ตอนที่ 6
ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง แบ่งออกเป็ 7 หมู่บ้านขนาดย่อยที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน...ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านย่อยนั้น ก็มีการแบ่งแยกชนชั้นกันพอสมควร หมู่บ้านลำดับที่ 5, 6 และ 7 ส่วนมากจะเต็มไปด้วยกลุ่มคน เถื่อน จากชาติพันธุ์ที่แตกต่างบ้างก็มาจากในป่า บ้างก็มาจากบนเขา รวมไปถึงคนเร่ร่อน จนเหล่าชนชั้นที่สูงกว่าหลีกเลี่ยงการเข้าไปในหมู่บ้านเหล่านี้เพราะหวั่นเกรงความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน...
แต่สำหรับหมู่บ้านลำดับที่ 1 , 2 , 3 และ 4 นั้นจะมีการยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เริ่มที่ร้านค้าและโรงเตี้ยมที่หรูหราให้เห็นได้บ้างประปราย โดยเฉพาะ หมู่บ้านลำดับที่ 1 นั้นจัดเป็หน้าเป็ตาของชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงเลยก็ว่าได้
หมู่บ้านลำดับที่ 1 จึงเต็มไปด้วยสถานที่หรูหรา จัดเรียงอย่างเป็ระเบียบมีแม้กระทั่งกำแพงใหญ่โอบล้อมหมู่บ้านนี้ คอยปกป้องผู้คนและคัดสรรคนที่เข้ามาภายในเขต...กลุ่ม คนเถื่อน ไม่สามารถเข้ามาในหมู่บ้านลำดับที่ 1 ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะติดตามมากับผู้เป็นาย...
กังเฉิง แสดงป้ายหยกของตนกับเวรยามหน้าทางเข้าหมู่บ้านลำดับที่ 1 ทั้งยังรองรับสถานะให้กับซุน ว่าเป็ผู้ติดตามของตน... แน่นอนว่า ป้ายหยก จัดเป็ชนชั้นสูงที่ไม่พบเจอได้ง่ายๆ ในชุมชนที่ห่างไกลเช่นนี้ ดังนั้นเวรยามจึงไม่กล้ายุ่มย่ามนัก ปล่อยให้เด็กหนุ่มทั้งสองเข้าไปในเมืองกำชับเพียงแค่ ซุน ว่าห้ามอยู่ห่างจาก กังเฉิง เท่านั้น หากก่อเื่หรือถูกจับจะต้องรับโทษสถานหนัก...
หลังเข้ามาได้แล้ว กังเฉิง จับคว้าข้อมือสหายวิ่งตรงเข้าเมือง ซุนเองอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจือจาง... ตลอดสองปีที่ ซุน พยายามเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนแห่งนี้จะต้องถูกกดดันจากเื่ชนชั้นอยู่เสมอ คล้ายกับเป็ กฎเหล็กของดินแดนแห่งนี้ไปแล้ว
มีเพียง เหล่าซือ และ กังเฉิง เท่านั้นที่ไม่เคยมอง ซุนในสายตาที่ต้อยต่ำ... แม้ว่า กังเซิง จะมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจไปบ้าง ตามอุปนิสัยบุตรชายคนเล็กของชนชั้นสูงแต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับมีจิตใจที่ดีไม่แบ่งแยกชนชั้นผู้คน เพียงเพราะวัตถุที่ถือครอง...
ณ กลางตลาด...
เพี๊ยะ!!
เสียงตบฉาดใหญ่ดัง ใบหน้าของ กังเฉิง แดงเป็ปื้นตามรอยนิ้ว... ผู้คนในละแวกอดไม่ได้ที่จะหันมองมาซึ่งเมื่อเห็นว่า เป็ กังเฉิง ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจต่อไป...เนื่องด้วยเด็กหนุ่มผู้นี้มักก่อเื่อยู่เป็ประจำ โดยเฉพาะเมื่อเจอสาวงามแปลกหน้าที่ผ่านทางเข้ามา จนเป็ที่เอือมระอาของคนในชุมชน...
“เลิกตามตอแยข้าเสียที!!” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มหากแต่นางมีแววตาดุดันขัดแย้งกับความงามที่สะท้อน หญิงสาวตวาดเสียงใส่หน้าของกังเฉิง ก่อนที่นางจะเดินจากไป...
สุดท้ายคุณชายที่ตั้งใจมาเกี้ยวพาหญิงสาว ก็ไม่อาจไปถึงฝั่งฝัน หน้าบิดงอคอห้อยตกแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงจากความผิดหวังซุน ที่เห็นเหตุการณ์มาั้แ่แรก ก็อดไม่ได้ที่จะขบขันเบา ๆ แน่นอนว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้นับเป็เื่สามัญไปแล้ว...
“เ้าบ้าเอ้ย... หากเ้าห้อยป้ายหยกไว้ข้างเอวแต่แรก ก็คงไม่ถูกนางปฏิเสธรุนแรงเช่นนั้น...”
“ไม่มีทาง!! ข้าจะไม่ใช้ป้ายหยกเพื่อเกี้ยวพาหญิงสาวเป็อันขาด!! หากข้าจะได้หญิงใดมาเชยชม มันจะต้องเกิดการฝีมือและทักษะเกี้ยวพาหญิงของข้าเท่านั้นจึงจะเป็ความภาคภูมิใจ!!” กังเฉิง พ่นลมหายใจแรง ยึดมั่นแรงกล้าในวิถีของตน...
ซุน อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนที่สายตาของ ซุน จะคล้อยไปมองหญิงสาว ที่เพิ่งปฏิเสธ กังเฉิง และเดินจากไป... นางกลับไปรวมกลุ่มกับคณะหญิงสาวที่มีอยู่5 คน แต่งกายคล้าย ๆ กันจนน่าใ ประหนึ่งว่าเป็เครื่องแบบเฉพาะ สายตาของ ซุน หดแคบลงเล็กน้อยค่อย ๆ วิเคราะห์พิจารณารายละเอียดทั้งหมด...
“แต่ถึงเ้าแสดงป้ายหยกออกมาจริง ๆ มันก็ไม่แน่แล้ว ว่านางจะสนใจในตัวเ้า...”ซุน กล่าวขึ้นหลังพิจารณา...
กังเฉิง แสดงท่าทีตื่นเต้นขึ้น...
“นี่ปะไร!! เพราะเหตุนี้ข้าถึงชอบมาพร้อมกับเ้าด้วย!! เ้าวิเคราะห์ได้แล้วงั้นหรือ ว่าหญิงสาวกลุ่มนั้นมีที่มายังไง...”
ซุน พยักหน้าตอบรับ...
“พวกนางย่างก้าวแ่เบาเกินกว่าหญิงสาวชาวบ้าน... อาภรณ์ของพวกนางแม้ไม่หรูหราแต่เป็ชนิดที่คงทนกว่าเนื้อผ้าอื่น ๆ เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงผนวกกับเครื่องแบบทั้งกลุ่มที่ดูคล้ายคลึงกันนั้น สามสิ่งนี้สามารถยืนยันได้ว่าพวกนางน่าจะเป็ศิษย์สาวจากสำนักชาวยุทธสำนักใดสำนักหนึ่ง...
ชายเสื้อคลุมของพวกนางมีรอยโคลนติดอยู่ จากตำแหน่งความสูงและตำแหน่งร่องรอยที่ถูกสาดกระเซ็นน่าจะเกิดขึ้นขณะที่พวกนางนั่งอยู่บนหลังม้า... ทิศทางเดียวที่มีความชื้นจนทำให้เกิดโคลนกระเซ็นขณะที่ม้าวิ่งคือเส้นทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน...
สัญลักษณ์บนปิ่นปักผมของพวกนาง เป็รูปหงส์เหมือนกันทั้ง 5 คน... ไม่ผิดแน่พวกนางคงเป็ศิษย์สายในจากสำนักหงส์สราญ สำนักชาวยุทธที่ผสานท่วงท่าการร่ายรำลงในเคล็ดวิชาต่อสู้และรับเฉพาะหญิงสาวงดงามเข้าสำนักั้แ่เยาว์วัย สำนักนี้ตั้งอยู่ใน มณฑลหนามเหอ ทางทิศใต้ติดกับมณฑลเฮย ของพวกเรา...”
กังเฉิง เบิกตาทันทีกว้าง ก่อนจะปรบมือสามครั้งแสดงความชื่นชม...
“สมเป็ ปรมาจารย์ซุน สหายข้าจริง ๆ เ้ามันสัตว์ประหลาดชัด ๆ พบเจอพวกนางไม่กี่อึดใจก็บอกที่มาของพวกนางได้เสียแล้ว!!”
“เลิกล้อเลียนข้าได้แล้วน่า... เอกลักษณ์ของพวกนางค่อนข้างเด่นชัดต่างหากข้าจึงคาดเดาได้... เอาเถอะ!! เห็นแก่ที่เ้าผิดหวังในวันนี้ข้าจะเลี้ยงข้าวเ้าเองก็แล้วกัน...” ซุน กล่าวพลางยิ้มเยาะ ก่อนจะโยนถุงเงินที่บรรจุเหรียญทองกว่าร้อยเหรียญไว้ด้านใน
“อุบ๊ะ!! ปกติมีแต่ข้าเลี้ยงเ้า วันนี้เ้ากลับเอ่ยปากเลี้ยงข้าเชียวหรือนี่ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!ไม่ได้การแล้ว มาหมู่บ้านลำดับที่ 1 ทั้งที คงต้องเข้าโรงเตี้ยมชั้นเลิศ!!” กังเฉิง กลับมาปริยิ้มได้ในพริบตา ทั้งทีเพิ่งถูกหญิงสาวตบหน้ามาหมาด ๆบ่งบอกชัดเจนว่าพื้นฐานเป็คนเริงร่าเพียงใด...
เด็กหนุ่มทั้งสองจึงมานั่งที่โรงเตี้ยมภายในเขตชุมชนนี้...ระหว่างที่กำลังดื่มด่ำไปกับเนื้อและอาหารชั้นเลิศ สีหน้าของ ซุน ก็คล้ายครุ่นคิดภายในใจจน กังเฉิง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น...
“มีอะไรงั้นหรือ?! หรือว่าเ้าเองก็สนใจหญิงสาวจากสำนักหงส์สราญเช่นเดียวกับข้า”
ซุน ถอนหายใจเบา ๆ
“เปล่า... ข้าเพียงแค่เริ่มสนใจในเื่ของลมปราณ จนไม่อาจลบภาพของมันออกไปจากหัวได้...กังเฉิง เ้าเองก็ฝึกฝนลมปราณมาใช่หรือไม่?!”
“อืม...ถูกต้อง ในหมู่รุ่นเยาว์ด้วยกัน ตัวข้านับว่าเก่งอาจเอาเื่เชียวล่ะล่าสุดข้าเพิ่งทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 7 ซึ่งด้วยอายุข้าแค่ 17 ปีกลับทะลวงผ่านถึงขั้นนี้อาจารย์หลายคนมักบอกว่าข้ามีพร์” กังเฉิง ดูจะภาคภูมิใจไม่น้อย
ด้วยความที่ กังเฉิง เป็บุตรชายหัวหน้ามือปราบ และมาจากตระกูลดังจึงมีอาจารย์มาสอนวิชาลมปราณ และเพลงยุทธต่าง ๆ ถึงที่เรือน สลับผลัดเปลี่ยนกันหลายคนหลายแขนงจึงเป็เหตุผลที่ กังเฉิง เบื่อหน่ายจนมักลอบหนีออกจากเรือน มาเที่ยวเล่นกับ ซุน อยู่เป็นิจ...
ระดับชั้นลมปราณมีอยู่ด้วยกัน 8 ระดับชั้นพลัง แบ่งออกเป็ชนชั้นลมปราณสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดงซึ่งในแต่ละชั้น ก็ยังแบ่งย่อยอีกเป็ 9 ขั้น ข้อมูลเหล่านี้ ซุนย่อมรู้ดีอยู่แล้วจากการศึกษาตำรา เพียงแต่ตนไม่เคยฝึกฝนลมปราณเท่านั้นเอง...
ในหมู่รุ่นเยาว์ด้วยกัน แม้ กังเฉิง จะมีเื่ต่อยตีบ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด มักจะออกตัวปกป้อง ซุน อยู่เสมอ... เว้นเสียแต่ว่าจะถูกชาวยุทธที่อายุมากกว่ารุมเล่นงานเฉกเช่นในครั้งที่ ซุน เคยได้ช่วยเหลือเมื่อปีก่อน... แม้ว่าในตอนนั้น ซุน จะใช้แผนการหลอกล่อทหารของทางการให้เข้าช่วย กังเฉิง อีกทอดหนึ่ง ไม่ได้เป็ผู้ลงมือด้วยตนเอง แต่ กังเฉิงก็นับว่าตนติดค้างบุญคุณของ ซุน ที่ยื่นมือช่วยเหลือ...
การจับคู่ของทั้งสองเหมือนคนหนึ่งใช้กำลัง คนหนึ่งใช้ความคิด...
“อะไรกัน จู่ ๆ ทำไมเ้าจึงสนใจเื่ของ ลมปราณใด?!” กังเฉิง กล่าวพยางยกมุมปากสูง
“ก็เื่ของสหาย เหล่าซือ ที่ให้เหรียญทองข้ามา ตามที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ...ตอนที่ข้าได้มีโอกาสตวัดกระบี่เมื่อวันก่อน มันทำให้ข้ารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปสำหรับตนเอง...”ซึน กล่าวพร้อมสีหน้าครุ่นคิด...
“ให้ข้าสอนเ้าหรือไม่เล่า?! แม้ว่าข้าเองจะยังไม่ได้เก่งกาจนักแต่ถ้าเพียงแค่สอนคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยอย่างเ้า ข้าก็คงพอทำได้...” กังเฉิงเสนอตัว
แต่ ซุน กลับส่ายหน้าปฏิเสธ...
“อะไร... ไม่ไว้ใจข้างั้นหรือ?!” กังเฉิงเค้นเสียงถามย้ำ
“เปล่า...ไม่เกี่ยวกับเื่นั้น แต่ข้ามีเหตุผลของข้า... หาก เหล่าซือตัดสินใจจะไม่ชี้นำให้ข้าร่ำเรียนฝึกฝนเกี่ยวกับ พลังลมปราณ ข้าก็ตัดสินใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันตามที่เหล่าซือ ้า...” ซุน กล่าวขึ้น
เนื่องด้วย ซุน มองเห็น เหล่าซือ ทับซ้อนกับ อาจารย์ผัน ผู้ที่พยายามกล่าวห้ามมิให้ซุน เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิชาอาคม แต่ด้วยความดื้อรั้นของเด็กหนุ่ม จึงส่งผลให้ ซุนต้องตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้... ดังนั้นแล้ว ซุน จึงตั้งปณิธานไว้กับตนเองว่าจะปฏิบัติตามการชี้นำของ เหล่าซือ ผู้ที่เป็แสงสว่างให้ตนในชีวิตที่สองนี้อย่างเคร่งครัดและไม่ทำให้ผู้ที่เป็อาจารย์ต้องผิดหวังอีกครั้ง...
“สุดแล้วแต่เ้าก็แล้วกัน... เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็บอกข้าได้...”กังเฉิง กล่าวขึ้น ก่อนที่สายตาของเด็กหนุ่มจะแข็งค้างไปชั่วครู่ขณะ หันมองตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเตี้ยม...
ซุน จึงหันหลังมองตรงไปยังทิศทางเดียวกัน... ก็เห็นว่ากลุ่มหญิงสาวก่อนหน้านี้กำลังเข้ามาในโรงเตี้ยมด้วยเช่นกัน แต่แปลกตรงที่พวกนางมาพร้อมกับ หญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งใบหน้ามีผ้าเบาบางปกปิดเอาไว้เผยออกมาให้เห็นเพียงดวงตา รัศมีที่นางแผ่ล้นออกมานั้นมีมากกว่ากลุ่มหญิงสาวที่รายล้อม อาภรณ์ที่สวมใส่และเครื่องประดับที่ตกแต่ง ก็ดูจะสง่างามมากยิ่งกว่าคาดว่าคงมีสถานะที่สูงล้ำภายใน สำนักหงส์สราญ...
“ซุน!! เห็นหญิงสาวคนนั้นหรือไม่!!แม้นางจะโผล่มาให้เห็นแค่ดวงตา นางยังงดงามถึงเพียงนั้น!!” กังเฉิงออกอาการอย่างเห็นได้ชัด ตั้งท่าจะลุกเข้าไปเกี้ยวพาตามประสา หากแต่ ซุน กับจับคว้าข้อมือของสหายเอาไว้แแ่...
“อย่าดีกว่า... เ้าเห็นพัดเหล็กในมือของนางหรือไม่?! ตามที่ข้าเคยได้ยินได้ฟังข่าวลือมา ศิษย์หลักอันดับ 1 ของ สำนักหงส์สราญก็ใช้พัดเหล็กเช่นนั้น ทั้งยังได้ยินว่านางเป็หญิงสาวที่แสนเ็า สังหารคนได้ไม่กระพริบตาอีกด้วย...ป้ายทองแดง ที่นางแขวนไว้ข้างเอวนั่น ก็ยังบ่งบอกว่านางเป็ชนชั้นฐานะพิเศษ ตระกูลระดับเ้าเมืองที่พวกเราไม่ควรแตะต้อง...” ซุน เค้นเสียงกำชับหนัก ไม่บ่อยครั้งนักที่ ซุนจะตักเตือนเช่นนี้
กังเฉิง กลืนน้ำลายฝืดเคือง ก่อนจะที่กลับมานั่งที่เดิม...
“เกือบไปแล้วมั้ยเล่า!! หากเ้าเตือนข้าช้าไปกว่านี้ชะตาข้าคงขาดวิ่นเป็แน่!!”
ซุน เหลือบมองไปยังกลุ่มหญิงสาวอีกเล็กน้อย... แสดงสีหน้าครุ่งคิดขึ้น...
“ว่าแต่พวกนาง มาทำอะไรที่หมู่บ้านรกร้างแห่งนี้กันแน่นะ?!ข้ารู้มาว่าต่อให้เป็ชุมชนเล็ก ๆ ของ มณฑลหนานเหอ ก็ยังดูมั่งคั่งกว่าชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้หลายต่อหลายเท่าดังนั้นพวกนางคงไม่ได้มาเที่ยวเล่นเป็แน่...
หรือว่าพวกนางมีภารกิจพิเศษอันใด ในละแวกนี้?!”
…………………………………….