ฉินซูเม่ยพาจูเสี่ยวหลินและลูกฝาแฝดทั้งสองไปร่วมส่งจูต้าเจียงเป็ครั้งสุดท้าย พิธีศพถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากภารกิจครั้งนี้เป็ภารกิจสำคัญ ทำให้มีนายทหารผู้กล้าเสียชีวิตไปหลายนาย
ในพินัยกรรมของจูต้าเจียง นอกจากเื่เงินที่เขาได้จัดสรรให้คนในครอบครัว และเื่ที่เขายกจูเสี่ยวหลินให้ไปอยู่ในความปกครองของครอบครัวไป๋แล้ว เขายังได้ระบุไว้ในพินัยกรรมด้วยว่าขอให้ฝังร่างของเขาไว้ในสุสานทหาร เขาไม่ประสงค์ที่จะนำร่างของเขากลับไปฝังไว้ในสุสานของครอบครัว เื่นี้ทำให้ครอบครัวจู รวมถึงครอบครัวของฉั่วหลิวอิงต้องเสียหน้าไปอีกครั้ง ผู้คนต่างก็สงสัยว่าครอบครัวจูต้องมีเื่บาดหมางกันมากขนาดไหนถึงทำให้ร้อยเอกจูที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเขาเป็คนดีถึงกล้าตัดขาดกับครอบครัวของตัวเองและครอบครัวของภรรยา รวมถึงเขายังยกลูกสาวเพียงคนเดียวไปให้ครอบครัวของร้อยเอกไป๋จิ้งถิงเป็คนดูแล
ถึงแม้จะเกิดข้อสงสัยมากมาย แต่ทุกคนก็ไม่คิดที่จะไปค้นหาคำตอบ อย่างไรก็เป็เื่ของครอบครัวคนอื่น อีกทั้งร้อยเอกจูต้าเจียงยังจากไปอย่างมีเกียรติ พวกเขาไม่อยากล่วงเกินวีรชน
เมื่อเสร็จพิธี ฉินซูเม่ยจึงพาเด็กๆ มาที่โรงพยาบาล ทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นไป๋จิ้งถิงนั่งพิงหัวเตียงรออยู่ก่อนแล้ว แม้หน้าตาของเขาจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าที่เขาจะนอนไม่ได้สติเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
“จิ้งถิง! คุณฟื้นแล้ว” ฉินซูเม่ยรีบเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ เธอจับมือสามีมาแนบที่ข้างแก้มแล้วน้ำตาไหล “ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณจะไม่มีวันผิดสัญญา คุณต้องกลับมาหาพวกเรา”
“คุณพ่อ คุณพ่อไม่รู้หรอกว่าตอนที่คุณพ่อนอนหลับ คุณแม่ร้องไห้ทุกวันเลย” ไป๋เจียวเจียวเริ่มบ่นคุณพ่อ
“คุณพ่อนอนหลับที่ไหน คุณพ่อไม่สบาย ไม่อย่างนั้นคุณพ่อจะมานอนที่โรงพยาบาลทำไม” ไป๋เจ๋อชิงบอกกับน้องสาวก่อนจะหันไปมองไป๋จิ้งถิง “ตอนที่คุณพ่อไม่อยู่ ผมดูแลคุณแม่กับน้องสาวได้ดีมาก แต่คราวหน้าคุณพ่ออย่าาเ็กลับมาอีกนะครับ ผมยังตัวเล็กเท่านี้ การดูแลคุณแม่กับน้องสาวมันยากมากจริงๆ”
ไป๋จิ้งถิงมองภรรยาและลูกๆ ด้วยรอยยิ้ม “พ่อสัญญาว่าพ่อจะไม่าเ็กลับมาอีกแล้ว”
“คุณอา...” จูเสี่ยวหลินเรียกไป๋จิ้งถิง
ไป๋จิ้งถิงมองดูเด็กหญิงก็อดที่จะนึกไปถึงสหายที่แสนดีอย่างจูต้าเจียงไม่ได้ ถ้าตอนนั้นจูต้าเจียงไม่สละชีวิตเพื่อมาช่วยเขา คนที่ต้องถูกส่งไปทำพิธีในวันนี้คงเป็เขาแล้ว “เสี่ยวหลิน หนูอยากมาเป็ลูกสาวของอาไหม”
“คุณรู้เื่พินัยกรรมของพี่ต้าเจียงแล้วหรือคะ หรือว่าพี่ต้าเจียงเคยบอกเื่ที่เขาจะยกเสี่ยวหลินให้เราดูแลกับคุณมาก่อนแล้ว” ฉินซูเม่ยถามอย่างแปลกใจ
“ผมเพิ่งรู้หลังจากที่ต้าเจียงเข้ามาบังะุให้ผม เขาขอให้ผมเป็ผู้ปกครองให้เสี่ยวหลิน” ไป๋จิ้งถิงนึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง เขาพลาดท่าถูกยิงเข้าที่ต้นขาทำให้เขาหนีจากสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้ หนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดกำลังจะสังหารเขา แต่จูต้าเจียงกลับเข้ามาขวางไว้ทำให้จูต้าเจียงถูกยิงเข้าที่ช่องท้องไปหลายนัด อาการของจูต้าเจียงตอนนั้นนับว่าสาหัสมาก และก่อนที่จูต้าเจียงจะหมดสติ จูต้าเจียงได้บอกกับเขาไว้ว่าขอให้เขารับเสี่ยวหลินมาดูแล
ฉินซูเม่ยจึงเล่าเื่พินัยกรรมของจูต้าเจียงให้สามีฟังอย่างละเอียด ทั้งยังพูดถึงครอบครัวจูที่เห็นแก่เงิน รวมถึงฉั่วหลิวอิงที่เอาแต่ด่าและต่อว่าจูต้าเจียงที่เขียนพินัยกรรมให้พวกเขาถูกคนประณาม แต่ถึงอย่างนั้นฉินซูเม่ยก็ไม่เห็นว่าคนพวกนั้นจะสนใจกับการมีอยู่ของจูเสี่ยวหลิน เมื่อพวกเขาได้รับเงินส่วนแบ่ง แต่ละคนก็แยกย้ายกันจากไป
“เสี่ยวหลิน หนูอยากมาเป็ลูกสาวของอาไหมจ๊ะ” ฉินซูเม่ยหันไปถามเด็กหญิงทันทีที่เล่าเื่ทุกอย่างจบ
จูเสี่ยวหลินที่มีสภาพจิตใจดีขึ้นมากเพราะความรักความเอาใจใส่ที่ฉินซูเม่ยมีให้ รวมถึงสองฝาแฝดอย่างไป๋เจ๋อชิงกับไป๋เจียวเจียวที่คอยอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง ทำให้ตอนนี้จูเสี่ยวหลินเริ่มที่จะพูดและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างขึ้นมาบ้างแล้ว
“ไม่ครับ ผมไม่ให้เสี่ยวหลินมาเป็ลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่หรอก” ไป๋เจ๋อชิงเป็คนปฏิเสธ
ไป๋จิ้งถิงขมวดคิ้ว เขาอยากรับเด็กหญิงมาเป็ลูกบุญธรรมเพื่อตอบแทนจูต้าเจียงที่ยอมสละชีวิตช่วยเหลือเขา แต่เ้าลูกชายตัวดีกลับไม่ยอม เขากำลังจะดุลูกชาย
ฉินซูเม่ยห้ามสามีไว้ก่อน เธออยากฟังความเห็นของลูกชาย “ทำไมลูกไม่อยากให้พ่อกับแม่รับเสี่ยวหลินมาเป็ลูกบุญธรรมล่ะ ไม่ใช่ว่าลูกกับเจียวเจียวก็ชอบเสี่ยวหลินมากเหมือนกันเหรอ ต่อไปพวกลูกจะได้เป็พี่น้องกันไง”
“ไม่เอา ผมไม่อยากให้เสี่ยวหลินมาเป็น้องสาว เพราะถ้าเสี่ยวหลินมาเป็น้องสาว โตขึ้นผมก็จะแต่งงานกับเธอไม่ได้” ไป๋เจ๋อชิงตอบ “คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ให้เสี่ยวหลินมาเป็น้องสาวของผม”
ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยหันมาสบตากันทันที ลูกชายเพิ่งอายุแค่สามขวบแต่กลับคิดไปไกลถึงเื่แต่งงานแล้ว ไป๋จิ้งถิงอยากจะจับลูกชายมาตีก้นใจจะขาด แต่ฉินซูเม่ยกลับหัวเราะขึ้นมาเสียก่อน
“เจ๋อชิง ลูกไปเอาความคิดนี้มาจากไหน แล้วลูกรู้ไหมว่าการแต่งงานมันหมายถึงอะไร” ฉินซูเม่ยถามลูกชาย
“แต่งงานก็คือผู้หญิงกับผู้ชายมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เหมือนคุณพ่อกับคุณแม่ยังไงล่ะครับ”
“แล้วทำไมลูกถึงอยากแต่งงานกับเสี่ยวหลิน” ฉินซูเม่ยถาม
“เพราะผมสัญญากับเจียวเจียวไว้ว่าผมจะมีเธอเป็น้องสาวแค่คนเดียว เพราะฉะนั้นเสี่ยวหลินจะมาเป็น้องสาวผมไม่ได้”
“เหตุผลแค่นี้น่ะเหรอ?” ฉินซูเม่ยยังถามต่อ
“ไม่ครับ ก่อนหน้านั้นคุณลุงต้าเจียงเคยบอกผมว่าโตขึ้นคุณลุงจะยกเสี่ยวหลินให้แต่งงานกับผม และผมจะต้องดูแลเธอให้ดีที่สุด” ไป๋เจ๋อชิงหันไปพูดกับไป๋จิ้งถิง “ผมรู้ว่าที่คุณลุงต้องกลับไปอยู่บน์ก็เพราะคุณลุงช่วยชีวิตคุณพ่อไว้ เพราะฉะนั้นผมต้องตอบแทนคุณลุงด้วยการดูแลเสี่ยวหลินให้ดี”
“แต่การตอบแทนก็ไม่จำเป็ต้องแต่งงานเสมอไป เมื่อเสี่ยวหลินมาเป็น้องสาวของลูก ลูกก็สามารถดูแลเธอได้เหมือนกัน” ฉินซูเม่ยอธิบายให้ลูกชายฟัง
แม้ไป๋เจ๋อชิงจะมีความคิดเป็ผู้ใหญ่ก่อนวัย แต่เมื่อเจอคำพูดที่ซับซ้อน เขาก็ไม่รู้จะพูดประโยคต่อไปว่าอะไร เพียงแต่เขายังมุ่งมั่นว่าเขาจะไม่ยอมให้จูเสี่ยวหลินมาเป็น้องสาว
“เอาเถอะจ้ะ แม่ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเจ๋อชิงของแม่ถึงมีความคิดแบบนี้ แต่ในเมื่อลูกไม่อยากให้เสี่ยวหลินมาเป็ลูกของพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ก็จะทำตามความ้าของลูก แต่การที่ลูกปฏิเสธอย่างนี้ ลูกไม่คิดบ้างเหรอว่าเสี่ยวหลินจะเสียใจ”
ไป๋เจ๋อชิงหันไปมองจูเสี่ยวหลิน “เสี่ยวหลิน เธออยากมาเป็น้องสาวของฉันไหม”
จูเสี่ยวหลินรีบส่ายหน้า “หนูไม่อยากเป็ลูกสาวของคุณอาจิ้งถิงกับคุณอาซูเม่ย หนูอยากใช้แซ่จูของคุณพ่อตลอดไปค่ะ”
ฉินซูเม่ยหันไปยิ้มให้สามี “ไม่รู้เด็กๆ ไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหนกันนะคะ เอาเถอะค่ะ ยังไงเสี่ยวหลินก็อยู่ในความดูแลของเรา จะเป็ลูกบุญธรรมหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ยังไงเราก็ต้องเลี้ยงดูแลเธออย่างดีอยู่แล้ว ส่วนเ้าลูกชาย...เอาไว้ให้เป็เื่ของอนาคตเถอะค่ะ บางทีเจ๋อชิงอาจจะทำได้จริงอย่างที่พูดก็ได้ เพราะถ้าเป็อย่างนั้น เสี่ยวหลินก็ไม่ควรเป็ลูกสาวบุญธรรมของเราจริงๆ ให้ลูกชายกับลูกสาวบุญธรรมมาแต่งงานกัน ผู้คนได้เอามานินทาแน่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณ ถึงแม้เราจะไม่จดทะเบียนให้เสี่ยวหลินมาเป็ลูกบุญธรรม แต่เราก็จะเลี้ยงดูเธอให้ดีไม่ต่างจากลูกสาวแท้ๆ” ไป๋จิ้งถิงบอกกับภรรยา
แต่ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยกลับไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของพวกเขาในวันนี้จะเป็ผลดีต่อเด็กทั้งสองคน จากคำพูดของเด็กสามขวบ ใครจะไปคิดว่าในอนาคตไป๋เจ๋อชิงจะทำตามคำพูดของตัวเองได้จริงๆ
ไป๋จิ้งถิงพักอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกครึ่งเดือน เมื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง คุณหมอก็อนุญาตให้เขากลับไปพักที่บ้านต่อได้ และคุณหมอยังไม่ลืมที่จะกำชับให้เขาทำกายภาพทุกวัน ฉินซูเม่ยรีบรับปากว่าจะทำกายภาพให้สามีตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด
“ท่านนายพลให้ฉันมาถามว่านายสนใจจะย้ายไปเป็ครูฝึกหรือเปล่า” ไห่อู๋เซินรู้ว่าไป๋จิ้งถิงกลับมาอยู่ที่บ้านพักแล้ว เมื่อว่างเขาจึงรีบมาเยี่ยม
“คุณหมอแนะนำให้ทำกายภาพต่ออีกหลายเดือน ระหว่างนี้ฉันจะพิจารณาดูอีกครั้ง” ไป๋จิ้งถิงตอบ
“แต่ฉันเห็นด้วยกับท่านนายพลนะ ความสามารถอย่างนาย จะไปเป็ครูฝึกหรือสอนทฤษฎีการต่อสู้ก็ไม่ใช่ปัญหา ยังมีทักษะการใช้อาวุธของนายอีก ย้ายไปเป็ครูฝึกดีกว่าต้องไปนั่งทำงานเอกสารในสำนักงานเป็ไหนๆ”
ไป๋จิ้งถิงไม่ตอบคำถาม เขายังไม่ได้ตัดสินใจจริงๆ ว่าเขาจะจัดการกับชีวิตอย่างไรต่อไป จริงอยู่ที่ใครๆ ต่างก็บอกให้เขาไปเป็ครูฝึก แต่เขาชอบออกไปปฏิบัติภารกิจ ถ้าชีวิตนี้เขาออกไปปฏิบัติภารกิจไม่ได้ แล้วเขายังจะอยู่ในกองทัพอีกทำไม อีกอย่างเขาเคยได้ยินมาจากสหายและรุ่นน้องหลายคนว่าที่ผู้หญิงอยากแต่งงานกับนายทหารก็เพราะพวกเธออยากได้รับเกียรติจากตำแหน่งนายทหารของพวกเขา ถึงแม้จะรู้ว่าฉินซูเม่ยไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่เขาก็อยากถามเธอก่อนอยู่ดี
“ว่าแต่่นี้นายเป็ยังไง งานยุ่งไหม” ไป๋จิ้งถิงเปลี่ยนเื่
“ก็ยุ่งที่ต้องมาเขียนรายงานหลังปฏิบัติภารกิจเสร็จนั่นล่ะ เมื่อก่อนก็มีแต่นายกับต้าเจียงที่ทำ คราวนี้เป็ฉันต้องมาทำเสียเอง ฉันปวดหัวจนหัวจะะเิอยู่แล้ว” ไห่อู๋เซินทิ้งตัวลงกับเก้าอี้อย่างหมดแรง “จิ้งถิง นายรีบหายไวไวสิ ฉันไม่อยากเขียนรายงาน”
“ผ่านมาเกือบเดือนแล้วนายยังเขียนรายงานไม่เสร็จอีก ไม่กลัวหัวหน้าซ่งจะดุเอาหรือไง”
“ฉันส่งรายงานขึ้นไปให้หัวหน้าซ่งตรวจแล้ว ถ้ามีแก้ไขเดี๋ยวหัวหน้าก็คงจะส่งกลับมาให้ฉันแก้เองนั่นล่ะ” ไห่อู๋เซินมองไปรอบๆ “น้องสะใภ้กับเด็กๆ ล่ะ พวกเขาไปไหนกันหมด”
“เข้าอำเภอกันหมดแล้ว เห็นว่าจะพาเด็กๆ ไปเดินเที่ยวแล้วก็จะพาไปกินไอติม”
“น้องสะใภ้ดีกับเด็กๆ จังเลยนะ ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอเลยสักคน” ไห่อู๋เซินตบปากตัวเองไปหลายที “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ครั้งหน้าอย่าให้ฉันได้ยินอีกก็แล้วกัน” ไป๋จิ้งถิงพูดเสียงเข้ม เขาไม่กลัวว่าจะมีคนคอยเอาเื่แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงไปนินทา แต่เขากลัวว่าจะมีคนรู้เื่ที่ฉินซูเม่ยเป็หมัน เขาไม่อยากให้เธอเสียใจ
“ได้ ฉันจะไม่พูดเื่นี้อีก” ไห่อู๋เซินพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ใกล้หมดเวลาพักแล้ว ฉันกลับไปทำงานก่อนนะ เอาไว้วันหลังฉันจะมาเยี่ยมนายใหม่”
ซ่งเวินหนี่รอให้ไห่อู๋เซินเดินลงอาคารไป เธอรีบจัดเสื้อผ้าและจัดผมให้เข้าที่ จากนั้นก็เดินถือซุปไก่ที่เธอตั้งใจเคี่ยวมาทั้งคืนเข้าไปหาไป๋จิ้งถิงโดยที่ไม่แม้แต่จะเคาะประตู
ไป๋จิ้งถิงที่ยังอยู่ในอาการอ่อนเพลีย เขาตั้งใจว่าจะพักสายตาสักนิด และคิดว่าไห่อู๋เซินล็อกประตูห้องให้เขาแล้ว เขาจึงไม่ได้ระวังตัว แต่ยังไม่ทันที่จะหลับสนิท เขารู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนมาใกล้ใบหน้าของเขา
ไป๋จิ้งถิงรีบลืมตา “เธอจะทำอะไร!”