จะทำการเทเลพอร์ตในอีก...
3
2
1 !!
เทเลพอร์ตผู้เล่นทุกคนเสร็จสิ้น
" ในที่สุดมันก็เริ่มต้นขึ้นเสียที " เสียงลึกลับอันทรงพลังอำนาจอย่างมหาศาลเอ่ยขึ้น
" หวังว่าโลกของเราจะมีคนที่พึ่งพาได้บ้างน้า...ไม่งั้นพวกเราคงต้องดับสูญไปเช่นกัน ฮิ ฮิ " สุ้มเสียงหวานใสเอ่ยพลางหัวเราะคิกคัก
" อาร่า..แต่ไหนแต่ไรก็เป็พวกมนุษย์ที่ศรัทธาและเชื่อถือในตัวพวกเรา หากแต่คราวนี้นั้นบทบาทได้สลับกันเสียแล้ว " เสียงหวานหยดย้อยเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าราวกับว่าทุกคำพูดนั้นสามารถสะกดใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่เหล่าเทวา
" ไม่เพียงแต่เราต้องเชื่อในตัวพวกเขาแต่พวกเราทุกคนต้องเลือกตัวแทนที่เหมาะสมและแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับพวกมันได้ มิเช่นนั้นแล้วล่ะก็ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเรารับรู้จะดับสูญไปตลอดกาล " เสียงลึกลับกล่าวเสร็จ ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นก็พยักหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง
ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ลึกลงไปในชั้นใต้ดินนั้นมีห้องนิรภัยที่ถูกออกแบบไว้อย่างดี แค่เพียงปรายตามองก็สามารถรับรู้ได้ว่ามันสามารถป้องกันภยันอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในโลกมนุษย์ได้ แต่การตกแต่งภายในของห้องนั้นกลับแตกต่างจากความแข็งแกร่งของมันโดยสิ้นเชิง ภายในห้องมีสิ่งของและเครื่องใช้หรูหราจัดเรียงกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยราวกับเป็ห้องสำหรับเ้าหญิงเท่านั้นที่จะสามารถใช้ชีวิตในห้องนี้ได้และในห้องนั้นก็มีหญิงสาวสองคนนั่งกอดกันอยู่บนเตียง
" พี่ลอเรน่า ถึงพี่จะไม่เชื่อในคำพูดของหนูนั้นก็ไม่เป็ไร แต่อย่างน้อย ๆ พี่ช่วยเชื่อในตัวหมอนั่นหน่อยเถอะ คนแบบหมอนั่นน่ะไม่ตายง่าย ๆ หรอก " เสียงอันอ่อนโยนเอ่ยออกมา เ้าของเสียงนั้นก็คือหญิงสาวหัวชมพูหรือไลล่านั่นเอง
" แต่...แต่ว่า.. " ลอเรน่าสะอื้น
คำพูดแต่ละคำของลอเรน่าที่เอ่ยออกมานั้นทิ่มแทงหัวใจของไลล่าราวกับมีดคัตเตอร์อันแหลมคม
" ขนาดหนูยังไม่อยากเห็นพี่อยู่ในสภาพแบบนี้ แล้วพี่คิดเหรอว่าหมอนั่นจะอยากเห็นพี่ร้องห่มร้องไห้เพราะไม่เชื่อใจในตัวเขา ถ้าหากพี่อยากจะช่วยเขาล่ะก็ อย่างน้อย ๆ เราก็มาคิดแผนการที่จะหนีไปจากที่นี่พร้อมกับคุณแม่กันดีกว่านะ " ไลล่ากล่าวคำพูดที่จริงจังผิดกับนิสัยปกติของเธอ
ลอเรน่าเมื่อได้ฟังคำพูดของไลล่าแล้วเธอก็รู้สึกว่าที่น้องสาวของเธอพูดออกมานั้นถูกต้อง การที่เธอกลัวจะเสียเขาไปนั้นเป็เื่ปกติ แต่หากเธอจะมามัวแต่ร้องไห้เพราะเื่นี้แล้วล่ะก็เธอก็คงหักหลังต่อความเชื่อใจที่เขามีให้เธอเช่นกัน
" อื้อ..ขอบใจนะไลล่า พี่ดีใจจริง ๆ ที่เธอมาเป็น้องสาวของพี่ " ลอเรน่ายิ้มออกมาพร้อมสวมกอดกับไลล่า
" หนูก็ดีใจเหมือนกันค่ะ ที่พี่ลอเรน่าคือพี่สาวของหนู " ไลล่าสวมกอดเธออย่างอบอุ่น
ถึงเวลาเลือกเส้นทางของตัวเอง !
ปกครอง พิชิต กำจัด สงบ ไร้ตัวตน !
เอาชนะทุกความท้าทาย ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด!
สู่จุดสูงสุดของ TRUE WORLD !!
จะทำการเทเลพอร์ตในอีก...
" เสียงนี่..เสียงนี่อีกแล้ว! อ๊าาาา!! " ไลล่ายกมือขึ้นกุมหัว เธอรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงทันทีเมื่อเสียงอันทรงพลังนั้นสะท้อนไปมาภายในหัวของเธอ
" ไลล่า! เธอเป็อะไรไป?! พี่จะรีบไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้แหละ! " ลอเรน่าขวัญเสียทันทีเมื่อเห็นน้องสาวของเธอเ็ป เธอลุกขึ้นเตรียมที่จะไปตามหมอมาดูอาการน้องสาวของเธอแต่เธอก็ต้องชะงัก
" ระ ระ...รอเดี๋ยวก่อนค่ะพี่...." ไลล่าพยายามเอ่ยถ้อยคำออกมา เธอฝืนกลั้นความเ็ปแล้วดึงมือลอเรน่าเอาไว้
" ไม่เป็ไรนะน้องสาวพี่ พี่อยู่นี่แล้ว " ลอเรน่าปลอบประโลมเธอ
" พี่...ลอเรน่า...พี่ฟังหนูให้ดีนะ หนูอาจจะหายตัวไปต่อหน้าพี่ตอนนี้เลยแต่รับรองว่าหนูจะไม่เป็อะไร เหมือนเ้าระบบเฮงซวยนี่จะส่งหนูไปยังสถานที่อื่น แต่พี่ไม่ต้องห่วงหนูนะ รีบไปอยู่กับคุณแม่...หนูสัญญา หนูจะกลับมาหาพี่ให้ได้! " ไลล่ากล่าวอย่างรีบร้อน
ลอเรน่าที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วทันที น้องสาวของเธอนั้นพูดแต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจออกมา เธอจับใจความได้แค่ว่าเธอต้องไปอยู่กับเฮเลน่าเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ถามถึงความหมายของคำพูดที่น้องสาวของเธอกล่าวออกมานั้น ตัวของไลล่าก็เรืองแสงสีฟ้าออกมา จากนั้นเพียงชั่วพริบตาเธอก็สลายหายไปราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้น
" ไลล่า!! " ลอเรน่าะโออกมาด้วยความตกตะลึง
การที่น้องสาวของเธอนั้นจางหายไปต่อหน้าถือเป็สิ่งที่เธอไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แต่ความรู้สึกที่เกาะกุมจิตใจของเธอตอนนี้นั้นมีเพียงความกลัวเท่านั้น ก่อนหน้านี้เพียงชั่วครู่ที่เธอสามารถทำใจได้เื่นทีแล้ว แต่พอไลล่าหายไปต่อหน้าต่อตานั้นก็ทำให้เธอตกอยู่ในความสิ้นหวังอีกครั้ง
เพราะสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่นั้นคือการเสียคนสำคัญของเธอไปถึงสองคนในวันเดียวกัน ความคิดแง่ลบเหล่านี้แล่นผ่านมายังสมองแต่มันกลับส่งผลให้หัวใจดวงน้อยของเธอแตกสลายลง เธอสลบแน่นิ่งลงไปแทบกับพื้นจะในทันที
" เรา...เราตายแล้ว ? " เสียงอันแหบกร้านเอ่ยขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ชายหนุ่มนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะค่อย ๆ ลืมขึ้นมา เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าอันเปล่งประกายราวกับมหาสมุทร
" ที่นี่..ที่ไหน ? " นทีเอ่ยขึ้นมาด้วยความสับสน
เขาลุกขึ้นมาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็สีขาวโพลนไปหมด เขามองพื้น เพดาน กำแพง หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แต่เขากลับไม่พบสิ่งเ่าั้ มีเพียงสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาเพียงเท่านั้น ทันใดนั้นเอง บันใดสีดำมืดก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าแล้วตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นอย่างเป็จังหวะ
ตึก ตึก ตึก
' นั่นมัน.... ' นทีจ้องมองไปยังบันไดสีดำอันลึกลับอย่างอาจไม่กะพริบตา
' นั่นมัน...เสียงก้าวเดินที่ไพเราะและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เราเคยได้ยินมาทั้งชีวิต ' นทีคิดอย่างชื่นชม
แทนที่นทีจะสงสัยถึงสถานที่ที่เขาอยู่หรือบันไดลึกลับที่ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่านั้น เขากลับถูกเสียงก้าวเดินของตัวตนนั้นสะกดเอาไว้แทน แค่เพียงเท่านี้ก็สามารถรับรู้ได้ว่าเลยว่าเสียงก้าวเดินนี้สมบูรณ์แบบปานใด
" เ้ายังไม่ควรมายังสถานที่แห่งนี้..มันยังไม่ถึงเวลา " สุ้มเสียงอันทรงพลังดังขึ้น
แม้ว่าในตอนนี้นั้นเ้าของเสียงนี้จะมาหยุดยืนต่อหน้านทีแล้ว แต่นทีไม่สามารถมองเห็นได้เลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่เขาเห็นนั้นมีเพียงม่านหมอกประหลาดลอยอยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น ต่อให้เขาพยายามเพ่งสายตามากเพียงใดก็ยังไม่สามารถมองทะลุม่านหมอกเหล่านี้ได้อยู่ดี
" คุณเป็ใครกัน ? " นทีกล่าวออกมา
" ก่อนที่เ้าจะถามคำถามไร้สาระนั้น..จงฟังข้าให้ดีเสียก่อนเพราะข้าจะไม่พูดซ้ำและเ้าสามารถถามคำได้ได้เพียงแค่ข้อเดียวเท่านั้น เข้าใจหรือไม่ ? " ตัวตนอันลึกลับเอ่ยเสียงเรียบ
นทีพยายามจะตอบกลับ แต่เขากลับพบว่าเสียงของเขานั้นไม่สามารถเล็ดรอดออกได้ ดั่งกับมีใครมาขโมยเสียงของเขาไป เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น
" เ้าเชื่อใน 'เทพเ้า' หรือไม่ ? " ตัวตนลึกถามออกมา
' เทพเ้า ? ถ้าหากเทพเ้ามีอยู่จริง โลกคงไม่ได้เป็แบบทุกวันนี้ ' นทีคิดแต่ก่อนที่เขาจะให้คำตอบไปนั้นเขาก็ชะงัก
นทีไม่เคยเชื่อเื่ราวของเทพเ้า ด้วยความที่เกิดมาในยุคแห่งวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมนั้น นทีเลือกที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เขาอ่านนิทานปรัมปราและประวัติของเทพเ้าในทุกตำนานความเชื่อ แต่สิ่งที่เขาค้นพบกลับมีเพียงการบันทึกของคนสมัยก่อนที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริง
เมื่อประวัติศาสตร์ดำเนินมาถึงยุคกลางนั้น ผู้คนกลับใช้เครื่องมือที่เรียกว่าความศรัทธาเหล่านี้ จัดการกับคนที่เห็นต่างโดยอ้างความชอบธรรมว่าเทพเ้าเห็นดีเห็นงามด้วย สำหรับนทีทั้งความเชื่อและตัวตนของเทพเ้านั้นเป็แค่เพียงเครื่องมือที่คนบางคนกลุ่มแต่งขึ้นมาเพื่อที่จะใช้ประโยชน์เพียงเท่านั้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้เองเขาก็ได้พบกับประสบการณ์ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ โลกแท้จริงที่อุบัติขึ้น มนุษย์ที่กลายเป็ซอมบี้เพียงชั่วข้ามคืน ระบบที่เขาได้รับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นได้ทำให้นทีเริ่มตั้งคำถามต่อโลกใบนี้อีกครั้ง อะไรคือความจริง อะไรคือเื่โกหก หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเผชิญมาภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้คือเื่จริง เขาก็สามารถตอบได้เลยว่าเทพเ้าคงจะมีตัวตนอยู่จริง
" ผมเชื่อว่าเทพเ้านั้นมีอยู่จริงแต่ผมไม่คิดว่ามนุษย์ต้องพึ่งพาเทพเ้าในการดำเนินชีวิต " นทีตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ
นทีสาบานได้เลยว่าว่าทันทีที่คำตอบนี้หลุดออกจากปากเขาไปนั้น เขาเห็นตัวตนในม่านหมอกนั้นเผยอยิ้ม ถึงแม้เขาจะไม่สามารถมองทะลุผ่านไปได้ก็ตามที
" ข้าจักเล่านิทานปรัมปราให้เ้าฟังก็แล้วกัน กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้วนั้น เมืุ่์ถือกำเนิดขึ้นมาพวกมันถือว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่โง่เขลาที่สุดเท่าที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดให้ความเห็นเอาไว้ " ตัวตนลึกลับกล่าวอย่างเนิบนาบ แต่คำว่าโง่เขลานั้นทำให้คิ้วของนทีกระตุกแม้เขาจะไม่ได้โดนด่าเองก็ตาม แต่บรรพบุรุษของเขากำลังถูกล่วงเกิน!
" พวกมันนั้นเป็เผ่าพันธุ์ที่เกิดมาพร้อมมันสมองที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตไหนชนิดใดก็ไม่อาจเทียบเคียงและอายุขัยของพวกมันก็ถือว่ายืนยาวเสียด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพียงแต่พวกมันไม่เคยใช้สิ่งที่พวกมันได้รับให้สมกับมันสมองที่พวกมันมีเลยเสียด้วยซ้ำ " ตัวตนลักลับเอ่ยอย่างเนิบนาบ
แต่นทีกลับรู้สึกว่ามันมีแต่ความเดือดดาลที่อยู่ในน้ำเสียงเ่าั้
" การวิวัฒนาการและพัฒนาของพวกมันนั้นเชื่องช้าเป็อย่างมาก แต่เมื่อพวกมันวิวัฒนาการมาได้จนถึงจุดนึงแล้วนั้น แทนที่พวกมันจะใช้สติปัญญาในการดำรงชีพ พวกมันกลับใช้ชีวิตอย่างโง่เขลา ยามที่ไร้พิรุณพวกมันคุกเข่าอ้อนวอนต่อเทพเ้า ยามที่โลกมอดไหม้ด้วยเถ้าอัคคีพวกมันก็คุกเขาอีกเช่นเคย มีเพียงแค่ส่วนน้อยนิดของพวกมันเท่านั้นที่ใช้ปัญญาในการแก้ไข้ปัญหา " ตัวตนอันลึกลับกล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
" เหล่าเทพเ้าที่เห็นการเจริญเติบโตที่เชื่องช้าของพวกมันเ่าั้ก็เกิดใจอ่อนยอมช่วยเหลือในทุกครา และนั่นคือความผิดพลาดอันมหันต์ที่พวกเทพเ้าได้เคยกระทำ เมืุ่์เคยชินต่อการพึ่งพาเทพเ้า พวกมันจึงเลิกใช้สมองและปัญญาที่พวกมันมีแล้วหันมาพึ่งพาเทพเ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง” น้ำเสียงของตัวตนลึกลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเดือดดาล
"ในคราแรกนั้นพวกมันสรรเสริญเยินยอต่อเทพเ้าและปฏิญาณว่าจะศรัทธาและเคารพเทพเ้าเ่าั้ตลอดไป แต่เมื่อถึงคราที่เทพเ้านั้นไม่สามารถตอบสนองต่อความ้าที่พวกมันเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ จากแรงศรัทธาแปรเปลี่ยนเป็คำด่าทอ จากการสรรเสริญเยินยอแปรเปลี่ยนเป็การเผาทำลายต่อรูปปั้นที่เป็ตัวแทนเทพเ้าเ่าั้ "
" พวกมันกล่าวโทษเทพเ้าที่ทำให้พืชพันธุ์ไม่เติบใหญ่ พวกมันกล่าวโทษเทพเ้าที่ทำให้ลำธารที่พวกมันใช้ดื่มกินไม่ใสสะอาด พวกมันกล่าวโทษเทพเ้าที่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่ได้สำเนียกในทุกครั้งที่พวกมันได้คุกเข่าอ้อนวอนให้เทพเ้าช่วยเหลือแล้วเทพเ้าก็ตอบรับต่อคำขอเ่าั้โดยมิได้หวังผลใด ๆ "
" เมื่อเทพเ้าเลิกค้ำจุนมนุษย์ ธาตุแท้ของพวกมันก็เผยออกมา บาปทั้งเจ็ดประการที่พวกมันนั้นมีอยู่ั้แ่ต้นก็เริ่มครอบงำพวกมันหรือจะพูดให้ถูกก็คือพวกมันเองนั่นแหละคือต้นกำเนิดของบาปทั้งหลาย ”
“อาณาจักรเริ่มสั่นคลอนเพราะพระาาที่เคยยิ่งใหญ่กลับกลายเป็เย่อหยิ่งถึงขั้นเทียบตนเป็เทพเ้าทำให้เกิดความบาดหมาง ความอิจฉาริษยาครอบงำเหล่าพี่น้องของกษัตริย์ก่อให้เกิดการทรยศ เหล่าขุนนางถูกความโลภเข้าครอบงำเมื่อพวกเขานึกถึงทรัพย์สมบัติที่าาถือครอง ความโกรธแค้นของเหล่าปวงประชาทำให้เกิดจลาจล กษัตริย์ถูกครอบงำด้วยตันหาจากนางบำเรอเกิดความขัดแย้งของราชวงศ์ ความตะกละที่มิอาจประเมินได้ของทุกคนนั้นทำให้ทุกอย่างเกินกว่าการควบคุม สุดท้ายแล้วาาที่ไม่แยแสเพราะความเกียจคร้านก็ต หากแต่เื่ราวเหล่านี้กลับไม่ได้ย้ำเตือนมนุษย์ถึงความรุนแรงของบาปเหล่านี้ที่มีอยู่ในจิตใจของพวกมันเลยสักนิด เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์ของพวกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า " ตัวตนอันลึกลับกล่าวขึ้นอย่างดูถูกดูแคลน
" เมื่อเหล่าเทพเห็นแล้วว่าเผ่าพันธุ์นี้เกินกว่าที่พวกเขาจะช่วยเหลือใด ๆ ได้อีก พวกเขาจึงลงความเห็นกันว่าการความลบความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตัวพวกเขาเองนั้นออกไปจากมนุษย์นั้นถือเป็สิ่งที่สมควรแล้ว เพื่อให้พวกมนุษย์ได้วิวัฒนาการต่อไปไม่ว่าการวิวัฒนาการนั้นจะนำพาพวกเขาไปสู่จุดที่สูงขึ้น หรือสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ก็ไม่ใช่เื่ที่เทพเ้าจะต้องใส่ใจอีก ในโลกมนุษย์จึงเหลือเพียงบันทึกที่พวกมันจดเอาไว้เท่านั้นที่พอจะยืนยันการมีตัวตนของเหล่าเทพได้ " เมื่อตัวตนลึกลับกล่าวจบก็เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่ง