บทที่ 20 คุณไม่ใช่คนดี พี่สะใภ้จะนอนกับฉันนับจากนี้เป็ต้นไป
กู้ไป๋เหยี่ยพูดกับภรรยาที่ตนไม่ได้เจอมาหลายวัน แต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าเขาไม่พูดถึงกู้เซียงเวยขึ้นมา
ทันทีที่เขาพูดถึงน้องสาว ฝูเสวี่ยก็ผลักกู้ไป๋เหยี่ยออกไปทันที จากนั้นค่อยถอยหลังไปสองก้าว ถอยตัวออกมาให้ห่างจากเขา
ฝูเสวี่ยจ้องกู้ไป๋เหยี่ยอย่างระแวดระวัง ทำราวกับเห็นเขาเป็ศัตรู
กู้ไป๋เหยี่ยรู้สึกปวดหัวและหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋ามาเพื่อจุดไฟ
มีเมียพูดไม่ได้มันง่ายเสียที่ไหน?
เธอมักจะเล่นาเย็นกับเขาทุกทีที่ตัวเองโกรธ
จะให้สื่อสารกันยังไงล่ะทีนี้!
เขายัดมวนบุหรี่เข้าไปในปากอย่างไม่อดทน
แต่ในจังหวะที่ยังไม่ทันตั้งตัวและกำลังจะจุดไฟ ฝูเสวี่ยได้ดึงบุหรี่ออกจากปากของเขา ก่อนนำมันไปโยนทิ้งลงถังขยะ
สีหน้าของกู้ไป๋เหยี่ยมืดหม่นลง
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้เริ่มเอาแต่ใจมากขึ้นทุกที ๆ จนปัจจุบันเริ่มลามมาถึงขนาดไม่ให้เขาสูบบุหรี่แล้ว!
ดูทีแล้วเธอคงจะเคยชินกับการที่เขาใจดี ไม่สั่งสอนมอบบทเรียนอะไรให้มากเลยสิท่า
กู้ไป๋เหยี่ยพุ่งเข้าไปโอบรอบเอวของฝูเสวี่ย จากนั้นค่อยดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “ยังสร้างปัญหาอยู่อีกเหรอ! ถ้าคุณไม่้าหย่าก็ไม่ต้องหย่าสิ! ”
ฝูเสวี่ย “?”
ใครกันแน่ที่ไม่อยากหย่า?
นี่เขากำลังรังแกเธอเพราะเธอโต้ตอบไม่ได้อย่างงั้นเหรอ?
หญิงสาวอยากจะปฏิเสธ แต่กู้ไป๋เหยี่ยไม่เปิดโอกาสให้เธอทำเช่นนั้น เขากอดเธอจากด้านหลังเอาไว้แน่น ไม่ยินยอมให้เธอหันหลังกลับ
ทั้งสองดูเหมือนกำลังแสดงความรักใคร่ต่อกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างฝ่ายต่างมีเื่ที่ตัวเองวิตกกังวล ซ้ำยังเข้ากันได้ไม่ดีเอาเสียเลย
ในจังหวะนั้นเอง โม่เชียนก็บังเอิญก้าวเข้ามาในบริเวณนั้นอย่างพอดิบพอดี
ซึ่งตอนที่ประตูถูกเปิดออก หญิงสาวก็ได้เห็นภาพ... ภาพของคนสองคนที่กำลังกอดรัดกันอยู่
เธอเดินเข้าหาคู่สามีภรรยาด้วยความอยากรู้อยากเห็น พร้อมจดจ้องมองพวกเขาอย่างไม่วางตา
“พวกคุณกำลังคลำหาเด็กอยู่เหรอ? ”
ยามเสียงของหญิงสาวถูกส่งไปถึงฝูเสวี่ย เธอก็รีบดึงแขนสามีออกจากเอวของตนทันที
ใบหน้าของเธอแดงราวกับก้นลิง
แขนของกู้ไป๋เหยี่ยกลับไปว่างเปล่า ชายหนุ่มมองยังสาวน้อยที่เข้ามาขัดจังหวะด้วยใบหน้าเคืองขุ่นใจ
อยากจะเตะเด็กนี่ออกไป... เดี๋ยวนี้เลย!
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็คนพาฝูเสวี่ยกลับมาหาตน ครั้งนี้เขาจะอะลุ่มอล่วยปล่อยเธอไปสักครั้งก่อน
กู้ไป๋เหยี่ยพ่นความโกรธออกมาผ่านลมหายใจและไม่สนใจโม่เชียนอีก เขาจับเข้าที่ข้อมือของฝูเสวี่ย ก่อนลากเธอขึ้นบันได
ส่วนฝั่งโม่เชียน เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะพาฝูเสวี่ยไป ก็รีบคว้าข้อมืออีกข้างของหญิงสาวไว้แล้วลากกลับมาเช่นกัน
“ทำไมคุณต้องพาเธอไปด้วย? ”
กู้ไป๋เหยี่ยขมวดคิ้ว “ปล่อย ฝูเสวี่ยเป็เมียฉัน!”
เมื่อโม่เชียนได้ยินคำพูดดังกล่าวก็โต้กลับทันที
“เธอเองก็เป็พี่สะใภ้ของฉัน”
กู้ไป๋เหยี่ยตาโต “!!!”
เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็บ้าอีกครั้ง
ส่วนฝูเสวี่ย เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากงุนงง “???”
เธอมองดูโม่เชียนด้วยความสับสนสงสัย แอบคิดว่าอาจเพราะตัวเองค่อนข้างล้าแรงไร้กำลัง เลยอาจจะทำให้ได้ยินเสียงหลอนไปเอง?
กู้ไป๋เหยี่ย้าคว้าภรรยาใบ้ของตนเองกลับคืนมา แต่ผลคือในขณะที่กำลังเอื้อมมือออกไป เขาเห็นโม่เชียนหยิบกระดาษยันต์สีเหลืองออกมา แล้วสะบัดมันให้เขาเห็นโดยไม่รีบร้อน ทันทีที่ทั้งคู่สบตากัน หญิงสาวพลันยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
รอยยิ้มนั้นอ่อนหวาน นุ่มนวล ดูไร้ซึ่งพิษสงอันตราย
กระนั้นกู้ไป๋เหยี่ยเคยได้รับบทเรียนมาก่อนแล้ว
ทันทีที่เห็นรอยยิ้มนี้ของโม่เชียน เขารู้ได้ในทันที ว่าสิ่งที่เธอกำลังจะทำไม่ใช่เื่ดีอะไรนัก ออกจะเลวร้ายเสียด้วยซ้ำ!
ชายหนุ่มถอยหลังไปสองก้าว ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยมือออกจากฝูเสวี่ย
“อย่าสร้างปัญหานะ! ” เขากระชากเสียงะโ
แต่มีหรือที่โม่เชียนจะใกับคำพูดของเขา?
เธอเชิดหน้าชูคอขึ้น โบกยันต์ไปทางกู้ไป๋เหยี่ยอย่างภาคภูมิใจ “คุณไม่ใช่คนดี พี่สะใภ้จะนอนกับฉันนับจากนี้เป็ต้นไป”
หลังจากบอกอย่างนั้น โม่เชียนก็คว้ามือของฝูเสวี่ย แล้วพาหญิงสาวกลับเข้าไปในห้องกับตัวเอง
แถมยังกระแทกประตูปิดท้ายดังปัง!
ลงกลอนประตูให้ได้ยินด้วย...
กู้ไป๋เหยี่ยมองที่ประตู พูดอะไรไม่ออก รู้สึกสงสัยจริง ๆ ว่าในตอนนั้นสมองของเขาถูกอะไรครอบงำ ถึงได้พาหมาป่าตาขาวตัวน้อยนี้กลับมาที่นี่!
...
ในห้อง...
สิ่งแรกที่ฝูเสวี่ยทำคือหยิบโทรศัพท์ของเธอออกมา พิมพ์ประโยคที่ตัวเอง้าสื่อสารแล้วแสดงมันให้โม่เชียนดู
[ทำไมคุณถึงบอกว่าฉันเป็พี่สะใภ้ของคุณล่ะ? ]
“เพราะฉันเป็ลูกคนที่เจ็ดของตระกูลกู้”
โม่เชียนตอบตามความเป็จริง ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายกลัวหรือไม่
ฝูเสวี่ยมองโม่เชียนด้วยความหวาดหวั่น
ไม่อยากจะเชื่อเลย
ทว่าพอลองพิจารณาใบหน้าของโม่เชียน เธอก็ไม่สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำนักว่า ‘ไม่เชื่อ’
ั้แ่ครั้งแรกที่เธอเห็นโม่เชียน ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูคล้ายซูหรู่หลาน แม่สามีของเธอมากเหลือเกิน
แม้แต่ไฝตรงหางตาก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กู้เซียงเวย น้องสามีที่แสนชั่วร้ายของเธอไม่มีส่วนไหนที่เหมือนกับซูหรู่หลานเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้จะพยายามเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมมามากกว่าสิบครั้ง กู้เซียงเวยก็ยังคงเอื้อมคว้าความสวยงามเพีย
งหนึ่งจากสิบส่วนของแม่สามีไม่ถึง
พี่สะใภ้คนอื่นเคยบอกว่าแม่สามีมอบความงามทั้งหมดให้บรรดาลูกชาย จึงไม่เหลืออะไรเอาไว้ให้ลูกสาวคนสุดท้องเลย
ทั้ง ๆ ที่มันก็ออกจะเห็นได้ชัด ว่าพ่อตาของเธอหล่อเหลาไม่แพ้กัน...
จากครอบครัวทั้งหมด มันดูไม่ออกเลยว่ากู้เซียงเวยหน้าตาเหมือนใคร
และจะบอกว่าอุ้มเด็กมาผิดคน...
มันก็ฟังดูสมเหตุสมผล
ฝูเสวี่ยจ้องมองใบหน้าของโม่เชียน ความสงสัยในใจมีจำนวนมากมายมหาศาล แต่ยิ่งมองนานเท่าไหร่ ความรู้สึกในใจยิ่งแจ่มชัดขึ้นเท่านั้น
โม่เชียนไม่เพียงดูเหมือนแม่สามีของเธอเท่านั้น แต่ยังมีความคล้ายคลึงกับเหล่านายน้อยตระกูลกู้อีกด้วย
นิ้วเรียวของฝูเสวี่ยพิมพ์อย่างรวดเร็วบนโทรศัพท์
[คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณเป็ลูกคนที่เจ็ดของตระกูลกู้? เคยตรวจดีเอ็นเอมาก่อนเหรอ?]
โม่เชียนจ้องมองหน้าจอ พร้อมอ่านต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคำว่า ‘ตรวจ’
ฝูเสวี่ยเม้มริมฝีปากพร้อมยิ้ม เธอไม่คิดว่าโม่เชียนเป็คนโง่เลย ในทางกลับกัน เธอรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้น่ารักน่าชังเหมือนเด็กตัวน้อย ๆ
ก่อนจะอธิบายความหมายของการตรวจรหัสพันธุกรรมให้โม่เชียนฟัง
หลังจากได้ยินสิ่งนี้โม่เชียนก็ส่ายหัว
“ฉันไม่เคยทำ”
จากนั้นฝูเสวี่ยก็พิมพ์บนหน้าจอว่า
[ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปทำการตรวจซะก่อน จากนั้นค่อยไปบอกตระกูลกู้ว่าคุณเป็ลูกทางสายเืของพวกเขา พวกเขาต้องเชื่อแน่]
เมื่อโม่เชียนอ่านจบก็ตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ถ้าพวกเขาไม่เชื่อฉัน พวกเขาจะกลายเป็คนอนาถา”
“…”
ฝูเสวี่ยพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ และสงสัยว่าตนเองควรถือว่านี่เป็คำพูดแบบเด็ก ๆ ของโม่เชียนหรือไม่
ด้วยหญิงสาวควรจะต้องรู้ไว้ก่อน ว่าความมั่งคั่งของตระกูลกู้ไม่แพ้มูลค่าของที่ดินทั้งอำเภอเมือง ๆ หนึ่งเลย
ที่สำคัญคือตระกูลกู้ไม่เพียงร่ำรวยล้นฟ้าเท่านั้น ทว่าลูกชายแต่ละคนของพวกเขายังมีความสามารถเลิศล้ำอีกด้วย การเปลี่ยนตระกูลกู้ให้กลายเป็คนยากจนเป็สิ่งที่ฝูเสวี่ยไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ปฏิเสธโม่เชียนและพยักหน้าให้อย่างจริงจัง
จากนั้นค่อยพิมพ์บรรทัดถัดไป
[แม่สามีของฉันคงจะชอบคุณมากแน่ ๆ]
กู้ไป๋เหยี่ยนั่งอยู่บนโซฟาทั้งคืน
เขาไม่ได้รบกวนฝูเสวี่ยอีก
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่เคยละสายตาออกจากประตูเหมือนกัน
พอเช้า เขาจึงง่วงและงีบหลับไปสักพัก
และเมื่อถึงเวลาตามที่เคยนัดหมายตกลงกันไว้ บรรดาเ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 4 นายก็มารวมตัวกันที่คฤหาสน์ตระกูลเฉียว เตรียมเดินทางกลับปักกิ่งด้วยกัน