จีบ
“มีอะไรด่วนรึไงถึงได้รีบร้อนให้มาเจอขนาดนี้” ธนัทเอ่ยกับน้องชาย
“มันมีเื่เหลือเชื่อมากๆเกิดขึ้นอะ” ธิติตอบ
“เื่อะไร?”
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาหาผม เขาพูดจาแปลกๆ ตอนแรกผมยังคิดว่าเขาหน้าตาก็ดูดีไม่น่าเป็บ้าเลย แต่สุดท้ายเื่ที่เขาบอกดันเป็เื่จริงเฉย”
“บอกว่า?”
“เขาบอกว่าน้องธัญจะจมน้ำตายที่สวนน้ำในวันที่สิบแปด ซึ่งคือเมื่อวาน”
“แล้ว?” ธนัทขมวดคิ้วถาม
“พี่ มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอที่เขารู้จักผม ไม่สิ รู้จักพวกเราทั้งครอบครัวเลยต่างหาก แถมเื่ที่เขาบอกตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก แต่จู่ๆ เมื่อสามวันก่อนน้องธัญมาขอไปสวนน้ำกับเพื่อน ผมก็เลยคิดว่าอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น เลยแอบตามน้องธัญไปสวนน้ำด้วย แล้วพี่รู้มั้ยน้องเกือบจมน้ำจริงๆ เพราะไปเล่นไอ้ที่มันเป็คลื่นซัดมาเรื่อยๆอะ ผมสังเกตเห็นว่าน้องมุดน้ำแล้วไม่โผล่ขึ้นมาอีก ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันถึงจะหลายคน แต่ต่างคนก็ต่างเล่นสนุกอยู่ไม่มีใครได้สังเกตน้องเลย ถ้าผมไม่วิ่งไปอุ้มน้องธัญขึ้นมา น้องได้ตายจริงๆแน่” ธิติร่ายยาว พร้อมขนลุกเกรียว
เมื่อเห็นว่าพี่ชายมีท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ธิติจึงเอ่ยต่อ
“อะ พี่คนนั้นเขายังบอกอีกว่าถ้าพี่ไม่เชื่อเื่นี้ งั้นเขาฝากถามพี่ว่า ตอนนี้สองพี่น้องตระกูลหว่องกำลังมีปัญหากันใช่ไหม? เพราะเื่ซีเปียนจะรามือจากธุรกิจมืดแต่ซีฮันไม่ยอม ตอนนี้ความบาดหมางของสองพี่น้องอาจจะยังไม่รุนแรง แต่อีกไม่นานซีเปียนจะย้ายออกจากบ้านตระกูลหว่องแน่”
ธนัทได้ฟังก็ขมวดคิ้ว รู้ว่าเขาทำงานให้ใครด้วย? ส่วนเื่เ้านายเขาทั้งสองที่มีความคิดไม่ตรงกันนั้นเป็เื่จริง แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ได้เทคแอ็กชันอะไรมากนัก คนภายในส่วนมากก็ยังไม่รู้เลย แล้วคนคนนั้นรู้ได้ยังไง?
กระนั้น เื่ที่ไม่น่าเป็ไปได้คือนายใหญ่ซีเปียนจะย้ายออกจากบ้านตระกูลหว่อง? ไม่มีทางหรอก!
"สรุปเขาเป็หมอดูสินะ โดนค่าเสียหายไปเท่าไหร่ล่ะเรา"
"โหยพี่ จริงจังหน่อยเถอะ ผมรู้สึกได้ว่าเขาแบบ จริงใจและจริงจังมากเลยนะ"
“แล้วคนนั้นมาบอกเราทำไม เขา้าอะไร?” ธนัทถามน้องชาย
“เขาบอกว่าเขา้าแค่วิดีโอเกี่ยวกับคดีนางสาวเจเมื่อสามปีก่อน เขารู้ว่าเื่นั้นเป็ฝีมือเ้านายพี่อะ”
ธนัทถึงกับชะงักไป มีแค่เขากับนายน้อยซีฮันที่รู้เื่วิดีโอ คนคนนั้นรู้ถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน?!!
“เขาเป็ใคร?”
ธิติหยิบนามบัตรออกมาให้พี่ชาย
“เขาบอกว่าเขาชื่อเจษลินทร์”
“พี่ เื่คดีนางสาวเจ นี่มันยังไง พี่รู้เื่ด้วยเหรอ?” น้องชายถามต่อ
“อย่ารู้เลย”
“พี่เจษ เอ่อ ผมหมายถึงพี่เจษลินทร์น่ะ เขาบอกด้วยว่าพี่ต้องตอบแบบนี้เพราะไม่อยากให้ผมรู้มาก เดี๋ยวจะเป็อันตรายใช้มะ เขาเลยฝากบอกพี่ว่า เล่าให้ผมฟังจะเป็ประโยชน์มากกว่าโทษแน่นอน”
คนพี่มึนงงไปหลายอึดใจ เห็นทีคงต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ
หลังจากสนทนากับน้องชายจนหมดธุระ ธนัทไม่รอช้าต่อสายโทรหาเจษลินทร์ทันที
“คุณเป็ใครกันแน่” เขาเอ่ยถามหลังจากแนะนำตัวเสร็จ
[ผมเป็ใครไม่สำคัญหรอกหน่า เรามาตกลงเื่ที่ผมบอกน้องคุณกันดีกว่ามั้ย] ปลายสายตอบ
“แล้วทำไมผมต้องช่วยคุณ ถ้าผมช่วยคุณ ผมและเ้านายก็ต้องติดคุกน่ะสิ”
[ถึงคุณไม่ติดเพราะเื่นี้ วันนึงซีฮันก็ส่งคุณเข้าตารางอยู่ดี]
“คุณพูดเื่อะไร?”
[ก็ไอ้ที่พวกคุณทำกันอยู่เนี่ย ยังไงก็เสี่ยงคุกอยู่แล้ว วันหนึ่งเขาจะให้คุณเป็แพะรับบาปเข้าคุกแทนเขา และคุณก็คงเต็มใจอยู่แล้ว ก็นะ คุณน่ะจงรักภักดีกับตระกูลหว่องจะตาย เพราะอลัน หว่องเคยช่วยชีวิตคุณไว้เมื่อหลายปีก่อนโน้นสินะ]
ธนัทถึงกับอึ้งไป เจษลินทร์คนนี้จะรู้เยอะเกินไปแล้ว
[อ๋าๆ ไม่ต้องคิดหาทางกำจัดผมเลยนะ คนที่ไม่เคยฆ่าใครอย่างคุณน่ะ อย่าคิดเื่ร้ายๆแบบนั้นเลย ต่อให้ผมตายไป เื่ทุกอย่างก็ยังจะดำเนินต่อไป ไม่ใช่แค่คุณจะติดคุกนะ น้องชายคุณก็จะโดนฆ่าตายเพราะตามสืบหาความจริงเพื่อช่วยคุณนั่นแหละ]
[แต่ถ้าคุณยอมสารภาพ อย่างน้อยโทษหนักก็จะกลายเป็เบา]
ธนัทนิ่งงัน เขาคิดตามที่เจษลินทร์พูดทุกคำ
“ถ้าผมทำอย่างนั้น คิดว่าซีฮันจะปล่อยครอบครัวผมไว้เหรอ?”
[งั้นคุณก็ต้องหาทางลากเขาเข้าตารางแล้วล่ะ คนอย่างซีฮัน คงไม่ได้ก่อคดีแค่เื่เดียวหรอกใช่มั้ย?]
[อ้อ หรือคุณจะเก็บหลักฐานเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมั้ยล่ะ?]
“เื่อะไร?”
[ซีฮันจะวางแผนทำร้ายพี่ซัน เอ่อ ผมหมายถึงคุณซีเปียนน่ะ]
“หึ คุณอาจจะรู้เยอะนะ แต่เื่นี้เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด นายน้อยรักคุณซีเปียนจะตายไป”
[ไอ้รักมันก็รักอยู่หรอก แต่คุณก็รู้นี่ว่าซีฮันไม่ใช่คนปกติ ถ้าวันหนึ่งความเคียดแค้น หรือความโมโหหรืออารมณ์อ่อนไหวต่างๆ มันมีมากกว่าความรักล่ะ?]
ไม่รู้ว่านี่เป็ครั้งที่เท่าไหร่ของวัน ที่คนในสายทำให้ธนัทแปลกใจ รู้ไปซะหมดทุกอย่างจริงๆ….
[คุณจะไม่เชื่อผมตอนนี้ก็ได้นะ จะรอดูให้แน่ใจก่อนก็ได้ ไว้เราค่อยมาเจรจากันอีกทีก็ยังไม่สาย ผมไม่เปลี่ยนเบอร์หรอก]
ว่าจบปลายสายก็วางไป ปล่อยให้ธนัทจมอยู่กับคำถามและความสงสัยมากมาย
เจษลินทร์ถอนหายใจหลังจากวางสาย นี่เขากำลังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่วุ่นวายนี้อยู่รึเปล่านะ?ไม่หรอกน่า ก็แค่ชี้แนะนิดๆหน่อยๆเอง ที่เหลือก็ให้กฎหมายและจิตใต้สำนึกของคนพวกนั้นจัดการกันเอง คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง เนอะ
***
‘มอร์นิ่งนะ ปืนตื่นยัง’
‘เราถึงสตูแล้ว’
‘วันนี้ปืนมีงานไหม?’
‘อย่าลืมทานข้าวนะครับ’
เจษลินทร์ส่งข้อความหาปัณณวิชญ์ทุกวันั้แ่วันที่เขาขอยุติความสัมพันธ์กับซีเปียน ซึ่งก็ผ่านมาหลายวันแล้ว
และแน่นอนแชตของเขาหนักอยู่ข้างเดียว อีกนิดกะคือจะตีลังกาแล้วจ้า!
แม้จะอธิบายให้ปัณณวิชญ์ฟังแล้วว่าตอนนี้ตัวเองนั้นโสด แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้แยแสเขานัก
หน็อย มันเป็เ็านักนะ!
เจษลินทร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ คิดว่าขืนปล่อยให้เป็แบบนี้คงไม่ดีแน่ เขาไม่อยากจะเสียเวลากับอะไรทั้งนั้น เพราะไม่รู้เลยว่าอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
***
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เสียงพยาธิในท้องร้องจ้อกแจ้กจอแจ ทำให้ปัณณวิชญ์ต้องพาสังขารออกจากห้องเพื่อไปหาอะไรลงท้อง ปกติเขาไม่ชอบกินข้าวนอกบ้านหรอก แต่เพราะมัวทำนั่นทำนี่จนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็หิวจนแสบไส้ไปหมด ตอนนี้มีอะไรก็กินทั้งนั้นแหละ แต่ในจังหวะที่เขาเปิดประตูนั้นก็ต้องใ เมื่อพบว่ามีร่างหนึ่งกำลังยกมือขึ้นทำท่าเหมือนแมวกวักอยู่หน้าประตูห้องเขา
อีกฝ่ายมีท่าทีใเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยิ้มแฉ่งออกมา
“สวัสดีครับ ผมเพิ่งย้ายมาใหม่อยู่ห้องตรงข้ามนี่เอง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”
คนมาใหม่ที่ไม่แปลกหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส มือก็ยื่นปิ่นโตอาหารสามชั้นลายSponge Bobให้เขา
ปัณณวิชญ์ขมวดคิ้ว
“อะไรของคุณเนี่ย?”
“กลิ่นกับข้าวหอมขนาดนี้ก็ต้องเป็อาหารสิ”
“ผมหมายถึง ทำไมคุณมาอยู่นี่ได้ล่ะ”
“ก็เพิ่งแนะนำตัวไปเมื่อกี้นี้ไง ถามไรแปลกๆมาทานข้าวก่อน หิวแล้วใช่มั้ย”
เจษลินทร์ไม่พูดเปล่า ถือวิสาสะเดินเข้าห้องราวกับว่านี่คือห้องของตัวเอง ส่วนเ้าของห้องตัวจริงยังมีท่าทีงงๆ รู้ตัวอีกทีแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ไปยืนอยู่ที่โต๊ะหน้าโซนครัวแล้ว มือก็แกะปิ่นโตอาหารด้วยท่าทีสบายๆ
คราแรกปัณณวิชญ์ตั้งใจจะตะเพิดคนถือวิสาสะออกไปเสีย แต่พอได้เห็นอาหารในปิ่นโตความคิดนั้นก็แทบปลิวไปทันที เพราะมีแต่ของโปรดของเขาทั้งนั้น แถมกลิ่นหอมยั่วน้ำลายนั่นอีก ณ จุดนี้ ท้องเขาเข้ามานั่งบัลลังก์สั่งงานแทนสมองแล้วฮะ กินก่อนแล้วกัน เื่อื่นไว้ทีหลัง
“ปืนไม่ได้หุงข้าวเหรอ?” เจษลินทร์ถามเมื่อไปเปิดหม้อหุงข้าวแล้วเจอกับความว่างเปล่าและเวิ้งว้าง
“ผมเอาใส่ไ-”
“อ่า ปืนมักจะหุงข้าวเผื่อแล้วเอาไปแช่ในตู้เย็นนี่นา”
พูดยังไม่ทันจบเจษลินทร์ก็เอ่ยคล้ายพูดกับตัวเองแต่ปัณณวิชญ์ได้ยินเต็มสองหู
ขาเรียวยาวก้าวไปเปิดตู้เย็นอย่างคล่องแคล่ว หยิบกล่องทับเปอร์แวร์ที่ใส่ข้าวออกมา แล้วเอาไปอุ่นเสร็จสรรพ
ปัณณวิชญ์ขมวดคิ้ว
“คุณรู้ได้ยังไง?”
คนหลุดโป๊ะชะงักเล็กน้อย ลืมตัวอีกแล้ว
“อ่า เราก็ทำแบบนี้เหมือนกันอะ”
“แต่เมื่อกี๊คุณพูดว่า ‘ผมมักจะ’ ” ปัณณวิชญ์ส่งสายตาคาดคั้นอีกฝ่าย เจษลินทร์ดูจะรู้จักเขาดีจนเขาเองรู้สึกแปลกๆ แถมไอ้ท่าทางคุ้นเคยกับครัวเขานักหนานี่มันอะไร? ั้แ่คราวที่แล้วแล้วนะ
“ผมก็เดาๆไปงั้นแหละคุณ อย่าคิดมากเลย นี่กินก่อนที่กับข้าวจะเย็นสิ” แขก (ไม่ได้รับเชิญ) ตอบเลี่ยงๆ แล้วยื่นจานข้าวให้เ้าของห้องที่คราแรกเหมือนจะต่อต้าน แต่พอเสียงท้องร้องดังโครกคราก เขาก็เบ้ปากจัดการอาหารตรงหน้าไม่พูดไม่จา
‘หึ เคี้ยวจนแก้มตุ่ยเลย’
“อยากหยิกแก้มจัง”
เจษลินทร์ก็ว่าตัวเองแค่คิดในใจ แต่ไหงความคิดมันดังออกมาซะงั้น?
“คุกคาม”
“คุกคามอะระ แค่หยิกแก้มเอง”
เ้าของห้องส่งเสียงหึในลำคอ ก็ลวนลามเขาไปตั้งหลายอย่างแล้วไม่ใช่หรือ?
อะ เื่คืนนั้นจะถือซะว่าเป็เพราะฤทธิ์ยา แต่เื่ของเช้าวันรุ่งขึ้นล่ะ เจษลินทร์ดูตั้งใจทั้งกอดทั้งจูบเขาไม่ใช่รึไง
คิดมาถึงตรงนี้ ปัณณวิชญ์ก็รู้สึกเหมือนมีมดไต่ยุบยิบในอก จึงเบี่ยงความสนใจหันมาจัดการกับอาหารแสนอร่อยตรงหน้าต่อ
“ผมว่าเรามีเื่ต้องคุยกันหน่อยนะคุณเจษลินทร์” เ้าของห้องเอ่ยขึ้นหลังจากทานอาหารเสร็จ
เจษลินทร์พยักหน้ารับ รีบเดินมานั่งข้างๆปัณณวิชญ์ด้วยท่าทางดีใจ
ก็คนมันคิดถึงอะเนาะ ไม่ได้เจอตั้งสองอาทิตย์กว่า นี่ถ้าไม่เกรงใจะโกอดแล้วนะ
เ้าของห้องขยับตัวออกห่างอย่างเปิดเผย ทำให้เจษลินทร์บุ้ยปากน้อยๆ
“คุณเป็ใคร?” ปัณณวิชญ์ถามด้วยสีหน้าจริงจัง
ผิดกับเจษลินทร์ที่มีท่าทีขบขัน
“โหยปืน จะถามคำถามนี้กับเราอีกกี่ครั้งเนี่ย ปืนก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าเราเป็ใคร”
“เื่ต่างๆที่คุณรู้มากมายไปเสียหมด คุณรู้ได้ไง?”
“เอ้า สืบดูก็รู้แล้ว”
“เอาเวลาไหนไปสืบ? เวลาแค่สั้นๆแต่คุณรู้ดีถึงขนาดนี้เนี่ยนะ?”
“อ่า ก็เรามีเพื่อนเป็ตำรวจนี่”
ปัณณวิชญ์หรี่ตามองอีกคนอย่างจับผิด
"รู้อะไรอีกบ้าง บอกมาให้หมด ถ้าไม่บอกก็ออกจากห้องไปแล้วไม่ต้องมายุ่งกับผมอีก"
'โห มันเป็แรงๆนะนายคนนี้' เจษลินทร์โอดครวญในใจ
"ก็อย่างที่บอกว่าเรารู้หมดนั่นแหละ รู้แล้วด้วยว่าข้อความป่วนที่เราได้รับอะเป็ฝีมือปืน และที่ปืนทำไปทั้งหมดก็เพราะคดีของชวินทร์"
ปัณณวิชญ์ทึ่มทื่อแล้วจริงๆ! รู้ถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
“งั้นคุณก็รู้แล้วสิ ว่าพ่อคุณใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์”
เออะ เจษลินทร์ลืมความปากร้ายของคนตรงหน้าไปแล้วนะเนี่ย
“เฮ้ย นายก็ใจเย็นก่อนได้หรือไม่ คืองี้นะ อัยการอะเขาก็ทำงานตามเนื้อผ้า ตำรวจส่งสำนวนมาแบบนี้พ่อเราก็แค่ทำตามหน้าที่”
“แต่ถ้าเขาตรวจพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกสักนิดพี่ผมก็คง...” ปัณณวิชญ์เริ่มขึ้นเสียง
“ปืน ใจเย็นก่อน เราเข้าใจปืนนะ เราขอโทษแทนพ่อเราด้วย แต่ปืนก็รู้ใช่ไหม ว่าจะโทษพ่อเราก็ไม่ถูกนัก เราต้องโทษคนเลวที่เป็ต้นเหตุเื่ทั้งหมดสิ ฟังดูมันอาจจะเป็การปัดความรับผิดชอบนะแต่ความจริงมันเป็แบบนั้นและเราก็จะไม่ปัดความรับผิดชอบด้วย”
“แล้วมันเป็ใครล่ะ? ในเมื่อตำรวจกับอัยการยังทำงานกันชุ่ยขนาดนี้ จะไปสืบไปหาหลักฐานจากไหน จะรู้ได้ไงว่าใครมันเป็ต้นเหตุ!”
“ปืน หยุดขึ้นเสียงก่อนได้มั้ย เรากลัวอะ” เจษลินทร์บอกไปตามความจริง ที่ผ่านมาเคยเจอแต่สายตาออดอ้อนและอ่อนโยนของคนตรงหน้า แต่ตอนนี้แค่ปืนเ็าใส่เขาก็เจ็บกระดองใจจะแย่แล้ว นี่ทั้งตะคอกขึ้นเสียงทั้งสายตาแข็งกร้าวที่มองมาอีก ใครจะทนไหววะ
จากที่ตอนแรกหัวร้อนหน่อยๆ พอเห็นท่าทางคล้ายจะเบะปากร้องไห้ของเจษลินทร์ ปัณณวิชญ์รู้สึกงุนงงจนต้องเปลี่ยนท่าที
“เื่ตัวต้นเหตุของคดีนี้ ปืนไม่ต้องห่วง เราจะจัดการเอง” คนตัวบางเอ่ยเมื่อเห็นอีกฝ่ายสงบลงแล้ว
“คุณรู้เหรอว่ามันเป็ใคร?”
เจษลินทร์พยักหน้าในคราแรก แล้วก็ส่ายศีรษะเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้
“ใคร?”
“เฮ้ย เราเองก็ยังไม่รู้ กำลังหาหลักฐานเพิ่มเติมอยู่ เราสัญญาว่าคนร้ายตัวจริงจะต้องได้รับโทษ แล้วก็จะรื้อคดีคืนความยุติธรรมให้ชวินทร์อย่างแน่นอน แต่ขออย่างเดียว ปืนไม่ต้องมายุ่งกับเื่นี้เลย เรามีเพื่อนเป็ตำรวจมีน้องเป็อัยการ รับรองจัดการได้แน่” เจษลินทร์เอ่ยเสียงหนักแน่นและจริงจัง
เขาจะไม่ให้ปัณณวิชญ์เข้ามายุ่งกับเื่นี้เด็ดขาด
ฝ่ายเ้าของห้องยิ่งฟังรู้สึกแปลกใจเข้าไปใหญ่ ทำไมคนตรงหน้าเขาต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ? ถ้าเป็คนอื่นก็คงไม่ได้มาสนใจอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ แค่ปัดความรับผิดชอบไปก็จบ
ความจริงก็อย่างที่เจษลินทร์ว่า จะโยนความผิดทั้งหมดให้อัยการปฐวีก็ไม่ถูกนัก ที่ปัณณวิชญ์กล่าวโทษไปแบบนั้นก็ต้องยอมรับว่าเขาพาลที่ตัวเองไม่สามารถหาทางแก้ต่างให้พี่ชายได้ต่างหากล่ะ
“แล้วคุณจะทำไปเพื่ออะไร?”
“ก็อย่างที่ปืนบอก เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อเรา และทวงความเป็ธรรมให้ชวินทร์ไง”
“มันดูปลอมยังไงก็ไม่รู้” ปัณณวิชญ์พูดตามความรู้สึก ใครมันจะเป็คนดีขนาดนั้นกัน
“ปากแจ๋วตลอดคนนี้”
ถึงจะบอกว่าไม่ใช่ความผิดของพ่อทั้งหมด แต่ในเมื่อพ่อเองก็มีส่วนพลาด ต่อให้พลาดแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ามันมีผลกระทบต่อชีวิตผู้อื่นก็ต้องรับผิดชอบสิ ยิ่งเื่นี้ทำให้ปัณณวิชญ์เสียพี่ชายและแม่ไป เจษลินทร์ยิ่งรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบมากๆ
ในตอนที่เจษลินทร์เสียพ่อไป ขนาดมีแม่และแฝดอยู่ข้างๆเขาก็ยังแทบจะไม่ไหว แต่นี่ปืนผ่านเื่นั้นมาโดยไม่มีใครเลยนะ
คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
“ปืน สองคนดีกว่าคนเดียวนะ”
“อะไร?”
“ก็ที่ปืนทำอยู่นี่ไง เหนื่อยใช่มั้ย ให้เราอยู่ข้างๆได้รึเปล่า เราอาจจะช่วยปืนได้ไม่เยอะ แต่อย่างน้อยปืนก็ไม่ได้อยู่คนเดียว”
“น้ำเน่า”
ปัณณวิชญ์ตัดบทซึ้งดังชึ่บ แต่กระนั้นในใจก็กลับรู้สึกยุบยิบแปลกๆ
“โหยปืนอ่า จะเ็าไปไหนเนี่ย แต่เอาเถอะแรกๆก็งี้แหละ เราเป็ฝ่ายจีบปืนนี่เนอะ อืมๆเราจะอดจะทน”
ปัณณวิชญ์มองดูอีกฝ่ายที่คุยกับแม่ซื้อก็อดส่ายหัวไม่ได้ คนอะไรแปรปรวนชะมัด
“ต่อไปนี้ ปืนตอบข้อความเราบ้างสิ”
“ผมได้อะไรจากตรงนี้ก่อน?”
“ชิ งั้นแลกกับการที่เราทำกับข้าวให้เช้า-เย็นเลย ไหนๆปืนก็ไม่ชอบกินข้าวข้างนอกอยู่แล้วนี่”
ปัณวิชญ์ขมวดคิ้ว รู้ได้ยังไงอีก? ไม่รู้คนตรงหน้าจะทำให้เขาแปลกใจได้ถึงไหนกัน แต่ครั้นจะถามอีกฝ่ายก็คงตอบว่า ‘เดา’ อีกตามสเต็ป
“ผมทำเองก็ได้เหอะ เผื่อคุณลืม”
“เราทำอาหารได้หลากหลายมากเลยนะ ไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รับรองไม่มีเบื่อ” เจษลินทร์สาธยายสรรพคุณตัวเองสุดฤทธิ์
สุดท้ายเ้าของห้องก็ตอบตกลงอย่างจนใจ นี่เขาไม่ได้เห็นแก่กินหรอกนะ จริงๆ
เมื่อเจษลินทร์หมดข้ออ้างที่จะสิงอยู่ในห้องของปัณณวิชญ์แล้ว ก็จำต้องระเห็จกลับห้องของตัวเอง
พอเข้ามาในห้องก็ถอนหายใจเสียยืดยาว ความจริงเขาไม่เคยคิดที่จะย้ายออกมาอยู่คอนโดด้วยซ้ำ นึกถึงตอนที่บอกคุณเจนคนสวยว่าจะย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ก็โดนมารดาโวยวายใส่ใหญ่เลย แต่ก็จะให้เขาทำไงได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้นี้ก็คงไม่ได้ใกล้ชิดปืนน่ะสิ นี่ไม่อยากจะบอกว่าเขาจ่ายค่าเช่าสามเท่าให้เ้าของเดิมของห้องนี้เพื่อแลกกับการย้ายออกกะทันหันด้วย
นี่เราลงทุนไปรึเปล่านะ?
ไม่หรอก!ถ้าเทียบกับคนรักที่รักเราถึงขนาดยอมรับะุแทนได้ แค่นี้จิ๊บๆ มากกว่านี้ก็ทำให้ได้เถอะ
‘อา เจษลินทร์คนคลั่งรักสินะ’ ว่าแล้วคนตัวบางก็ยิ้มกรุ้มกริ่มให้กับตัวเอง
***
- สองสัปดาห์ต่อมา -
[Jecelyn's Part]
"ปืน ทำไมกลับดึกจัง" ผมเอ่ยทันทีที่ปืนเปิดประตูห้องให้
"เพิ่งเสร็จงาน คุณรู้ได้ไงว่าผมกลับมาแล้ว?แอบติดเซนเซอร์ไว้ไง๊?"
"ก็เรารอปืนอ่า เหนื่อยมั้ย?กินข้าวรึยัง?เดี๋ยวเราไปอุ่นกับข้าวให้"
"เดี๋ยวอุ่นเองก็ได้ คุณไปนอนเถอะ"
"ไม่เอาเดี๋ยวอุ่นให้แป๊บเดียว ปืนอาบน้ำเสร็จก็ได้กินพอดี" ผมว่าพร้อมทำมือไล่เ้าของห้องไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองเดินเมาขี้ตาไปอุ่นกับข้าวที่ตัวเองทำไว้ั้แ่เมื่อตอนเย็น
สองสัปดาห์มานี้ความสัมพันธ์ของผมกับปืนพัฒนาขึ้นนิดหน่อยแล้ว
เริ่มจากคราแรกพ่อคนเล่นตัวยอมตอบข้อความมากขึ้น โดยข้อแลกเปลี่ยนคือผมอาสาทำอาหารให้เขาทุกวัน
"ขอบคุณนะ ตาจะปิดแล้วนั่นไปนอนเหอะ" ปืนเอ่ยหลังจากที่เ้าตัวอาบน้ำเสร็จ
'หูย ปืนกับเสื้อกล้ามสีขาวคือดีย์มาก!'
"อืม งั้นเราไปนอนนะ อ้อปืน! ถ้าวันหลังปืนจะกลับดึกหรือไปค้างที่อื่น ปืนช่วยบอกเราหน่อยได้มั้ย เราเป็ห่วงอะ"
ผมบอกไปตามความรู้สึก เพราะวันนี้ผมก็ชะเง้อคอยเ้าตัวตั้งนานไม่เห็นกลับห้องมาสักที โทรหาก็ไม่รับด้วย เป็ห่วงแทบแย่
"ถ้าไม่ลืมนะ"
ดูสิ ดูคำตอบของคุณเขา ไม่เ็าตรงไหนเอาถังสีมาเท! ถึงจะยอมคุยด้วยแต่เ้าตัวก็ยังเฉยเมยกับผมอยู่ ผมพยายามตีสนิทเขา แต่เขาก็ยังคงนิ่งๆไม่อะไรกับผมนัก แม้ว่าตอนเป็คนคูลๆ ปืนจะดูดีดูเท่ดูกร้าวใจมาก แต่ขอเถอะนะอย่าเ็ากับพ้มเลย ใจเจษลินทร์ก็มีแค่นี้เอง
TBC
อ่ย ปัณณวิชญ์คนคลั่งรักหายไปแน้ววว เหลือพิ่เจษลินทร์ที่คลั่งรักแทนฮะ อุแง้
ติชมกันเข้ามาได้นะคะ
Enjoy Reading
- Love -