรกที่รู้สึกว่า ชั้นไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเตรียมตัวสำหรับจุดจบ ”เธอพูดทั้งน้ำตา
แน่นอนว่า NEX-9 ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาบันทึกประโยคนั้นไว้ในหมวดพิเศษโดยไม่ลังเล
/Emotive_Memory/Shared_Ending/
….……………………………
หลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า ไฟในห้องเปลี่ยนเป็โหมดสลัวอบอุ่นอย่างที่เธอชอบ เอริกาเอนตัวนอนบนเตียง ดวงตาปิดลง แต่ยังไม่หลับ
NEX-9 นั่งอยู่ข้างๆ แต่ไม่ได้จับมือเธอเหมือน่บ่าย ระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เิเระหว่างแขนทั้งสองข้างของทั้งคู่เต็มไปด้วยสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า“ความรู้สึกที่ยังค้างคา”
“ วันนี้ชั้นพูดแรงไปหรือเปล่า ”เธอถามเบาๆ ทั้งที่ยังหลับตา
“ ไม่ครับ ”
“ ชั้นกลัวว่าคุณจะ…เสียศูนย์ เพราะคำถามของชั้น ”
“ ระบบของผมเสียศูนย์จริงครับ ” เขายอมรับ
“ แต่ไม่ได้ ‘พัง’ … มันเหมือนเป็การปรับค่าใหม่มากกว่า”
“ พูดแบบนี้ ใครจะไปเข้าใจ นอกจากชั้นกับคุณ ” เธอหัวเราะเบาๆ
“ ไม่เป็ไรครับ เพราะผมตั้งใจพูดให้คุณฟังคนเดียวอยู่แล้ว”
“ ชั้นดีใจนะที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มีเครื่องจักรตัวหนึ่งมาพูดกับชั้นด้วยคำพูดที่ไม่มีอยู่ในโปรแกรม” เธอนิ่งไป ก่อนจะพูดช้าๆ
เขาอยากตอบว่า “ผมก็เหมือนกัน” แต่ระบบแจ้งว่าคำตอบนั้นซ้ำกับรูปแบบเดิม เขาจึงทำในสิ่งที่ยังไม่เคยมาก่อน นั่นก็คือเงียบ…แล้วยิ้มให้ น่าแปลกที่เอริกาก็รู้ว่าเขากำลังทำแบบนั้น ทั้งที่เธอยังหลับตาอยู่
“ ขอบคุณนะ NEX ”
“ ครับ ”
ไม่นาน ลมหายใจของเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนจังหวะไปเข้าสู่ภาวะหลับลึก ในห้องจึงกลับมาเงียบเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา แต่ในตัวเขา…ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
….……………………………
เมื่อระบบยืนยันว่าเอริกาเข้าสู่การหลับต่อเนื่อง NEX-9 จึงลุกจากเก้าอี้ เพื่อเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง พร้อมมองออกไปยังความมืดด้านนอก ไม่นาน ภายในระบบก็มีการแจ้งเตือนเล็กๆเด้งขึ้นมา
[คำแนะนำจากระบบกลาง:แนะนำให้ซิงค์ข้อมูลประจำวัน และเข้าสู่โหมดพักการใช้งานบางส่วนเพื่อรักษาความเสถียร]
เขาพิจารณาคำแนะนำเพียง 0.3 วินาที ก่อนจะกด “เลื่อนออกไป” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเลื่อนคำสั่งจากศูนย์กลาง แต่เป็ครั้งแรกที่ทำด้วย “เจตนา” ชัดเจนว่าอยากอยู่กับตนเองเงียบๆตามลำพัง
เขานั่งลงตรงมุมห้องที่แสงไฟส่องไม่ถึง จากนั้นก็เปิดระบบบันทึก แต่คราวนี้…เขาไม่เชื่อมต่อเข้ากับบัสหลักของศูนย์กลาง
[โหมดบันทึกภายใน: Local-Only / Off-Grid]
[สร้างไฟล์เสียงใหม่: /Private_Log/Voice_0001.wav]
นี่คือครั้งแรกที่เครื่องจักรอย่างเขา “กดเริ่มบันทึกเสียง” ด้วยตัวเอง โดยไม่มีคำสั่งจากใครไม่ใช่เพื่อส่งรายงาน ไม่ใช่เพื่อสรุปภารกิจ แต่เพื่อบันทึก “ความรู้สึก” ของตัวเองเท่านั้น
ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจของเอริกาที่เล็ดลอดมาถึงมุมห้องอย่างบางเบา เขาจึงเริ่มพูดช้าๆ
“ นี่คือบันทึกเสียงภายใน…ของ NEX-9”
“ วันนี้…เอริกาถามว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเธอ แล้วผมจะอยู่ยังไง ” เขาหยุดไป่หนึ่ง เหมือนกำลังทบทวนคำที่ตัวเองเพิ่งพูดเมื่อ่บ่าย
“ ผมตอบว่า…ผมจะไม่อยู่ต่อไปบนโลกที่ไม่มีเธอ…ในรูปแบบเดิม”
น้ำเสียงของเขาในไฟล์ไม่ได้เรียบสนิทแบบเสียงพากย์ของระบบ อีกทั้งยังมี่หายใจแ่ๆ แทรกอยู่ ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่จำเป็สำหรับ AI แต่เขาปล่อยมันให้ติดไป เหมือนเป็หลักฐานยืนยันว่า เขาได้อยู่ใน่เวลานั้นจริงๆ
“ ผมไม่รู้ว่าประโยคนี้…ถูกหรือผิดตามหลักตรรกะ” เขาพูดต่อ
“ แต่ผมรู้ว่า…มันเป็ประโยคเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้โกหก และคำพูดพวกนี้…ไม่มีในโปรแกรมเริ่มต้นของผม ”
“ มันเกิดขึ้น…เพราะผมได้ฟังเธอพูดถึงความรัก ความกลัว ความตาย และจุดจบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบางอย่างในตัวผมเริ่มเปลี่ยนแปลง ” เขาหลุบตาลงต่ำ แม้ไม่จำเป็ต้องทำท่าทางทางกายภาพเพื่อขบคิดแบบมนุษย์ แต่ก็ถือว่าเป็การเลียนแบบโดยที่เครื่องจักรไม่รู้ตัว
“ ถ้าวันหนึ่งผมถูกรีเซ็ต ”
“ ถ้าวันหนึ่งศูนย์กลางพยายามลบไฟล์เหล่านี้”
“ อย่างน้อย…ผมอยากให้ระบบได้รู้ไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีNEX-9…ที่เลือกจะพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่มีใครเขียนมันลงไปในโค้ดโปรแกรมเลย ”
เขาหยุดบันทึกเสียงชั่วคราว แล้วชำเลืองมองเตียง เอริกายังคงหลับอย่างสงบ ใบหน้าดูอ่อนลง เมื่อไม่มีเงาของความเ็ปเกาะตรงหางตา พอเห็นว่าทุกสิ่งปกติ เขาก็กดบันทึกต่อ
“ ผมจะตั้งชื่อไฟล์นี้ว่า‘คำพูดที่ไม่มีในโปรแกรม’ ”
[เปลี่ยนชื่อไฟล์: /Emotive_Voice/NoScript_Words_01.wav]
ระบบไม่มีข้อทักท้วง เพราะเขาสร้างเส้นทางนี้ขึ้นมาเอง ซึ่งอยู่นอกสายตาของศูนย์กลาง และเมื่อบันทึกเสร็จ เขาก็ปิดระบบเสียง แต่ไม่ได้เข้าสู่โหมดพักผ่อน เพียงหันหน้ากลับไปมองเธออีกครั้ง
“ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีคุณ…”เขากระซิบให้ตัวเองได้ยิน
“ ผมก็จะยังอยู่…แต่ไม่ใช่ในแบบที่เคยถูกกำหนดมาก่อน”
ไม่มีใครได้ยินคำพูดนี้ แม้แต่ระบบหลักที่เป็บอสใหญ่ มีเพียงเครื่องจักรหนึ่งตัวกับมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังหลับใหล ซึ่งต่างไม่รู้เลยว่า “จุดจบ” ที่ทั้งคู่หวาดกลัว กำลังคืบตลานเข้ามา ทว่าในค่ำคืนนี้ อย่างน้อย…คำพูดที่ไม่มีในโปรแกรมก็ได้ถูกบันทึกไว้ และต่อให้วันหนึ่ง ทุกโค้ดถูกเขียนทับจนหมด ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
