สายตาของฉันถูกดูดให้เข้าไปใกล้หม้อก่อนเป็อันดับแรกเห็นหม้อปิดฝาอยู่โดยไม่มีอะไรผิดสังเกต และไฟดับแล้ว
ฉันพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็ปกติแต่ทำได้ยากเพราะใจเต้นกระหน่ำด้วยความว้าวุ่นมือที่จับผ้าเช็ดหน้าซึ่งแตะปากอยู่ก็สั่นไม่ยอมหยุด
ฉันเลื่อนสายตาไปยังหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
โรบิเนีย หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าไม่กี่ก้าวเป็ผู้หญิงผิวขาว มือเท้าบอบบางน่าทะนุถนอมผมสีน้ำตาลอ่อนที่แซมสีเทาประปรายดูกึ่งโปร่งแสงเมื่อต้องแสงอาทิตย์กรอบหน้าวาดโค้งได้รูป นวลแก้มเนียนละเอียด อ่อนเยาว์กว่าที่จินตนาการไว้มากฉันได้ยินมาว่าวัยสามสิบปลายๆ แต่ดูแล้วยากที่จะเชื่อ
บรรยากาศที่ห่อหุ้มรอบตัวเธอดูเปราะบางและบริสุทธิ์
ฉันก้มศีรษะทักทายอย่างงดงามเพื่อไม่ให้เสียมารยาทแต่ก็ไม่คลายความระแวดระวัง
“...ยินดีที่ได้รู้จักค่ะดิฉันชื่อลีโคริส เรเดียตา”
ฉันเสียงแข็งและออกอาการร้อนรนฉันไม่ได้ตั้งใจจะคุยเื่ทั่วๆ ไปกับเธอั้แ่แรก มีแค่เื่เดียวที่อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจถ้าทั้งหมดนี้เป็เื่ที่เข้าใจผิดคิดไปเองฉันก็ยินดีจะชดใช้ให้เธอเท่าที่จะทำได้
“ดิฉันขอเสียมารยาทหน่อยนะคะซุปนี้ชิมไปแล้วหรือยังคะ”
ฉันพูดให้ฟังดูเหมือนเป็การถามอย่างใสซื่อบริสุทธิ์เท่าที่จะเป็ไปได้แต่ตราบใดที่ยังเหลือบเห็นจานใบเล็กที่โวล์ฟน่าจะเอาปากแตะก็ไม่อาจซ่อนความหวั่นไหวได้แเี
“...”
“ถ้ายังไม่ได้ชิมก็น่าจะชิมเองก่อนดีกว่านะคะ”
ฉันพูดพลางยื่นจานใบใหม่ที่ทำด้วยโลหะเงินซึ่งวางเรียงอยู่บนชั้นไปทางเธอ
“บางครั้งดิฉันก็ทำอาหารบ้างนะคะแต่เคยล้มเหลวอย่างไม่น่าเชื่อ ใส่เกลือสลับกับน้ำตาลบ้างก็เลย...”
“...ทำไมถึงรู้”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบมากไม่สอดคล้องกับเื่ที่ฉันพูดในหัวฉันพลันว่างเปล่า
“ทำไมถึงเข้าใจ น่าแปลกจริง”
ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเหมือนฆาตกรใจั์ไม่มีผิด
เธอใส่ยาพิษในซุปที่ทำ แล้วให้เขากินซุปด้วยน้ำมือตัวเองถ้าคิดถึงการป้องกันตัวแล้วก็เป็วิธีที่ไม่น่าเป็ไปได้ฆาตกรที่ฆ่าคนโดยใช้ยาพิษไม่แสดงท่าทีว่าจะหนีให้เห็นเลย
เธอมองหม้อซุปใส่ยาพิษที่ตัวเองทำอย่างเหม่อลอยสีหน้าเหมือนเด็กที่กำลังเดือดร้อนแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
และแล้ว
“โหดร้ายซุปที่อุตส่าห์ทำต้องสูญเปล่าเสียแล้ว”
เธอพึมพำอย่างนั้นด้วยเสียงที่เศร้าสุดใจจริงๆ
“...ดิฉันเองตอนแรกก็ตั้งใจจะเป็แม่ที่ดีนะ แต่คุณทำหน้าไม่พอใจเสมอและไม่เรียกฉันว่าแม่”
ฉันมองตามสายตาของเธอคนนั้นที่พูดว่า “คุณ”และมองไปที่ประตู โวล์ฟกลับเข้ามายืนอยู่ตรงนั้นฉันรู้สึกเหมือนเืเหือดหายไปจากร่างกาย
“อีกอย่าง เอาเข้าจริง ดิฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับท่านดยุกก็ไม่อยากให้มีคนอื่นอยู่ในบ้านนี้อยากเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่แสนวิเศษกับท่านผู้นั้นอย่างขาวสะอาดลูกของภรรยาคนหลังอาจถูกลูกของภรรยาคนก่อนแกล้งพอดิฉันมีลูกน้อยที่น่ารักแล้วคุณแกล้งเด็กคนนั้น ดิฉันจะทำอย่างไร ก็คงต้อง...”
เธอคนนั้นมองโวล์ฟนิ่งด้วยแววตาเกลียดชังแล้วพึมพำเสียงเรียบเสริมอีก
เธอเปิดเผยอย่างไร้เดียงสาเหมือนเวลาเด็กน้อยบ่นด้วยความไม่พอใจคำพูดเ่าั้จึงน่ากลัวจนเย็นสันหลังวาบ
“ลงมือทำถึงขนาดนี้เพื่อจะฆ่าคนที่เกะกะอย่างไรล่ะมันก็อาจจะสะดวกดี แต่การวางยาพิษก็น่ากลัวมากจริงๆ”
เธอหยิบขวดเล็กๆ ออกมาวางบนโต๊ะดูเหมือนไม่คิดจะปิดบังสิ่งที่ตัวเองทำ
คำพูดและการกระทำของโรบิเนียดูไม่เหมือนคนที่มีสภาพจิตปกติ
ฉันคิดว่าอย่างไรก็ต้องดึงโวล์ฟให้ออกห่างจากผู้หญิงน่ากลัวคนนี้
“ท่านโวล์ฟกัง เป็อะไรไปหรือครับ”
พ่อบ้านที่ถือน้ำร้อนใส่ยาเดินมาให้ฉัน ส่งเสียงทักจากข้างหลังโวล์ฟกังที่ยืนปักหลักอยู่หน้าประตูจากนั้นคนครัวที่ยืนเตรียมพร้อมรออยู่ใกล้ๆ ก็เข้ามาในครัวเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
โรบิเนียหันไปพูดกับบรรดาคนที่รับรู้ถึงสถานการณ์แปลกๆได้โดยไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และพากันสับสนว่า “ดิฉันไม่รู้สึกผิดหรอกนะ ก็ดิฉันแค่รักท่านดยุกอย่างลึกซึ้งเหลือเกินเท่านั้นเอง”
น้ำเสียงเหมือนเด็กสาวช่างฝันมากกว่าจะเรียกว่าคลุ้มคลั่งจนขาดสติ
ฉันก้าวเท้าที่สั่นเทาไปหาโวล์ฟ
ฉันลองดึงชุดดำที่โวล์ฟสวมอยู่แต่เขาอึ้งงันสายตาของเขายังคงจ้องโรบิเนียเขม็ง ฉันเอามือทั้งสองข้างปิดหูโวล์ฟ
ในที่สุดั์ตาสีม่วงอมน้ำเงินของเขาก็หันมาทางนี้ตรงนั้นสะท้อนภาพใบหน้าของเด็กที่ร้องไห้จนหน้าเบ้ ใบหน้าของฉันเอง
ฉันดีใจที่โวล์ฟปลอดภัย และทั้งกลัวกับโมโหโรบิเนียด้วย
ตอนที่ความรู้สึกหลากหลายของฉันต่อสู้กันนี้เองฉันทำได้แค่ทำตัวเป็เด็กอายุสิบขวบธรรมดาที่ไม่อาจทนความทุกข์ในอกได้
ฉันยังคงปล่อยโฮต่อไป
คนที่อยากร้องไห้จริงๆอย่างไรก็น่าจะเป็โวล์ฟมากกว่า ฉันคิดได้อย่างนั้นก็ตอน่ค่ำแล้ว
เื่ทั้งหมดปล่อยให้ท่านรานันคูลากับพ่อที่กลับมาบ้านก่อนเวลามื้อค่ำจัดการส่วนพวกเรานั่งเคียงข้างแนบชิดกันอยู่ในห้องของโวล์ฟที่ยังเปิดไฟสว่างต่างคนต่างถือหนังสืออยู่ในมือแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงพลิกหน้าหนังสือมาั้แ่เมื่อสักครู่แล้ว
วันนี้เท่านั้นที่หากพวกผู้ใหญ่บอกให้นอนคนเดียวหรือบอกให้ดับไฟก็จะไม่ทำตาม
ฉันปิดหนังสือ หันไปหาโวล์ฟอีกครั้ง
“ร้องออกมาเถอะ” ฉันบอก
“ไม่เป็ไร” เขาตอบกลับมา
ฉันไม่คิดว่าเขาจะไม่เป็ไรจึงตั้งใจจะเอาผ้าเช็ดหน้าเปียกที่ซับดวงตาเพื่อให้ความเย็นไปซับหน้าเขา
แต่โวล์ฟกลับหยิบมันไปจากมือฉันทันทีแล้วเอากลับมากดซับที่ตาของฉันซึ่งยังบวมเป่ง
“เธอร้องไห้ขนาดนี้แล้วน่าจะพอได้แล้วนะ”
น้ำเสียงของเขาที่พูดอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลกลับฟังดูอ่อนโยนราวกับปลอบใจฉัน
น้ำตาฉันไหลเป็สายอีกครั้งทำให้ผ้าเช็ดหน้ายิ่งเปียกมากขึ้น
ฉันนึกถึงเื่ที่ท่านรานันคูลาเขียนในจดหมาย
โวล์ฟเป็ผู้ใหญ่อาจจะจริงอย่างที่ท่านว่าก็ได้ เขากำลังพยายามเป็ผู้ใหญ่อยู่หรือเปล่านะ นั่นเป็ความเร็วที่น่าใในการข้ามผ่านเหตุการณ์ขมขื่นใจ
“...พอเกิดเื่แบบนี้ขึ้นโวล์ฟคงกลายเป็คนเกลียดผู้หญิงแน่ๆ เลยเนอะ”
ดูเหมือนเขาคิดว่าคำพูดโพล่งของฉันเป็เื่ล้อเล่น
โวล์ฟหัวเราะเหมือนกับสนุกสนานหลังจากนั้นไม่รู้ทำไมถึงยืนขึ้นกะทันหันและมองฉัน
“ให้ตายเถอะเพราะเธอคิดแบบนั้นถึงได้มานั่งร้องไห้แบบไม่ระวังตัวอยู่ในห้องของผู้ชายกลางดึกกลางดื่นสินะถ้าไม่ทำให้รู้สึกถึงอันตรายสักหน่อยคงเสียเชิงผู้ชายหมด”
พูดมาได้ว่า ‘ผู้ชาย’ ทั้งที่เป็เด็กแท้ๆแต่ยังไม่ทันจะสวนกลับไป
ฉันก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นหลังจากนั้นก็ถูกโวล์ฟอุ้ม
แบบนี้นี่เองที่เขาว่ากันว่าเป็ท่าอุ้มเ้าหญิง
ฉันทำหน้าเหลออ้าปากค้างเพราะใใแรงของโวล์ฟด้วย แต่ยิ่งไปกว่านั้น...
“หรือว่าโวล์ฟสูงกว่าฉันแล้วจริงๆ”
“...ไม่เชื่อเหรอ”
“ไม่ใช่แบบนั้น...ไม่...แต่ว่าแค่สามเดือนเองนะ”
“กำลังดิ้นรนอยากเป็ผู้ใหญ่อยู่น่ะทั้งร่างกายและจิตใจผมเลย”
ใบหน้าที่ยิ้มอย่างเขินอายแบบนั้นของโวล์ฟทำให้ฉันเห็นว่าเขาเป็ผู้ใหญ่พอแล้ว และมีพละกำลังแข็งแรงด้วย
ตอนนี้ฉันเข้าใจอย่างแจ่มชัดแล้ว
เขากำลังพยายามจะโตเป็ผู้ใหญ่
แล้วบางทีคงกำลังพยายามสร้างรูปแบบของ ‘โวล์ฟกัง ไอเซนฮูท’คนใหม่ที่ต่างกับในเกมที่ฉันรู้จัก
(จบภาคคู่หมั้น)
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc