เธอจับแท็กซี่กลับไปยังสำนักงานด้วยหัวใจร้อนรน จ่ายเงินให้คนขับด้วยมือสั่นเทา ก่อนจะวิ่งขึ้นลิฟต์ตรงไปยังห้องทำงานของตน ไม่สนใจกับเพื่อนร่วมสำนักพิมพ์คนหนึ่งซึ่งขึ้นลิฟต์มาพร้อมกัน ทันทีที่เข้าไปถึงโต๊ะทำงานเธอก็คว้าโทรศัพท์และหมุนหมายเลขที่โจให้ไว้อย่างเร่งร้อน รอฟังเสียงจากปลายสายด้วยความกระวนกระวาย
“คุณนายกริฟฟิธส์ใช่ไหมคะ?” เธอเอ่ยถามออกไปเมื่อมีผู้มารับสาย “ได้โปรดเถอะค่ะฉันมีเรื่องจำเป็นต้องพูดกับคุณคลิฟฝอร์ดเดี๋ยวนี้ เธออยู่ไหมคะ?”
“เสียใจค่ะ เธอออกไปข้างนอกกับเพื่อนผู้ชายที่มาด้วยกัน” มิสซิสกริฟฟิธส์ตอบมาด้วยสำเนียงชาวเวลช์ “ได้ยินว่าจะไปแร๊กแลนกัน”
“แร๊กแลน......” หลังจากวางหูโทรศัพท์ลงเบทได้แต่ยืนมองมันอยู่อย่างสิ้นหวัง แม้อากาศในยามบ่ายจะค่อนข้างร้อน แต่ขณะนี้เธอเริ่มบังเกิดความรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
ทิมพิจารณาปราสาทแร๊กแลนที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่เมื่อกล่าวว่า “ผมดีใจนะที่เพิร์ชเพื่อนของคุณบอกให้เรามาที่นี่” น้ำเสียงของเขาบอกความตื่นใจอยู่ไม่น้อย “แต่คุณไม่จำเป็นต้องบอกผมก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ปราสาทของคุณ” คำพูดของเขาทำให้โจหัวเราะออกมาเบาๆ
“เวลามันผ่านมานานมากนะทิม เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เราอยู่ข้างนอกกันสักพักก่อนก็แล้วกัน”
“ผมว่าตอนนี้ผมเดินไปเรื่อยๆ ก่อนดีไหม?” เขากวาดสายตาไปทั่วบริเวณนั้น “คุณอยู่ตรงนี้คนเดียวได้อยู่แล้วนี่ผมอยากจะดูอะไรให้ทั่วสักหน่อย”
“ก็เอาสิ” โจพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เขามองดูเธออย่างรักใคร่เมื่อโจคุกเข่าลงบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม และแล้วก็หันหลังเดินขึ้นไปตามทางแคบๆ ที่ค่อนข้างสูงชันตรงไปยังกำแพงปราสาท
โจหลับตาลงมือสั่นน้อยๆ เมื่อพยายามทำใจให้ว่าง ทั่วบริเวณนั้นเต็มไปด้วยความเงียบ อากาศค่อนข้างหนัก ท้องฟ้าครึ้มด้วยกลุ่มเมฆสีเทาดำ ความร้อนกระมังที่ทำให้เกิดความง่วงงุนขึ้นเช่นนี้
เธอเห็นทิมเดินกลับมา จากปลายหางตาเธอเห็นเขากำลังเดินตรงเข้ามาหาเธอ ร่างสูงสง่านั้นเดินด้วยท่าสบายๆ มันทำให้โจรู้สึกแปลกใจเพราะรู้สึกว่าเขากลับมาเร็วเกินไป การสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทแห่งนี้น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ประมาณหนึ่งชั่วโมง และจากทางเบื้องหลังของเขา เหนือขึ้นไปบนกำแพงปราสาทตรงที่มีช่องหน้าต่างเปิดโล่งให้เห็นอยู่
มาทิลด้ายืนอยู่บนกำแพงของปราสาทแรดนอร์รู้สึกแปลกๆ ที่ในเวลานี้เธอสามารถจะมองดูเต็นท์ของชาวเวลช์ที่มาตั้งอยู่โดยรอบปราสาทได้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเป็นภาพที่เธอเคยประหวั่นพรั่นพรึงมาโดยตลอด แต่ทว่าเมื่อมาถึงเวลานี้กลับจะต้องต้อนรับพวกเขาในฐานะมิตรที่ดีอีกด้วย ธงสิงห์สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเจ้าชายไรสส์ปลิวไสวอยู่ในสายลมเย็นเยือก ขณะเดียวกันเธอก็ก้มลงมองธิดาซึ่งยืนตัวสั่นด้วยความหนาวอยู่ข้างกาย
“รู้ไหมจ๊ะ” เธอยิ้มให้ทิลลี่ “แม่กำลังคิดว่าอีกไม่นานแล้วนะลูกสาวของแม่ก็จะได้เป็นเจ้าหญิง”
ทิลลี่เพียงแต่เอื้อมมารับมือมารดาที่ยื่นมาให้ สีหน้าไม่ได้บอกความรู้สึกว่าต้องการความอบอุ่นหรือปลอบ ใจแม้แต่น้อย
“หนูชอบลอร์ดไรสส์เจ้าค่ะ เขาส่งสายสร้อยคริสทัลมาให้หนู” สายตาของสาวน้อยมองไปทางเต็นท์ใหญ่น้อยที่ตั้งอยู่ทั่วบริเวณหุบเขา ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า “และหนูก็ยังจะมีม้าสีขาวอานแดงด้วยเจ้าค่ะ จอห์น สแปง มหาดเล็กของเจ้าชายยังสัญญาว่าจะให้ลูกหมาหนูอีกสองตัวด้วยเจ้าค่ะ หนูชอบเขาจริงๆ”
มาทิลด้าเงยขึ้นมองกลุ่มเมฆสีดำที่ปกคลุมอยู่เหนือหุบเขาและทั่วบริเวณภูเขาแห่งนั้น หัวใจของเธอหน่วงหนักขณะที่ธิดาตัวน้อยพูดแจ้วๆ อยู่ข้างหู เธอโน้มกายลงจุมพิตเบาๆ บนศีรษะ
“ทิลด้าแม่เชื่อว่าลูกจะต้องมีความสุขในบ้านหลังใหม่ของหนูแน่ทีเดียวลูก ลอร์ดไรสส์จะเป็นท่านพ่อที่ให้ความเมตตากับหนูอย่างมากที่สุด” น้ำเสียงของเธอระคนสะอื้นพยายามสกัดกั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ลามไหลลงมา
“ตอนนี้หนูไปเล่นกับซาเบลแล้วก็มาร์กาเร็ทได้หรือยังล่ะเจ้าคะ?” สาวน้อยกระวนกระวายอยากจะวิ่งออกไปจากที่นั่นเสียเร็วๆ ทั้งเบื่อและไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เป็นมารดาจึงมีท่าทางโศกเศร้านัก มาทิลด้าฝืนยิ้มเมื่อตอบลูกว่า
“ไปเถอะลูก เดี๋ยวตอนเข้านอนแม่จะไปหาที่ห้องนะจ๊ะ” เธอไม่ยอมหันไปมองเมื่อทิลลี่น้อยรีบวิ่งกลับเข้าไปในปราสาท แต่เบือนหน้ากลับไปมองหุบเขาที่กำลังปกคลุมด้วยเมฆฝนมืดครึ้มอยู่
ดึกมากแล้วกว่าที่เธอจะเดินถือเทียนไขขึ้นไปยังห้องนอนของลูกที่อยู่ชั้นบนขึ้นไป ทิลลี่หลับไปนานแล้วอาจจะด้วยความเหนื่อยอ่อนที่ได้พบแต่เรื่องน่าตื่นเต้นมาทั้งวัน มาทิลด้าจรดฝีเท้าเข้าไปข้างเตียงแต่แล้วก็เห็นอิลิเนอร์พี่เลี้ยงของพวกลูกๆ นั่งสะอึกสะอื้นอยู่ในเงามืดข้างเตาผิงที่ดับแล้ว เด็กสาวผวาลุกขึ้นด้วยความตกใจ
“อุ๊ย.... คุณหญิง” เจ้าหล่อนรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา “คุณหญิงเจ้าขา ดิฉันไม่อยากไปจากที่นี่เลยเจ้าค่ะ” หยาดน้ำตาเริ่มจะลามไหลลงมาอีก
มาทิลด้ารู้สึกใจหาย หยาดน้ำใสๆ เริ่มคลอคลองขึ้นในเบ้าตา พยายามกล้ำกลืนฝืนใจพูดออกไปว่า
“อย่าพูดเหลวไหลอย่างนี้อีกนะอิลิเนอร์ เจ้าชายไรสส์เป็นคริสเตียนที่ดีและเป็นคนที่มีเมตตาอย่างยิ่งไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ยอมให้ลูกแต่งงานไปอยู่กับเขาหรอก” เธอลดเสียงลงทันที “ฉันหวังว่าเจ้าจะไม่ร้องไห้ให้ทิลด้าเห็นอีกต่อไปด้วย”
“เจ้าค่ะคุณหญิง” อิลิเนอร์ตอบเสียงสั่น “ดิฉันจะไม่ยอมให้คุณหนูเห็นหรอกเจ้าค่ะ เวลานี้คุณหนูกำลังดีอกดีใจที่จะได้ไปอยู่ที่นั่นเหลือเกิน”
มาทิลด้าเดินตรงไปที่เตียงนอน มองดูลูกสาวสามคนที่นอนเรียงกันอยู่ ทิลด้าเป็นคนเงียบสงบเรือนผมสีจาง ขณะที่มาร์กาเร็ทมีเรือนผมสีแดงเข้มราวทองแดงรูปร่างคล้ายคลึงมารดามาก ส่วนไอโซเบลนั้นยังเยาว์วัยนักมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ขึ้นมานอนร่วมเตียงกับพี่สาวโดยไม่เคยรู้เลยว่าการที่ได้รับอนุญาตเช่นนั้นก็เพื่อที่มาร์กาเร็ทจะไม่เหงาเกินไปเมื่อทิลด้าจากไปแล้ว
มาร์กาเร็ทโอบแขนอยู่รอบร่างน้องสาวอย่างปกป้อง ขณะที่มาทิลด้าแยกตัวนอนห่างออกไปแถมยังหันหลังให้น้องทั้งสองอีกด้วย หรือมาทิลด้าจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องจากทุกคนไปแล้ว เธอคุกเข่าลงข้างเตียง กล้ำกลืนน้ำตายกมือขึ้นทำเครื่องหมายกางเขนตรงหน้าอกเงียบๆ อธิษฐานขอให้มาทิลด้าห่างไกลจากความคิดที่จะทรยศต่อมารดาและบิดาที่แท้จริงของเธอเอง
พิธีฉลองสมรสได้เสร็จสิ้นลงภายหลังจากที่มีงานเลี้ยงรับรองอันยืดยาว มาทิลด้ามองลูกสาวที่นั่งอยู่เคียงข้างสามีในที่นั่งซึ่งจัดไว้เป็นพิเศษ กรัฟฟิดด์จัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ท่าทางร่าเริงแจ่มใสเรือนผมสีทองหยักศกสลวย นั่งรับประทานอาหารร่วมจานกับทิลลี่อย่างมีความสุข แม้ว่าฝ่ายเจ้าสาวแทบจะไม่ได้แตะต้องอะไรเลยก็ตาม ได้แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างปราโมทย์ สายสร้อย คริสตัสที่สวมอยู่รอบคอสะท้อนแสงไฟอยู่วาววาม เรือนผมสีทองอ่อนมีผ้าสีเงินปกคลุมไว้อย่างสวยงาม เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมากเมื่อเห็นเจ้าหญิงเกวนเลี่ยนพระมารดาของกรัฟฟิดด์โอบไหล่ลูกสาวของเธอไว้อย่างปรานี
พิธีฉลองนั้นดำเนินติดต่อกันไปเป็นเวลาหลายวันและในที่สุดก็มาถึงเช้าของวันสุดท้ายเมื่อคณะของชาว-เวลช์เริ่มเก็บเต็นท์และสัมภาระเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับ มาทิลด้ากับวิลเลียมเดินเข้าไปในเต็นท์ของไรสส์จุมพิตลูกสาวที่เงียบขรึมอย่างอาลัย และรอส่งอยู่จนกระทั่งทุกคนขึ้นม้าเพื่อเดินทางไปยังปราสาทแห่งแลนโดเวอรี่
“เอาละ เราจะรักษาสัญญาสันติภาพนี้ไว้จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระเจ้าเฮนรี่” วิลเลียมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมหลังจากทุกคนขี่ม้าออกไปจากที่นั่นแล้ว
มาทิลด้าหันมามองหน้าสามี รู้สึกเยียบเย็นขึ้นมาในหัวใจด้วยน้ำเสียงนั้น
“แล้วถ้าพระเจ้าแผ่นดินเกิดสวรรคตลงล่ะเจ้าคะอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น?”
“ใครจะรู้” วิลเลียมตอบพลางยักไหล่ “เราก็ได้แต่อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานสมบูรณ์ด้วยพระพลานามัยเท่านั้น ถ้าพระองค์จะต้องสวรรคตลงและเจ้าชายไรสส์กับลูกๆ ไม่ยอมรับในองค์รัชทายาท ฉันจะเป็นคนลงมือจัดการด้วยตัวเอง” สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม “ไม่ต้องห่วงหรอกนะทิลด้าจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม พวกมันต้องป้องกันแกไว้จากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นถ้ามันจะมีนะ แต่นั่นแหละถ้าพวกมันคิดที่จะเอาทิลด้าเป็นเหยื่อล่อฉันละก็....” เขาทิ้งคำพูดเชิงคุกคามไว้เพียงแค่นั้น
มาทิลด้าพบว่าตัวเองกำลังมองหน้าสามีอยู่ด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง นี่หมายความว่าวิลเลียมได้ตัดขาดมาทิลด้านับแต่วันที่ตกลงยกลูกสาวให้เป็นสะใภ้ของลอร์ดไรสส์แล้วเช่นนั้นหรือ? หมายความว่าเขาไม่ได้เห็นลูกสาวคนโตมีความหมายอะไรสำหรับเขาอีกต่อไปแล้วเช่นนั้นใช่หรือไม่ จึงใช้เธอเป็นเบี้ยเพื่อจะแลกกับหมากตัวที่มีความสำคัญมากกว่า? ถ้าแม้แต่ลูกสาวคนโตยังไม่ได้รับความปรานีจากเขาแล้วใครเล่าที่เขาจะให้ความเมตตา? มาทิลด้าได้แต่อธิษฐานขอให้ลูกทุกคนได้รับความกรุณาจากเขาบ้างแม้แต่ตัวเธอเองก็เช่นกัน