กลางสายฝนที่อ่อนกำลังลงพอประมาณแล้ว ผืนหญ้าโดยรอบเรือนเอ่อนองด้วยน้ำจนชื้นแฉะ ฟ้าหลังพายุฝนทิ้งความหนาวเย็นเอาไว้ซ้ำเติมให้เจ้าของเรือนที่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่กับความเหงาก้อนโตซึ่งเริ่มกัดกินหทัยจนบอบช้ำ
ท่านชายเดียวทรงประทับยืนพิงองค์อยู่ขอบหน้าต่างชั้นบนของเรือน ทอดเนตรเหม่อไปยังฝั่งคลองท้ายเรือน ภาพธรรมชาติที่ละอองฝนโปรยปรายปกคลุมอยู่รอบบริเวณให้ความรู้สึกว่างเปล่าได้ดี ทรงปล่อยห้วงภวังค์จิตให้ไหลไปตามไอฝนที่หนาวเหน็บ
ทว่ากลับเห็นสิ่งหนึ่งผิดปรกติ
เป็นร่างคล้ายมนุษย์ผู้หนึ่งคลุมศีรษะมิดชิด กำลังเร่งฝีเท้าดุ่ม ๆ ไปยังท่าน้ำท้ายเรือน จากลักษณะเหมือนบุรุษ แต่คงไม่ใช่คนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมเรือนหอ เพราะพวกเขาเหล่านั้นกลับไปตั้งแต่ฝนยังไม่เทด้วยซ้ำ ทำให้ทรงคิดฉงน ประสงค์ทราบให้แน่ชัด
ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าก็มาอยู่ชั้นล่าง ทรงวิ่งตามหลังคนไม่เห็นหน้าผู้นั้นโดยพลัน ก่อนที่จะไม่ทันการ แต่เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าถูกตาม ก็เร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน ทำประหนึ่งโจรขโมย
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! จะรีบไหน ขโมยหรือไร” ท่านชายเดียวทรงเปล่งสุรเสียงไปทางเขา แต่กลับไม่มีการโต้ตอบใดจากปลายทาง
โจรนิรนามในผ้าคลุมหัวยังคงแจ้นหนีต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ชักช้า อีกไม่กี่อึดใจก็ถึงเรือที่มันจอดไว้แล้ว เวลานั้นมันคงหนีไปได้ไกลพอควร แต่แล้วกลับมีเหตุหนึ่งทำให้อ้ายโจรชะงักเท้าไว้ได้
ท่านชายเดียวทรงสะดุดข้อบาทล้ม มิหนำซ้ำ ยังได้รับบาดแผลจากหนามกิ่งไม้ที่ระเกะระกะอยู่ ณ จุดนั้นด้วย
“โอ๊ย! เจ็บ”
เสียงร้องอุทานยังผลให้โจรนิรนามหันหน้ากลับมาอีกครั้ง คราแรกมันเพียงยืนมองดูอย่างนิ่งเฉย ทว่าทนเห็นภาพนั้นไม่ได้หรือเหตุผลอื่นใดไม่ทราบ คนที่รีบหนีหน้ากลับเข้ามาช่วยประคองวรกายขึ้น
“ฝ่าบาท…”
พอได้จังหวะ ท่านชายเดียวจึงรีบกระชากผ้าคลุมของชายนิรนามคนนั้นออกเสีย เขารู้ตัวกลัวจะทรงเห็นใบหน้าจึงรีบหันหลังหลบซ่อน ทว่าก็สายไปเสียแล้ว สุดท้ายก็ยอมจำนนให้กับผู้เป็นเจ้าของหัวใจโดยดี
ตามที่ทรงคาดคิดไว้ไม่มีผิด ต้องเป็นเขาแน่
“นี่เธอ ทำไมถึงต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนโจรด้วย”
“หามิได้กระหม่อม กระหม่อมแค่ผ่านมา เผอิญกลัวผมเปียกฝนจึงคลุมไว้ก็เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นกระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์ทูลถ้อยมุสาคำโต กลัวฝนอะไรกัน เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่เขากลัวไม่ได้พบพักตร์หม่อมเจ้าชายองค์นี้เสียต่างหากเล่า
มีหรือที่ท่านชายเดียวจะทรงปลงหทัยเชื่อ เขาจะผ่านมาทางนี้ด้วยเหตุใดกัน มีการสำคัญกับท่านชายปิ๋วหรือก็ไม่เห็นทางโน้นจะว่าอะไร ไหนว่าตัดสิ้นแล้วเยื่อใย ทำไมถึงต้องมาลอบเยี่ยม ๆ มอง ๆ
“โกหก เธอคิดถึงฉัน อยากมาหา ทำไมไม่พูดความจริง จะฝืนหัวใจตัวเองทำไม”
“กระหม่อม… กระหม่อมไม่ได้ฝืน”
“ฉันรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นสบดวงเนตรสีสวย ภายในใจสั่นระทึก แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้เห็นสิ่งใด “ฝ่าบาทตรัสเรื่องอะไร กระหม่อมไม่เข้าใจกระหม่อม”
“ถามใจเธอดูซี” ตรัสพลางทางจิ้มปลายดัชนีลงตรงหน้าอกซ้ายล่างของอีกฝ่ายเป็นเชิงสัญลักษณ์ให้เขาได้รู้คำตอบ
“…”
คำตอบของชายหนุ่มเป็นเพียงการก้มหน้า อมพะนำ ไม่ยอมปริปากกล่าวอะไร เขารู้สึกหนักใจเป็นอย่างมากในยามนี้ ไม่ใช่ว่าหมดรักแล้ว หากแต่มีบางอย่างที่บีบบังคับเขาให้ต้องเปลี่ยนเป็นเช่นนี้
เขาควรจะเลือกอย่างไรดี ระหว่างความถูกต้อง และความปรารถนาของหัวใจตนเอง มองดูหนทางทั้งสองแล้ว เห็นแต่ความวิปโยคโศกศัลย์เสมอกัน
“เธอไม่ได้หมดรักฉัน เธอถูกเสด็จพ่อบังคับให้ทำ”
อีกฝ่ายยังคงเงียบ ไม่ยอมเอ่ยวาจาใด ๆ ทางผู้ทรงศักดิ์กว่าจึงตรัสต่อความว่า “ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทำไมเธอต้องยอมแลกหัวใจของตัวเองไปกับสิ่งที่เธอไม่ได้ต้องการ หัวใจของเธอมีค่าแค่ไหนหรือ”
“กระหม่อมขอประทานอภัยฝ่าบาท แต่กระหม่อมจำเป็นต้องทำ” ระหว่างที่ทูลนั้น หยาดน้ำอุ่นสีใสก็ร่วงเผาะลงอาบแก้ม ใจหนึ่งก็รักเหลือเกิน แต่อีกใจก็กลับคิดว่าในเมื่อรัก ก็ควรปล่อยให้ท่านชายเดียวไปมีชีวิตที่จำเริญดีกว่านี้
ใช่จะต้องมาตกต่ำ ลำบากตรากตรำเป็นคนเข็ญใจอยู่กับเขาอย่างนี้ ซ้ำยังเป็นที่ติฉินนินทาปากต่อปากของใครหลายคน เขาจึงเลือกที่จะรักษาพระเกียรติของฝ่าบาททูนหัวเอาไว้ แม้มันจะแลกมาด้วยมรสุมทะเลน้ำตาก็ตาม
“เธอมันโง่! ด้าว แล้วก็บ้าด้วย”
“กระหม่อมยอมโง่ ดีกว่าต้อง… ทนเห็นคนที่รักถูกตราหน้าว่าใฝ่ต่ำ เป็นพวกลักเพศกระหม่อม”
“ช่างหัวใครเขาซี เห็นคนอื่นสำคัญนักหรือไร เพียงฉันรักเธอ แล้วเธอรักฉัน แค่นี้มันก็เพียงพอแล้วด้าว ในสายตาคนอื่นเราจะเป็นอย่างไร เราไม่อาจบังคับ” ตรัสไป ชลเนตรก็หลั่งออกมาไม่หยุด วรกายสั่นเทิ้มจนอีกคนอยากเข้ากอดปลอบเหลือเกิน แต่ก็จำต้องหักใจ
“ฝ่าบาทได้โปรดอย่าตรัสเช่นนี้เลยกระหม่อม ฝ่าบาทควรรำลึกถึงราชสกุลของฝ่าบาทไว้ให้มาก ฝ่าบาทเป็นใคร กระหม่อมเป็นใคร กระหม่อมย่อมรู้ดี”
“ฉันรู้ แต่เธอลืมไปแล้วหรือไรที่ฉันเคยบอก ว่าฉันไม่ได้รักใครที่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ฉันรักเธอที่เธอเป็นเธอ” ตรัสแถลงทุกความในหทัยให้เขาฟังชัดถนัดหู พลางวงพาหาก็สวมกอดอีกคนไว้ให้แน่น ราวกับว่ากริ่งเกรงหากเขาจะหายไปตลอดกาล
“กลับมาเป็นอย่างเดิมเถิดนะ พ่อสุนทรโวหารของฉัน”
“ฝ่าบาท…”
สุดท้ายแล้ว พันวาจาสิทธิ์ก็ไม่อาจยับยั้งอำนาจความถวิลหาเจ้าของวรกายงดงามนี้ได้ ยากเหลือเกิน เขาปลงในที่สุด ตอบรับอ้อมกอดอบอุ่นนั้นอย่างหวงแหน ก่อนจะใช้มืออีกข้างลูบกลุ่มเกศาสีน้ำตาลอ่อนเป็นการปลอบประโลม
“กระหม่อมพยายามแล้วพยายามเล่า ก็ไม่อาจจะลืมฝ่าบาทได้เลยแม้แต่น้อย ต่อแต่นี้ไป กระหม่อมจะไม่จากฝ่าบาทไปไหนอีกแล้ว”
“ฉันก็สัญญา เราจะฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปด้วยกัน”
จากนั้นท่ามกลางหยาดวิรุฬก็เกิดความรักงอกงามขึ้นมาอีกครั้ง หยาดน้ำฝนช่วยลบล้างคาบน้ำตาและความเศร้าหมองได้เป็นปลิดทิ้ง ริมโอษฐ์ประกบแนบแน่นกับริมฝีปากหนาด้วยความปรารถนาเป็นเจ้าของแก่กันและกัน
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่คล้ายเพียงชั่ววูบ อ้อมกอดและรอยจุมพิตก็ได้คลายลงหลังจากเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไปของคนทั้งสองได้ครบถ้วน ท่านชายเดียวทรงแย้มสรวลไปยังเขา ทรงคิดถึงเหลือเกินใบหน้าคมคายที่ไม่ติดหมองของคนนี้ ก่อนตรัสว่า
“เข้าไปกับฉันในบ้านเถอะ รอฝนซาเสียก่อนค่อยกลับ อยู่กับฉันให้นานที่สุด”
“กระหม่อม”
“ชายยินดีด้วยนะกระหม่อม”
สุรเสียงจากท่านชายปิ๋วที่ฟังดูเปี่ยมไปด้วยความเปรมปรีดา เมื่อทรงทราบว่าเชษฐาขององค์เองและสหายรักกลับมาร่วมใจกันสู้กับอุปสรรคอีกหนแล้ว
“ต้องขอบใจชายด้วยนะ ถ้าไม่ได้ชาย พี่คงนึกว่าด้าวเขาจะทิ้งพี่ไปจริง ๆ เสียแล้ว” ท่านชายเดียวตรัสอย่างยิ้มแย้ม ไร้ร่องรอยของหยาดชลเนตรที่เปรอะเปื้อนมาหลายวัน
“เอ่อ… แต่กระหม่อมยังไม่สบายใจกระหม่อม” ชายหนุ่มกล่าวขึ้น น้ำเสียงสีหน้าและแววตาบ่งบอกอะไรบางอย่างที่ดูหนักอกหนักใจ
“เรื่องอะไรหรือ” ท่านชายปิ๋วรับสั่งถาม
พระสหายนิ่งเงียบอยู่สักครู่ ก่อนจะยิ้มบอกความในใจว่า “กระหม่อมหวั่นใจเหลือเกิน ว่าต่อให้ต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาสักแค่ไหน ก็ไม่อาจรอดพระบัญชาของเสด็จในกรมฯไปได้”
“อย่ากังวลเรื่องนั้นเลย ฉันมีทางออก ไว้ใจฉันสิ” ท่านขายปิ๋วตรัสพลางตบที่บ่าซ้ายของอีกคนเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ
ฝ่ายเชษฐาตรัสถามต่อว่า “อย่างไรหรือชาย ชายมีแผนอะไรอีก”
“ไม่ยากหรอกกระหม่อม ชายกับน้องหญิงหาหนทางไว้แล้ว”
“หญิงอ้อก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ แล้ว…”
“พี่ชายเดียวอย่าห่วงไปเลย น้องหญิงอ้อน่าจะรู้มาสักพักแล้วเรื่องของพี่กับนายด้าวน่ะกระหม่อม แต่น้องหญิงไม่ได้รังเกียจอะไร ซ้ำยังหาวิธีช่วยอีกด้วยนะกระหม่อม”
“แล้วท่านชายกับท่านหญิงจะช่วยอย่างไรหรือกระหม่อม”
“ต้องหนี” ท่านชายปิ๋วตรัส
“หนี!” สองคู่รักอุทานเสียงหลง
เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากหากคิดจะหนีตามกันไปโดยทิ้งงานเสกสมรส อาจเกิดปัญญาหลายอย่างตามมาทีหลัง ทั้งเรื่องานเสกสมรส ทางวังของท่านหญิงอ้อจะรู้สึกอย่างไรหากไม่เป็นตามข้อตกลงที่วางไว้แต่แรก ไหนจะเรื่องราชการและเกียรติยศชื่อเสียงของทั้งสองอีก
“ชายรู้มันยาก แต่หากไม่ทำเช่นนี้ ความรักของพี่ชายเดียวก็คงจะมองไม่เห็นทางออกกระหม่อม”
“แล้วจะหนีไปที่ไหนหรือฝ่าบาท”
“มณฑลพายัพ ฉันมีเพื่อนที่เชียงใหม่ ฉันส่งจดหมายไปถึงเขาแล้ว เขายินดีให้ความช่วยเหลือ” ทรงตอบพระสหาย ก่อนจะหันไปทางเชษฐา ตรัสว่า “ตอนนี้เสด็จพ่อทรงวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงาน เราต้องใช้โอกาสนี้กระหม่อม”
ท่านชายเดียวทรงดำริตริตรองให้แน่หทัยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะทรงวินิจฉัยได้ “อีกสามวันข้างหน้าพี่มีราชการทางเหนือพอดี แต่ว่า… คงจะเดินทางพร้อมกันไม่ได้ คงต้องไปคนละเที่ยว เธอว่าอย่างไรด้าว”
“กระหม่อมขอล่วงหน้าไปก่อน จะรอฝ่าบาทที่นั่นกระหม่อม”
“ดี ด้าว นายไปรอที่โน่นก่อน ฉันจะฝากจดหมายยืนยันตัวไปด้วย ส่วนทางนี้ ฉันกับน้องหญิงอ้อจะช่วยพาพี่ชายเดียวหนีเอง”
“แล้วเรื่องน้องหญิงล่ะชาย หากพี่หนีงานเสกสมรส น้องต้องเป็นหม้ายขันหมากแน่” ท่านชายเดียวทรงลำบากหทัย ไม่ใช่ไม่ประสงค์หนี แต่ก็ทรงห่วงความรู้สึกของคนข้างหลังด้วย
“ไม่เป็นหม้ายขันหมากแน่นอนกระหม่อม ชายยืนยัน”
ทั้งสามนั่งสนทนาหาทางออกกันต่อไปใต้ร่มศาลาไม้กลางสระท้ายเรือนปั้นหยา สรุปข้อตกลงได้ว่าพันวาจาสิทธิ์จะออกเดินทางล่วงหน้าไปยังเชียงใหม่ก่อนในเร็ววันนี้ จากนั้นเขาจะรออยู่ที่นั่นกับพระสหายอีกคนของท่านชายปิ๋ว อีกสามวันท่านชายเดียวจะเสด็จไปราชการที่ปากน้ำโพ และจะถือเอาโอกาสเหมาะนี้หนีไปเสียเลย โดยให้คนสร้างข่าวปลอมขึ้นมาว่าทรงพลัดตกน้ำสูญหายไป ไม่มีผู้ใดพบเห็นพระศพ
หญิงนางเดียวในเขตวังวิ่งแจ้นออกจากที่ซ่อนในพุ่มไม้หลังจากได้รับสารทั้งหมดจากการลอบฟังเมื่อคนครู่นี้ มันรีบไปที่ตำหนักใหญ่ในทันที เรื่องนี้เจ้านายของมันต้องได้รับรู้