วันที่ 20 มีนาคม ปี พ.ศ. 2565
กรุงเทพมหานครฯ เวลา 17.46 นาที
"เฮ้ย ฟานชั้นว่าจะดรอปเรียนซักปีนึงนะ" จู่ๆไมลส์ก็พูดขึ้น สเตฟานที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ "อือ"
สเตฟานที่นึกว่าหูตัวเองฟังเพี้ยนรีบวางหนังสือการ์ตูนวันพีซในมือลงทันที "แกว่าไงนะ! นี่แกคิดจะดรอปเรียนหรอ" ไมลส์ตอบอย่างไม่เป็เดือดเป็ร้อน "ไม่ได้คิด แต่จะไปดรอปเลย" สเตฟานยังคงไม่เข้าใจ "ทำไม มีเหตุผลจำเป็อะไรต้องทำงั้น" ไมลส์ตอบ "ชั้นมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำมากกว่าการไปเรียนที่มหาลัยอยู่.. แล้วแกล่ะจะเอาไง" สเตฟานตอบกลับอย่างฉุนเฉียว "นี่แก ยังจะมาถามชั้นอีกหรอ ถ้าขืนชั้นดรอปเรียนไปโดยไม่มีเหตุผลจำเป็อะไร ถ้าพ่อชั้นรู้เข้ามีหวังพ่อชั้นเอาตายแน่ เผลอๆอาจจะส่งชั้นกลับไปบ้านญาติที่อิตาลีเลยก็ได้" สเตฟานที่ยังคงไม่เข้าใจกับพฤติกรรมแปลกๆของไมลส์ในพักหลังๆมานี้จึงถามต่อ "ไมลส์ นี่แกเป็อะไรของแกกันแน่ พักนี้แกทำตัวแปลกๆไปนะ วันดีคืนดี จู่ๆก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ทั้งๆที่แกไม่เคยทำงั้นมาก่อน แล้วแกอย่ามาแหลว่ารักสุขภาพนะ เพราะชั้นไม่เชื่อว่ะ ชั้นรู้จักแกดี แกไม่ใช่คนแบบนั้น" ใน่เวลาหลายวันที่ผ่านมานี้ไมลส์ได้ใช้เวลาคิดไตร่ตรองมาสักพักแล้ว ว่าเค้าจะบอกความจริงทั้งหมดถึงสิ่งที่เค้าประสบพบเจอมาในชีวิตที่แล้ว และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในหนึ่งปีหลังจากนี้ให้กับสเตฟานเพื่อนรักของเค้าฟัง "สเตฟาน.. ชั้นรู้ว่าสิ่งที่ชั้นกำลังจะบอกกับนายต่อไปนี้ เป็สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ เป็สิ่งที่..สิ่งที่ถ้าชั้นเอาไปเล่ากับใคร มันก็คงจะหาว่าชั้นบ้า หรือเป็ประสาทไปแล้ว แต่ชั้นขอสาบานกับนายจากใจจริง สาบานในฐานะเพื่อนที่หวังดีกับนายอย่างสุดซึ้ง ว่าสิ่งที่ชั้นกำลังจะบอกกับนายต่อไปนี้เป็ความจริง!" สเตฟานที่ได้ยินดังนั้น จึงรู้สึกตึงเครียด ขึ้นมาในทันที เพราะจากประสบการณ์เพื่อนของเค้าคนนี้ จะเรียกชื่อเต็มของเค้าก็ต่อเมื่อเป็เื่ซีเรียสจริงจังเท่านั้น
"ดี! งั้นก็พูดมาซะ ชั้นเองก็อยากจะรู้สาเหตุของพฤติกรรมแปลกๆใน่นี้ของนายเต็มแก่แล้วเหมือนกัน" ได้ยินดังนั้น ไมลส์ก็เริ่มเล่าประสบการณ์ที่ผ่านพบมาในชีวิตที่แล้วของเค้าให้สเตฟานฟังรวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน หนึ่งปีหลังจากนี้ เมื่อฟังจบสเตฟานก็นิ่งอึ้ง ไม่รู้จะแสดงออกต่อเื่ที่ได้ยินยังไง ตอนแรกเค้าก็กะจะหัวเราะต่อเื่ที่เพื่อนของเค้าเล่าออกมา เพราะมันฟังดูบ้า และไร้สาระแบบสุดๆ แต่พอได้เห็นสีหน้าแววตา และน้ำเสียงจริงจังยามเล่าประสบการณ์แห่งความเ็ปเ่าั้ออกมาของไมลส์ มันจึงทำให้เค้าไม่กล้าหัวเราะออกมา นั้นจึงเป็สาเหตุที่เค้าไม่รู้ว่าควรจะแสดงท่าทีต่อเื่ที่ได้ฟังออกมายังไง
"ไมลส์ นี่นายไม่ได้ล้อเล่นจริงๆใช่มั้ย..."
สเตฟานถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ชั้นรู้ว่ามันฟังดูบ้ามาก ชั้นไม่คิดว่านายจะเชื่อง่ายๆอยู่แล้ว เพราะงั้นชั้นถึงจะแสดงบ้างสิ่งบ้างอย่างให้นายดู"
ทันใดนั้น ไมลส์ก็ยกมือขวาขึ้นพร้อมกับพูดว่า "โฮป เอาไม้เบสบอลที่ชั้นเก็บไว้ในระบบออกมาให้ที"
บัดดล จู่ๆก็มีไม้เบสบอลเหล็กแท่งยาวโผล่ขึ้นมาจากกลางอากาศมาอยู่บนฝ่ามือของไมลส์ นี่ก็คือระบบช่องเก็บของ ที่เป็ฟังก์ชั่นย่อยอีกอย่างของระบบ ปริมาณความจุของช่องเก็บของจะเพิ่มขึ้นตามระดับของโฮสต์ ปัจจุบัน มันมีขนาดความจุในการเก็บของเพียงแค่ตู้เสื้อผ้าเล็กๆใบนึงเท่านั้น แต่เพียงแค่นี้ก็พอจะสร้างปาฏิหาริย์อันน่าใให้แก่สเตฟานแล้ว สเตฟานเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแบบนั้นก็ถึงกับยืนช็อคด้วยความตกตะลึง ฉับพลันก็รีบคว้ามือไปจับไม้เบสบอลเหล็กนั้นทันที
"นี่มันเหล็ก..เหล็กจริงๆด้วย ไม่ใช่กระดาษ หรือภาพโฮโลแกรม.." ไมลส์รีบพูดดัก
"แกคิดว่าชั้นเล่นมายากลให้แกดูหรือไง งั้นดูนี่ จับตามองให้ดีๆ อย่ากระพริบตาล่ะ"
ทันใดนั้นเค้าก็สั่งเก็บไม้เบสบอลกลับเข้าไปในช่องระบบและเรียกออกมาอีก ทำอยู่อย่างนั้น 3-4 รอบ สเตฟานที่จ้องมองตาไม่กระพริบ ถึงกับตบหน้าตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเค้าเองกำลังฝัน หรือโดนสะกดจิตอยู่ เพราะไม่ว่าจะมองยังไงไอ้ไม้เบสบอลเหล็กนี่ก็โผล่ออกมาจากอากาศจริงๆแถมไมลส์ในตอนนี้ก็ใส่เพียงเสื้อกล้ามผ้ายืดสีขาวโง่ๆตัวนึง แถมยังยืนโล่งๆอยู่ที่กลางห้อง เพราะงั้นตัดเื่ทริคมายากลอะไรนั่นออกไปได้เลย ทันใดนั้นสเตฟานก็ถึงกลับเข่าอ่อนฟุบลงไปกับพื้นทันที
"นี่มันเื่จริงหรอเนี่ย อีกไม่ถึงปี โลกนี้กำลังจะถึงกาลอวสาน..."
สเตฟานพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่แฝงไปด้วยความแตกตื่นอยู่พอสมควร จากนั้นเค้าก็รีบถลาเข้าหาไมลส์แล้วพูดเสียงดัง
"ไมลส์แล้วเราจะทำยังไงกันดี เราต้องรีบออกไปบอกทุกคนนะ" ไมลส์จับไหล่สเตฟานพลางบอกเค้าให้ใจเย็นลง
"ใจเย็นฟาน ชั้นนั่งคิดไตร่ตรองเื่นี้มาสักพักนึงแล้ว แต่ว่ามันอันตรายเกินไป นายจะให้ชั้นเสกไม้ออกมาจากอากาศถ่ายทอดสดออกทีวีให้ทุกคนบนโลกนี้ดูหรือไง ร้อยทั้งร้อยมันก็คงจะคิดว่าเป็มายากล อย่างที่นายคิดในตอนแรกนั้นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะนายมานั่งเห็นจะๆกับตาตัวเอง นายก็คงไม่เชื่อหรอกจริงมั้ยล่ะ" สเตฟานพยักหน้ารับเบาๆ "อืม นั่นก็จริง" ไมลส์พูดต่อ "หรือต่อให้มีคนเชื่อหลังจากนั้น นายคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อประชากรจำนวนมากเกิดความสิ้นหวัง หวาดกลัว.." ไมลส์หยุดไปครู่นึง และจึงเอ่ยต่อ "..สุดท้ายก็คงไม่แคล้วเกิดการจราจล มันจะยิ่งเป็การเร่งเวลาความสับสนอลหม่านให้กับโลกนี้ซะมากกว่า ชั้นก็ไม่ได้อยากจะให้มันเป็หยั่งงี้ แต่สเตฟาน..พวกเราก็แค่มนุษย์คนนึง.. ไม่ใช่พระเ้าที่จะดลบันดาลทุกอย่างได้ดั่งใจนึก สิ่งที่พวกเราพอจะทำได้ในตอนนี้ คือ หาทางปกป้องคุ้มครองคนที่เรารักให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะงั้นพวกเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้น นายพร้อมที่จะลุยไปกับชั้นหรือยังล่ะ..?"
สเตฟานเมื่อได้ฟังสิ่งที่ไมลส์พูดจึงฉุกคิดได้ และเริ่มใจเย็นลง "ในเมื่อเื่มันมาถึงขนาดนี้แล้ว นายจะพาชั้นไปขึ้นเขาลงห้วยอะไรที่ไหนก็เอาเลย ก่อนที่วันโลกาวินาศจะมาถึงชั้นจะต้องแข็งแกร่งขึ้นจนมีความสามารถมากพอจะปกป้องครอบครัวของชั้นได้"
ไมลส์ยิ้มอย่างยินดีกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของสเตฟาน
"ดีมากเพื่อน มันต้องหยั่งงี้สิ ถึงจะสมกับฉายามือปืนที่แม่นยำที่สุดในโลก"
สเตฟานยังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อเื่เกี่ยวกับตัวเค้าในชีวิตที่แล้วที่ไมลส์เล่าให้ฟัง
"ว่าแต่ชั้นเองยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย ว่าตัวเองจะเป็มือปืนที่เก่งขนาดนั้นได้ ั้แ่เกิดมาชั้นยังไม่เคยจับปืนเลยด้วยซ้ำ นายไม่ได้จำชั้นสลับกับคนอื่นใช่ป่าว?"
ไมลส์เขกหัวเพื่อนของเค้าเบาๆไปทีนึงพลางพูดว่า "แกจะบ้ารึไง! ใครมันจะบ้าจำเพื่อนตัวเองสลับกับคนอื่น อะไรที่แกไม่เคยทำ ไม่ได้หมายความว่าแกจะทำมันไม่ได้ เพียงแต่แกยังไม่เคยที่จะลองทำมันต่างหาก เดี๋ยวพอแกได้ลองจับปืนยิงจริงๆเมื่อไหร่ แกก็จะรู้เองแหละ ว่าตัวเองมีพร์ทางด้านนี้ขนาดไหน"
สเตฟานพอได้ยินดังนั้น ฉับพลันก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา "ถ้าเป็หยั่งงั้น หลังจากพวกเราทำเื่ดรอปเรียนเสร็จเรียบร้อย พวกเราไปลองฝึกยิงปืนที่สนามฝึกยิงกันเถอะ!"
ไมลส์เอ่ยยิ้มๆ "สรุป แกก็จะดรอปเรียนด้วยเหมือนกันสินะ" สเตฟานตอบทันควัน
"ก็เออสิ โลกกำลังจะแตกอยู่แล้ว ใครมันจะยังไปสนใจเื่ไปเรียนที่มหาลัยอีกฟะ" ไมลส์ฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมพลางหันมาพูดกับสเตฟาน "เยี่ยมมาก ถ้างั้นนับจากวันนี้เป็ต้นไป ชั้นจะเขียนโปรแกรมฝึกให้นายเอง รับรองนายจะต้องเก่งขึ้นแบบก้าวะโแน่ หึหึหึ..."