อำเภอเมืองต้าน อำเภอเมืองเล็กๆ ที่ติดชายแดนภาคเหนือของแคว้นหลง ภูมิประเทศส่วนใหญ่ล้วนโอบล้อมด้วยป่าเขา เพราะยุติาเพียงสองปี ตอนนี้แถบชายแดนจึงอยู่ในระยะฟื้นฟู แม้จะมีการเปิดเมืองทำการค้าขาย แต่ชีวิตของชาวบ้านส่วนมากก็ยังอดอยากยากจน
หมู่บ้านถงเถียน หมู่บ้านเล็กๆ ติดูเา ในตำบลเถียน อยู่ห่างจากอำเภอเมืองต้านไปประมาณสามสิบลี้
ณ บริเวณชายป่าของูเามีร่างผ่ายผอมของเด็กหญิงคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ ใบหน้าของเธอยามนี้ทั้งซีดทั้งเหลือง เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้า ข้างกันมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่
"พี่ใหญ่ ท่านฟื้นซิ ฮือๆๆๆ พี่ใหญ่ อย่าทำให้ข้ากลัว ท่านรีบฟื้นซิ " เขาก็คือ หลินเสี่ยวเฉินเด็กชายวัยแปดปี ที่พยายามเขย่าร่างพี่สาวซึ่งก็คือ หลินเสี่ยวหว่านเด็กหญิงวัยสิบสามปี ด้วยหวังว่าแรงเขย่านี้จะช่วยปลุกพี่สาวเขาให้ฟื้นขึ้นมาได้
เช้าวันนี้สองพี่น้อง พากันเดินเข้าป่าเพื่อหาเก็บฟืนและผักป่า หวังนำไปทำอาหาร หลินเสี่ยวหว่านนั้นเดินหาผักป่า ส่วนหลินเสี่ยวเฉินก็แยกตัวไปเก็บฟืน ใครจะรู้ว่าพอเขาหันหลังกลับมา จะพบว่าพี่สาวนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นแล้ว
หลินเสี่ยวเฉินใอย่างมาก ฟืนที่หอบกลับมาก็ไม่สนใจแล้ว ทิ้งลงพื้นแล้วรีบวิ่งมาหาพี่สาวทันที
เมื่อเห็นพี่สาวเป็เช่นนี้ ในใจก็ยิ่งตื่นตระหนก ต้องทำสิ่งใดล้วนนึกไม่ออก ทำได้เพียงร้องไห้และเขย่าตัวพี่สาวทำราวกับนางแค่นอนหลับไปเท่านั้น
เฟิ่งอวี้หลันรู้สึกว่าร่างทั้งร่างกำลังถูกเขย่าอย่างแรง เสียงร้องไห้ข้างหูนี่ก็รบกวนเธออย่างยิ่ง
เธอพยายามที่จะลืมตาขึ้นมา แต่ก็เหมือนว่าเปลือกตาของเธอนั้นจะหนักเกินกว่าจะยกขึ้นได้ ในใจเฟิ่งอวี้หลันไม่ได้ฉุกคิดอะไร คิดเพียงว่าคงเป็เสียงร้องไห้ของญาติผู้เสียชีวิต แผนกฉุกเฉินนั้นมักจะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้อยู่บ่อยๆ บางคนมาด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง ไม่มีโอกาสได้ร่ำลาใครชีวิตก็จบลงไปแล้ว
ตอนนี้เธอควงเวรติดกันมาหลายวันแล้ว เพิ่งจะได้ผลัดเวรพักกับหมออีกคน ตอนนี้แม้อยากจะฝืนลืมตาก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะความง่วงบวกกับร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอไม่มีสติมากพอที่จะคิดอะไรทั้งนั้น
" เอ๊ะ! นั่นเสี่ยวเฉินไม่ใช่หรือ " เสียงใครคนหนึ่งทักขึ้นมาจากที่ไกลๆ
" ลุงโจว พี่ชายโจว ฮือๆๆ พวกท่านช่วยพี่ใหญ่ข้าด้วย " หลินเสี่ยวเฉิน เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อก็หันกลับไปมอง พอเห็นว่าเป็คนที่ตนรู้จัก ก็ราวกับได้เห็นแสงสว่างเขารีบะโร้องขอความช่วยเหลือในทันที
บุรุษสองคนได้ยินเสียงเรียกปนสะอื้น ก็รู้ว่าต้องเกิดเื่ใดขึ้น จึงรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้
" เสี่ยวเฉิน เกิดอะไรขึ้น แล้วเหตุใดจึงมานั่งร้องไห้ตรงนี้ าเ็หรือไร " ลุงโจวเดินเข้ามาใกล้พอมองเห็นเด็กชายที่ใบหน้ามีคราบน้ำตา ก็รีบเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
" ไม่ๆ ข้าไม่เป็อะไร แต่พี่ใหญ่ ฮือๆ พี่ใหญ่อยู่ดีๆ ก็สลบไป ข้าเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่น ลุงโจวท่านช่วยพี่ใหญ่ข้าด้วย ช่วยนางด้วยนะ ฮือๆๆ"
เพราะมัวแต่กังวลว่าหลินเสี่ยวเฉินจะาเ็ สองพ่อลูกตระกูลโจวจึงไม่ทันได้มองว่าข้างกายหลินเสี่ยวเฉินจะมีอีกคนนอนอยู่
" หา! พี่ใหญ่เ้า หว่านเอ๋อร์งั้นหรือ ไหนๆ ให้ข้าดูหน่อย " โจวลิ่วผู้เป็บุตรชายเมื่อได้ยินว่าหลินเสี่ยวหว่านหมดสติไป ก็รีบเดินเข้ามาทันที จึงได้ทันเห็นร่างไร้สติของหญิงสาว เมื่อสังเกตเห็นแล้วก็รีบทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
" หว่านเอ๋อร์ หว่านเอ๋อร์ " โจวลิ่วเห็นสีหน้าขาวซีดของเด็กหญิงตรงหน้าก็ให้นึกกังวล เอ่ยเรียกชื่อหลายครั้งร่างบางก็ยังคงแน่นิ่ง
" ไม่ได้การแล้ว เสี่ยวลิ่วเ้าพาหว่านเอ๋อร์กลับไปที่บ้านนางก่อน พ่อจะไปตามหมอหลู่มาก่อน " โจวซานที่อายุเยอะกว่าผู้ใด ย่อมได้สติขึ้นมาก่อน เอ่ยสั่งบุตรชายก่อนที่ตนเองจะวิ่งกลับไปทางหมู่บ้านเพื่อตามหมอ
" ขอรับท่านพ่อ " ชายหนุ่มพยักหน้ารับ โจวลิ่วนั้นปีนี้อายุ 15 ปี ที่บ้านนอกจากลงนาปลูกพืชแล้ว ่ว่างๆ เขาและพ่อก็จะเข้าป่าล่าสัตว์ รูปร่างจึงสูงใหญ่กำยำ การช้อนร่างบอบบางของเด็กสาววัยเพียงสิบสามปีที่ตัวเบาราวปุยหลิวนั้นไม่ใช่เื่ยากอะไร ออกแรงเพียงเล็กน้อยร่างบางก็ลอยขึ้นมาทันที จากนั้นโจวลิ่วก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของเด็กสาว โดยมีเสี่ยวเฉินที่ยังคงสะอึกสะอื้นวิ่งตามมาติดๆ
เฟิ่งอวี้หลันได้ยินการสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่าตามหมอ เธอก็พยายามจะฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใจก็ยังคิดว่าอาจเกิดอุบัติเหตุหนัก หมออีกคนคงไม่สามารถละมือได้ เธออยากจะลุกขึ้นไปช่วย จนใจที่เหมือนร่างกายจะไม่ฟังคำสั่ง นอกจากเปลือกตาจะหนักจนยากจะลืมแล้ว ลำคอก็ยังแห้งผาก อยากจะฝืนเอ่ยบอกสิ่งใดก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ
ทันใดนั้นเองเธอกลับรู้สึกว่า ทั้งตัวถูกยกลอยขึ้นมาเหนือพื้นอย่างกระทันหัน และััได้ถึงแรงสั่นะเื ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินอย่างเร่งรีบ และเสียงสะอื้นเบาๆ