ฟางเฉินออกล่า
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเย่เทียนผู้นำคนอื่น ๆก็ไม่ได้โง่พวกเขารู้ว่าในนิกายพฤกษาครามใช่ว่าจะเป็นอันหนึ่งเดียวกันเสมอไปจะต้องมีการแยกฝ่ายหลายฝ่ายอย่างแน่นอน และดูเหมือนว่าฝ่ายของผู้อาวุโสสูงสุดคนนั้นจะเป็นพวกเห็นแก่ตัวอีกด้วย“แล้วแบบนี้เราจะทำอย่างไร ขืนปล่อยไว้แบบนี้ผู้คนธรรมดาจะไม่สามารถหนีรอดจากชะตากรรมได้แน่” ราชาฉินกล่าว“พวกเจ้าให้คนของพวกเจ้าไปอพยพมาอยู่ที่เมืองหลวงให้หมดตอนนี้เราจะเน้นการป้องกันเอาไว้ก่อนรอให้ศิษย์เหล่านั้นเดินทางมาถึงป่าพงไพรแล้วค่อยให้คนพวกนั้นจัดการเอาเอง” เย่เทียนกล่าว“เป็นความคิดที่ดี อย่างน้อยพวกเราก็จะสามารถปกป้องคนที่พื้นที่จำกัดได้” ราชาฮั่นกล่าว“ส่วนศิษย์คนใหนอยากจะออกไปต่อสู้หาประสบการณ์ก็ให้เขาออกไปต่อสู้ก็ดีนะ” ผู้อาวุโสนิกายพฤกษาครามกล่าวทุกคนพากันเห็นด้วย ในขณะที่เหล่าผู้นำกำลังประชุมอยู่ เย่เซียนก็เกิดร้อนใจอย่างมากเพราะตอนนี้ฟางเฉินได้หายตัวไปเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว ซึ่งจากจากของผู้พิทักษ์ทั้ง 2 แล้วฟางเฉินไม่ได้ออกจากสำนักจู่หลงแน่ ๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าฟางเฉินอยู่ใหนลึกลงไปแม่น้ำ ภายในถ้ำซึ่งอยู่ในทางลับ ฟางเฉินกำลังนั่งอยู่หน้าเสาหินพร้อมกับหลับตาลง ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาฟางเฉินได้รับประโยชน์จากเสาหินอย่างมากด้วยกฎแห่งการบ่มเพาะที่ถูกสลักไว้ทำให้ฟางเฉินเข้าใจการบ่มเพาะในขั้นนักรบได้รวดเร็วขึ้นอย่างมากหมายเท่า ซึ่งจากที่ความโลภคาดการไว้ การที่ฟางเฉินจะไปถึงระดับนักรบขั้นสูงสุดอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 1 ปี หรือมากกว่านั้นเพราะการจะทลวงระดับแต่ละครั้งจำเป็นต้องวางรากฐานและความเข้าใจในวิถีของการบ่มเพาะอย่างลึกซึ้งเสียก่อนแต่ด้วยความช่วยเหลือของเสาหินนี่ ทำให้ฟางเฉินสามาระย่นระยะเวลาได้อย่างชัดเจนในตอนนั้นเองฟางเฉินที่นั่งแน่นิ่งอยู่ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงระเบิดออกมา ทะเลเพลิงเข้าปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ ความโลภที่ลอยตัวอยู่ก็แสดงสีหน้ายินดีออกมา“ในที่สุดเจ้าก็มาถึงระดับนักรบขั้นสูงสุดเสียที ครามนี้ด้วยพลังของเจ้าพวกอสูรระดับ 5 ก็ไม่น่าหวาดกลัวสำหรับเจ้าอีกต่อไป แม้แต่ต้องเจอพวกอสูรระดับ 6 เจ้าก็สามารถหลบหนีได้ทัน” ความโลภกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีกล่าวได้ว่ายิ่งฟางเฉินแกร่งขึ้นตัวของมันเองก็ยิ่งทรงพลังขึ้นเช่นกัน“ได้เวลาออกไปแล้ว” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับเดินออกไปทันที ฟางเฉินคิดว่าจะบอกความลับนี้ให้กับเย่เทียนรู้เพราะเสาหินนี้สามารถช่วยให้พวกศิษย์บ่มเพาะรวดเร็วยิ่งขึ้นได้มากเมื่อฟางเฉินออกมาจากเส้นทางลับผู้พิทักษ์ทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของฟางเฉินทันทีทั้งสองรีบปรากฎตัวออกมาต่อหน้าฟางเฉินและต้องการที่จะดุด่าฟางเฉินที่หายตัวไปแต่ว่าพวกเขาก็ต้องหยุดชะงักลงและสีหน้ากลายเป็นตื่นตระหนกเพราะกลิ่นอายบนร่างของฟางเฉินนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก“เป็นไปไม่ได้ระดับนักรบขั้นสูงสุด เจ้า เจ้าทำได้ยังไงเวลาแค่ 5 เดือน ไม่น่าจะทำได้ถึงขนาดนี้นี่” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ“เจ้าไม่ต้องบอกพวกข้าเพราะข้ารู้ว่าเจ้าคงมีความลับเป็นของตัวเอง พวกข้าขอแค่เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ขนาดนี้พวกข้าก็พอใจแล้ว” หญิงชรากล่าวเมื่อเห็นสีหน้าอึดอัดของฟางเฉินไม่นานฟางเฉินก็ไปพบกับเย่เซียนเมื่อได้ยินว่านางกำลังตามหาเขาให้วุ่น เย่เซียนกลายเป็นตื่นเต้นทันทีเมื่อเห็นว่าฟางเฉินปลอดภัยดี“เจ้าหายไปใหนมาทำไมหายไปตั้ง 5 เดือน” เย่เซียนกล่าว“ข้าก็แค่หาที่สงบบ่มเพาะเท่านั้นเอง” ฟางเฉินกล่าว“เจ้าบ้าอย่างน้อยเจ้าก็ควรจะบอกข้าก่อน ตัวเจ้าที่มีศัตรูมากข้าเลยคิดว่าเจ้าถูกคนเหล่านั้นจับตัวไป” เย่เซียนกล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าแง่งอน“เอาเถอะ ข้าผิดเองแหละเรื่องนี้ เพราะงั้นข้าจะชดใช้ให้กับเจ้าด้วยนี่ก็แล้วกัน” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับสัมผัสแหวนมิติ จากนั้นกระบี่ระดับ ปฐพีขั้นสูง 2 เล่มและ ระดับสวรรค์ 1 เล่มให้กับเย่เซียน กระบี่เหล่านี้ฟางเฉินได้มันมาจากมรดกที่เทพคนนั้นเหลือให้“กระบี่ระดับสวรรค์ เจ้าไปได้มันมาจากใหน” เย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ“ข้าได้มันมาโดยบังเอิญเท่านั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจไรหรอก” ฟางเฉินกล่าวเย่เซียนรับกระบี่ทั้งสามเล่มมาด้วยความยินดีใบหน้าที่งดงามของนางเริ่มแดงขึ้นด้วยความเขินอาย นางไม่คิดว่าฟางเฉินจะยอมมอบกระบี่ระดับสวรรค์ให้กับนางต้องรู้ว่าอาวุธระดับสวรรค์มีเพียงตัวตนระดับเจ้าสำนักเท่านั้นที่มี และมันยังมีค่าอย่างมกาแต่ฟางเฉินก็ยังยกให้กับนางอย่างไม่ลังเลเลย“ต่อจากนี้ข้าว่าจะออกไปฝึกฝนซะหน่อย จากที่ข้ารู้มารอบ ๆสำนักของเรามีพวกอสูรอยู่เป็นจำนวนมากใช่หรือไม่” ฟางเฉินกล่าว“ใช่ ข้าเองก็ออกไปสังหารพวกมันมาบ้างแล้วแต่เพราะพวกมันมีมากเกินไปข้าเลยต้องถอยกลับมา” เย่เซียนกล่าว“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็ดีเพราะข้ากำลังคันไม้คนมืออยู่พอดี” ฟางเฉินกล่าว“ถ้างั้นข้าจะไปกับเจ้า” เย่เซียนกล่าว“ไม่ต้อง เจ้าในตอนนี้ควรจะรีบทะลวงระดับสู่ขั้นปฐพีซะเพราะหลังจากที่เราไปถึงนิกายพฤกษาคราม ด้วยพลังของพวกเราในตอนนี้คงไม่สามารถปกป้องตัวเองจากคนชั่วร้ายที่จ้องจะเล่นงานเราได้แน่” ฟางเฉินกล่าว“แต่ว่า....” เย่เซียนรู้สึกเป็นกังวล ตอนนี้จิตใจของนางนั้นมีแต่ฟางเฉินเต็มไปหมด นางนั้นรู้ตัวเองดีว่านางนั้นหลงรักฟางเฉินแล้วและฟางเฉินก็ไม่ได้โง่ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะแข็งแกร่งเพื่อให้คู่ควรกับนาง“ข้าไปก่อนนะ” ฟางเฉินกล่าวฟางเฉินเดินออกไปและไปพบผู้พิทักษ์ทั้งสองที่ทำหน้าที่ป้องกันอยู่หน้าสำนัก จากนั้นฟางเฉินก็ขออนุญาตทั้งสองออกไปสังหารพวกอสูร รอบ ๆสำนักจู่หลงมีเพียงอสูรระดับ 1-5 คอยเฝ้าอยู่ทำให้ฟางเฉินไม่รู้สึกเกรงกลัวผู้พิทักษ์ทั้งสองเองก็อยากจะรู้ว่าฟางเฉินในตอนนี้แข็งแกร่งแค่ใหนทั้งสองจึงอนุญาติและคอยดูอยู่ห่างๆ เมื่อฟางเฉินออกไปจากค่ายกลของสำนักแล้ว ใบหน้าของฟางเฉินก็กลายเป็นเย็นชา ฟางเฉินสวมถึงมือสังหารและนำเส้นด้ายสีดำมาติดไว้ที่หลัง“ด้วยถุงมือสังหารความสามารถในการควบคุมด้ายของเจ้าจะเพิ่มอย่างน้อย 30% ” ความโลภกล่าวฟางเฉินพุ่งออกไปได้ไม่นานอสูรระดับ 1-3 หลาย 10 ตัวก็พุ่งเข้ามาหาฟางเฉินทันที ฟางเฉินไม่หลบและสะบัดมือออกไปเส้นด้ายสีดำพุ่งออกไปเหมือนกับเข็มที่แหลมคมเจาะทะลวงสมองของอสูรเหล่านั้นและบนตัวเส้นด้ายยังถูกเคลือบไว้ด้วยเพลิงอีกด้วย“ตายไปซะ” ฟางเฉินคำรามออกมาพริบตาอสูรระดับ 1- 3 นับ 10 ก็ถูกฟางเฉินฆ่าตายไป จากนั้นอสูรระดับ 4 ก็พุ่งเข้าหาฟางเฉินแต่ฟางเฉินก็ควบคุมเส้นด้ายให้เหมือนกับแส้และตะวัดออกไป เส้นด้ายที่คมดุจกระบี่ตัดผ่านร่างของอสูรเหล่านั้นจนเป็นชิ้นๆ