หลินเจิ้งฉีเข้านอนด้วยจิตใจที่ปล่อยวางมากกว่าปกติ วันนี้การได้คุยกับหลิวหย่งฉือทำให้เขารู้ว่าการมองโลกในแง่ดีและพยายามใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างผ่อนคลายนั้น ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขได้เหมือนกัน
‘คุณดูหลานชายเราสิคะ อายุขนาดนี้แล้วกลับต้องมาใช้ชีวิตคนเดียวในชนบท ฉันสงสารเ้าใหญ่เหลือเกินค่ะ’
‘สงสารแล้วจะให้ผมทำยังไง ตอนมีชีวิตอยู่ ทำไมพวกคุณไม่ทำตัวดีๆ แล้วใช้ชีวิตให้ดีล่ะ ที่เ้าใหญ่มาใช้ชีวิตในชนบทก็ไม่ใช่เพราะพวกคุณอยากได้อยากมีในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองหรอกหรือ’
‘คุณจะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมาคะ ฉันก็เสียใจที่เมื่อก่อนการตัดสินใจของฉันทำให้เ้าใหญ่ต้องมารับทุกข์อย่างนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ทำผิดอย่างนั้นอีกแล้ว และฉันจะดูแลเอาใจใส่จิงจือให้มากกว่านี้ด้วยค่ะ’
‘เอาล่ะ เรามีเวลาไม่มาก คุณปลุกเ้าใหญ่ให้ตื่นขึ้นมาก่อนเถอะ’
หลินเจิ้งฉีได้ยินเสียงคนคุยกันเหมือนกระซิบอยู่ข้างหู อาการกึ่งหลับกึ่งตื่นนี้ทำให้เขาคิดว่าเขาอาจจะเผลอเปิดทีวีทิ้งไว้หรือเขาอาจจะฝันไป
‘เ้าใหญ่ตื่นเถอะ ตื่นมาคุยกับย่าก่อน ย่าพาคุณปู่มาเจอหลานแล้วนี่ไง หลานอยากเจอคุณปู่ อยากรู้จักคุณปู่มากที่สุดไม่ใช่หรือจ๊ะ’
‘เ้าใหญ่ แกอยากเจอหน้าปู่มากไม่ใช่หรือ แกยังเคยโทษว่าปู่รีบตายจากแกไปก่อน ทั้งที่แกยังเด็กอยู่ไม่ใช่หรือ แกรีบลุกขึ้นมาเร็วๆ เข้า’
ผู้าุโทั้งสองช่วยกันปลุกหลานชาย จนหลินเจิ้งฉีพยายามลืมตาขึ้นมาเพราะทนเสียงเรียกนั้นไม่ไหว เขานั่งมองภายในห้องก็มีแต่ความมืด ทีวีก็ไม่ได้เปิดเอาไว้ แล้วเสียงพูดคุยกันนั้นมันมาจากไหน
ไม่ช้าร่างโปร่งแสงสองร่างก็ปรากฏออกมาให้เขาเห็น หลินเจิ้งฉีตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาขยี้ตาอย่างแรงอีกครั้ง
“คุณย่า!” หลินเจิ้งฉีเรียกหญิงชราด้วยความใ “คุ..คุณปู่ คุณคือคุณปู่ใช่ไหมครับ” จากความทรงจำของหลินเจิ้งฉี นี่คือคุณปู่หลินที่เขาเคยเห็นแต่ในภาพถ่าย นี่มันเกิดเื่แปลกประหลาดอะไรขึ้น ทำไมคุณปู่กับคุณย่าถึงมายืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกัน
“เ้าใหญ่ ย่าขอโทษนะที่ทำให้หลานต้องมาอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้” คุณย่าหลินเริ่มขอโทษหลานชายอีกครั้ง
“คุณย่าครับ คุณย่าไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ คุณย่าก็รู้ว่าั้แ่เราย้ายมาอยู่ที่นี่ ชีวิตของพวกเราก็มีความสุขขึ้นมาก คุณย่าเป็ห่วงผมก็เลยไม่ยอมไปเกิดหรือครับ คุณย่าไม่ต้องเป็ห่วงผมแล้วนะครับ ผมสบายดีและมีความสุขมาก” หลินเจิ้งฉีมองคุณปู่และคุณย่าหลินไม่วางตา ถึงแม้จะไม่อยากเชื่อกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ทั้งคุณปู่และคุณย่าต่างก็มายืนอยู่ตรงนี้ แล้วเขาจะยังไม่เชื่อได้ยังไง
“ปู่กับย่ากำลังจะไปเกิดจ้ะ แต่เพราะคุณปู่ยังมีพรอยู่กับท่านที่อยู่บน์ คุณปู่ก็เลยอยากเอาพรเ่าั้มาให้หลานแทน” คุณย่าหลินอธิบาย
“พรหรือครับ แล้วผมต้องใช้ยังไง” หลินเจิ้งฉียังไม่เข้าใจ
“ทำไมถึงเข้าใจอะไรยากอย่างนี้นะ พรที่ว่าจะทำให้แกสมความปรารถนาทุกอย่าง แกอยากได้อะไรแกก็ขอมาได้เลย แค่อย่างเดียวนะ ปู่ให้แกขอได้แค่อย่างเดียว” คุณปู่หลินรีบพูดขึ้น ความจริงเขาได้รับพรถึงห้าข้อด้วยกัน เพราะสาเหตุที่ท่านเสียชีวิตนั้นเป็เพราะถูกรับดวงิญญามาผิด ทำให้ท่านต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
คุณปู่หลินเคยคิดที่จะใช้พรทั้งห้าข้อเพื่อช่วยพลิกสถานการณ์ของตระกูลหลินให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ดูจากพฤติกรรมของลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาวแล้ว ท่านก็ตัดใจใช้พรทั้งห้าข้อนั้นไม่ลง ท่านจึงอยากเก็บพรทั้งหมดไว้ให้ภรรยาคือคุณย่าหลินและหลานชาย แต่คุณย่าหลินก็มีโรคประจำตัวที่ไม่มีทางรักษาหาย จะให้พรกับภรรยาไปมันก็ดูจะเปล่าประโยชน์ ดังนั้นคุณปู่หลินจึงคิดว่า พรทั้งห้าข้อนั้น ท่านมอบมันให้กับหลานชายจะดีที่สุด และท่านต้องทำให้สำเร็จก่อนที่ท่านกับคุณย่าหลินจะไปเกิด
“คุณคะ ทำไมถึงให้พรเ้าใหญ่แค่ข้อเด...”
“แกอยากขออะไร ให้ตระกูลหลินกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งดีไหม” คุณปู่หลินรีบพูดขัดภรรยาขึ้นก่อนที่นางจะพูดจบ
“คุณปู่กับคุณย่าใช้พรนั้นเองเถอะครับ ผมไม่จำเป็ต้องใช้มันหรอก”
“ลองคิดดูดีๆ ก่อนดีไหมเ้าใหญ่ ย่ารู้ว่าหลานเบื่อชีวิตที่วุ่นวาย แต่การทำสวนทำไร่ที่ชนบทก็ดูจะหนักหนาเกินไปสำหรับหลาน” คุณย่าหลินโน้มน้าวหลานชาย
“คุณย่าครับ ชีวิตในชนบทก็มีความสุขดีนะครับ ก่อนคุณย่าจะเสีย คุณย่ายังบอกผมอยู่เลยว่าอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปนานๆ”
“มันไม่เหมือนกันนะ ตอนนั้นย่าทั้งแก่ทั้งมีโรคประจำตัว คนที่ผ่านอะไรในชีวิตมามากเหมือนกับย่า ทุกคนก็ต้องปลงกันได้ทั้งนั้นล่ะ แต่หลานไม่เหมือนกัน หลานเพิ่งจะอายุแค่สามสิบ หลานยังต้องใช้ชีวิตอีกนาน ในอนาคตหลานยังต้องแต่งงานและมีลูก หลานลองคิดดูอีกทีดีไหมจ๊ะ”
“คุณย่าครับ ผมไม่รู้ว่าจะขออะไรจริงๆ นะครับ ทุกวันนี้ผมไม่อยากได้อะไรเลย” หลินเจิ้งฉียังยืนยันคำเดิม
“เอาเป็ว่า ให้ไร่ของแกมีผลผลิตดีกว่าไร่อื่นดีไหม จะปลูกอะไรก็ให้งอกงามและรสชาติดี” คุณปู่หลินเสนอบ้าง
“ทุกวันนี้ผลผลิตในไร่ของผมก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่แล้วนะครับคุณปู่ สมบัติที่มีอยู่ ผมก็เขียนพินัยกรรมยกให้คนงานในไร่ไว้แล้วด้วย” หลินเจิ้งฉีหันไปมองคุณย่าหลิน “หลิวหย่งฉือยังไงล่ะครับคุณย่า เ้าเด็กคนนั้นมีชีวิตที่น่าสงสารมาก และผมก็เห็นว่าเขาเป็เด็กดี ถ้าผมตายไป อย่างน้อยก็จะมีคนมาคอยดูแลสุสานของตระกูลหลิน และยังมีคนช่วยเอาเถ้ากระดูกของผมไปลอยอังคาร”
“อะไรนะ!” คราวนี้คุณปู่กับคุณย่าหลินะโขึ้นพร้อมกัน
“ดูแลสุสานของตระกูล แต่เอาเถ้ากระดูกของแกไปลอยอังคาร นี่มันหมายความว่ายังไง แกไม่อยากเป็คนตระกูลหลินแล้วหรือ แล้วนี่แกไม่คิดที่จะมีทายาทไว้สืบทอดตระกูลของฉันแล้วหรือ” คุณปู่หลินถามเสียงดัง