ฉินไห่ซู่โบกมืออย่างหงุดหงิดน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญ
"ถ้าว่างมากนักก็ยกเก้าอี้ไปนั่งคุยกันที่หน้าหมู่บ้านไป๊ อย่ามายืนขวางอยู่ตรงนี้ขวางหูขัดขวางจริงๆ!"
ถึงเขาจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวบ้านเป็นอันดับแรกแต่เขาก็ไม่ใช่เทวดาที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้
ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านพูดออกมาแบบนี้แล้วพวกชาวบ้านก็ไม่มีหน้าจะอยู่ต่อ ต่างคนต่างก้มหน้าเหงาหงอยทยอยเดินออกจากบ้านฉินไห่ซู่ไป
"เฮ้อ!"
พอชาวบ้านออกไปหมดแล้วฉินไห่ซู่ถึงได้ถอนหายใจออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักใจ
"สมัยนี้เป็นผู้ใหญ่บ้านนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ!"
อายุอานามก็ปูนนี้แล้วยังต้องทำตัวเหมือนหัวหน้าครอบครัว คอยตามล้างตามเช็ดเรื่องต่างๆ ให้ลูกบ้านเขารู้สึกเหนื่อยใจเสียจริง
หลี่เจียวเจียวเม้มริมฝีปากล่างแน่นเธอรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
"พ่อ ทำไมล่ะคะ? ทำไมพวกชาวบ้านถึงแห่กันไปประจบประแจงต่งเสี่ยวเสี่ยวกันหมดนะ"
ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านและอาจจะได้รับช่วงต่อจากพ่อในอนาคต พวกเขาควรจะรีบมาประจบประแจงเธอไม่ใช่เหรอ?
ฉินไห่ซู่เหลือบมองลูกสาวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความรำคาญแล้วพูดออกมาตามความจริง
"ก็เพราะว่าเสี่ยวเสี่ยวรู้เยอะรู้ไปหมดทุกอย่าง ทั้งเป็นหมอ ทั้งหาเงินเก่ง แถมยังมาจากเมืองหลวงอีกต่อให้ไม่กลับเมืองหลวง เสี่ยวเสี่ยวก็มีความสามารถรอบด้านมีวิธีหาเงินตั้งเยอะตั้งแยะ ก็ต้องมีคนแห่กันไปประจบประแจงเป็นธรรมดา!"
ถ้าลูกสาวของเขาฉลาดเหมือนเสี่ยวเสี่ยวบ้างเขาก็คงไม่ต้องปวดหัวขนาดนี้หรอก
พอเห็นว่าแม้แต่พ่อของตัวเองยังเข้าข้างต่งเสี่ยวเสี่ยวหลี่เจียวเจียวก็หน้าเสียขึ้นมาทันที เธอกัดฟันกรอดๆ แล้วพูดออกมาอย่างเคียดแค้น
"พ่อ หนูเป็นลูกสาวแท้ๆ ของพ่อนะทำไมพ่อถึงเข้าข้างต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยล่ะ?"
นอกจากจะไม่เข้าข้างเธอแล้วยังชมว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเก่งอีกงั้นเหรอ?
แต่พอคิดดูอีกที
ก็จริง...
ถ้าต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่มีความสามารถเลยแล้วพี่ฉินซู่จะหลงหัวปักหัวปำได้ยังไง
พอคิดว่าผู้ชายที่รักถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวแย่งไปแถมชื่อเสียงที่ควรเป็นของเธอกลับตกไปอยู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวทั้งหมดหลี่เจียวเจียวก็โกรธจนแทบคลั่งอยากจะถลกหนังต่งเสี่ยวเสี่ยวออกมาเพื่อระบายความแค้นในใจ
คนเป็นพ่อก็ย่อมรู้จักลูกดี
ฉินไห่ซู่มองสีหน้าเคียดแค้นของลูกสาวก็รู้ว่ากำลังจะก่อเรื่องจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนสติ
"ลูกน่ะอย่าทำเรื่องไร้สาระเชียวอย่าหาว่าพ่อไม่เตือนก็แล้วกัน ถ้าถึงตอนนั้นซวยขึ้นมา ต่อให้เรียกพ่อพ่อก็ไม่ช่วยหรอกนะ!"
หลี่เจียวเจียวยิ้มหวานก่อนคล้องแขนฉินไห่ซู่อย่างออดอ้อน
"พ่อ ดูสิคะ ทำไมถึงคิดมากอีกแล้วหนูจะทำเรื่องชั่วๆ พวกนั้นได้ยังไงหนูแค่คิดว่าอยากจะให้พ่อช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้หนูหน่อยได้ไหมหาทางเอาหนูเข้าไปทำงานในโรงงานหน่อย หนูจะได้มีเงินเดือนเดือนละสิบยี่สิบหยวนทำไปสักสองสามปี จะได้เก็บเงินไว้เป็นสินเดิมด้วย แล้วก็จะได้ไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงด้วยค่ะ!"
ถึงภายนอกเธอจะดูยิ้มแย้มแต่ในใจกลับคิดวางแผนอย่างอื่น
ฉินไห่ซู่รู้สึกปลื้มใจเขาลูบหลังมือของหลี่เจียวเจียวเบาๆ และมองลูกสาวด้วยแววตาเอ็นดู
"ลูกพี่ลูกน้องของลูกทำงานอยู่ในโรงงานในเมืองเดี๋ยวพ่อจะลองเขียนจดหมายให้ลูกพี่ลูกน้องของลูกดูว่าลูกพี่ลูกน้องของลูกพอจะมีวิธีเอาลูกเข้าไปทำงานในโรงงานได้ไหม"
สมัยนี้คนที่ได้ทำงานในโรงงานก็ถือว่ามีหน้ามีตาแถมยังได้สวัสดิการอีกมากมาย
ก่อนหน้านี้ก็เคยพูดแล้วว่าจะให้ลูกสาวไปทำงานในโรงงาน
แต่ตอนนั้นลูกสาวกลับยึดติดอยู่กับฉินซู่ไม่ยอมไปทำงานเด็ดขาด
ตอนนี้รู้ตัวแล้วก็ยังไม่สาย
หลี่เจียวเจียวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
"พ่อสบายใจได้เลยค่ะหนูจะตั้งใจทำงานในโรงงาน จะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงค่ะ"
...
วันนี้ เหอเถาเซียงและคนอื่นๆก็ยังคงเก็บสมุนไพรทั้งสี่ชนิดมาคนละหนึ่งชั่งเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อวานรายได้ของแต่ละคนคือสี่หยวน รวมเป็นเงินสี่สิบแปดหยวน
วันนี้รายได้จากการขายหมาล่าทั่งของสวีซิ่วหลังจากหักต้นทุนแล้วรวมเป็นหกสิบหยวนหลังจากเอามาแบ่งกันแล้ว ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ได้เงินมาทั้งหมดสามสิบหยวน
ส่วนแผงเหอเถาฮวาขายได้มากกว่าเดิมหลังจากหักต้นทุนแล้วขายได้เก้าสิบหยวนพอดี แบ่งครึ่งกับต่งเสี่ยวเสี่ยวแต่ละคนจะได้สี่สิบห้าหยวน
เพราะฉะนั้นวันนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวมีรายได้รวมเจ็ดสิบห้าหยวน
ส่วนป้าหลิวที่ขายซานจาจิ่วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ขายให้ในราคาทุน ไม่ได้เอากำไรเลย
ช่วงที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวพักอยู่บ้านเธอก็วุ่นอยู่กับการปรุงยาสมุนไพรทุกวัน ทำซานจาจิ่ว แล้วก็สอนหนังสือเด็กๆทั้งสามคน ชีวิตถือว่าไม่ว่างเลยทีเดียว
ฉินซู่ออกจากบ้านไปหลายวันกว่าจะกลับมาก็อีกตั้งหนึ่งอาทิตย์
วันนี้ฝนตกหนักพอต่งเสี่ยวเสี่ยวกล่อมเด็กน้อยทั้งสามคนให้หลับไปแล้วเธอก็มานั่งอ่านตำราสมุนไพรในห้องนั่งเล่น
จู่ๆต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ เธอเอามือกุมหน้าอกไว้เบาๆมือขวาแตะที่หัวใจ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลางสังหรณ์บอกเธอว่าเหมือนกำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
ในตอนนั้นเอง
‘ปัง ปัง ปัง!’
ประตูด้านนอกถูกทุบอย่างแรง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบวางตำราสมุนไพรในมือลงเธอกางร่มออกไปเปิดประตู ก็เห็นเสิ่นต้าลี่สวมเสื้อกันฝนยืนอยู่
ตัวของเสิ่นต้าลี่เต็มไปด้วยโคลนเปรอะเปื้อนฝนตกลงมากระทบตัวเขา เสียงดังแปะๆ เขาหายใจหอบหนัก ดูเหมือนเพิ่งจะวิ่งฝ่าฝนมา
"ต้าลี่ กลางค่ำกลางคืนมีอะไรด่วนเหรอ เกิดอะไรขึ้น!"
เสิ่นต้าลี่หายใจเข้าออกหลายครั้งแล้วพูดออกมาอย่างเหนื่อยหอบ
"พี่สะใภ้ แย่แล้วฝนตกหนักทำให้เกิดดินถล่ม มีชาวบ้านหลายคนที่กลับบ้านช้าถูกดินทับตอนนี้มีหลายคนหมดสติไปแล้ว แถมยังมีคนบาดเจ็บสาหัสอีกผมไม่กล้าเสียเวลาเลยรีบมาหาพี่สะใภ้!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตกใจขึ้นมาทันทีเธอพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก
"ใช่สามีของฉันหรือเปล่า..."
เสิ่นต้าลี่กลืนน้ำลายลงคอ แล้วโบกมือ
"พี่ฉินซู่ไม่เป็นอะไรตอนนี้กำลังช่วยแบกคนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านคนที่บาดเจ็บทั้งหมดถูกพาไปไว้ในศาลบรรพบุรุษ พวกเขาให้ผมมาเรียกพี่สะใภ้ไป"
ต่งเสี่ยวเสี่ยว“...”
คราวหลังพูดจาอย่าเว้นวรรคนานนักสิทำเอาตกอกตกใจหมด
เธอไม่อยากจะกลายเป็นแม่ม่ายตั้งแต่ยังสาวแบบนี้หรอกนะ
"ถ้างั้นรอฉันเดี๋ยวนะฉันจะไปหยิบกล่องยา!"
พูดจบเธอก็กางร่ม รีบกลับเข้าไปในบ้านแล้วกำชับหลินเจียเจียให้ดูแลเด็กน้อยทั้งสามคน
จากนั้นเธอก็ถือกล่องยา กางร่มแล้วรีบตามเสิ่นต้าลี่ไปที่ศาลบรรพบุรุษ
ศาลบรรพบุรุษของหมู่บ้านชิงซานไม่ได้ใหญ่โตอะไรถึงจะมีประวัติความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี แต่ไม่มีเงินซ่อมแซมตอนนี้จึงทรุดโทรมมาก แต่ก็ยังถูกทำความสะอาดเป็นอย่างดีมาตลอด
ตรงลานของศาลบรรพบุรษ มีเสื่อปูอยู่หลายผืนและมีคนนอนอยู่บนนั้นมากมาย แต่ละคนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนหายใจเข้าได้นิดเดียวแต่แทบไม่มีแรงหายใจออก บางคนก็ใกล้หมดลมหายใจเต็มทีแล้ว
เหล่าผู้หญิงคอยดูแลอยู่ข้างๆ ทำอะไรไม่ถูกพากันร้องไห้สะอึกสะอื้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบไปเห็นฉินซู่กำลังนั่งพักอยู่ในนั้นเธอถือกล่องยาเดินเข้าไปหาสามีอย่างรวดเร็ว
"เกิดอะไรขึ้น?"
ฉินชู่จิบชาอุ่นเบาๆความเย็นในตัวก็คลายลงไปไม่น้อย พอสบตากับแววตาที่เป็นห่วงของต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วเขาจึงค่อยๆ อธิบาย
"ฝนตกทำให้ดินร่วน ดินเลยถล่มน่ะทุกคนไม่ได้ระวังตัว ก็เลยถูกดินถล่มทับ กว่าจะช่วยคนออกมาได้ก็แทบแย่ทางเข้าหมู่บ้านก็ถูกปิดไปแล้ว ฉันเลยให้ต้าลี่ไปเรียกเธอมา"