บทที่ 11: ข้อจำกัดของฟิสิกส์และสรีระวัย12
แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงมากระทบลานดินบนเนินเขาที่บัดนี้ถูกตีเส้นแปลนพื้น ไว้อย่างชัดเจนด้วยรอยขีดเขียนของกิ่งไม้ตรงกึ่งกลางคือเตาผิงหินขนาด 1.2 เมตรที่ยังคงแผ่ไออุ่นจางๆ ออกมาอากาศในป่าชั้นนอกวันนี้ปลอดโปร่งและมีลมพัดเย็นสบาย ช่างเป็ใจให้กับการเริ่มต้นอภิมหาโปรเจกต์"บ้านหินชั้นเดียวพร้อมชั้นลอย"ของอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีในร่างเด็กสิบสองขวบเสียเหลือเกิน
อีไลอัสยืนเท้าสะเอวมองกองหินแม่น้ำขนาดมหึมาและกองดินเหนียวริมตลิ่งที่เขากับฟินน์ช่วยกันลำเลียงมาเมื่อวานเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยเพื่อวอร์มอัพร่างกาย
"เอาล่ะฟินน์วันนี้เราจะเริ่มก่อผนังหิน กัน"อีไลอัสหันไปบอกลูกจิ้งจอกอสูรที่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่อย่างเริงร่า"กำแพงบ้านคือปราการด่านแรกที่จะปกป้องเราจากสภาพแวดล้อม มันต้องแข็งแกร่งมั่นคง และเป็หนึ่งเดียวกัน"
“โฮ่ง! ให้ฉันช่วยขุดดินไหมเ้านายขาหน้าฉันตะกุยดินเก่งมากเลยนะ!” ฟินน์เสนอตัวอย่างแข็งขันหูสามเหลี่ยมของมันตั้งตรง
"เก็บแรงตะกุยดินของแกไว้ก่อนไอ้หนูงานวันนี้ต้องใช้ความประณีตระดับมิลลิเมตร" อีไลอัสหัวเราะเบาๆ
เขาเดินไปที่แนวเส้นแปลนกำแพงด้านหลังซึ่งหันหน้าเข้าหาผาหินธรรมชาติ การก่อกำแพงที่ดีต้องเริ่มจากการวาง ‘แถวฐานราก ’ อีไลอัสคัดเลือกก้อนหินแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หน้าตัดค่อนข้างเรียบและน้ำหนักมากที่สุด มาวางเรียงตามแนวเส้นแปลน
จากนั้นเขาก็เรียกใช้งานสกิลประจำตัว [สถาปนิกแห่งพงไพร]
เคอร์เซอร์สีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วอีไลอัสแตะนิ้วลงบนผิวหินก้อนแรก ลากยาวไปเชื่อมกับก้อนที่สอง และก้อนที่สามทันทีที่พลังงานสีทองแทรกซึมเข้าไปโครงสร้างของแร่ธาตุบริเวณผิวััก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอนุภาคของหินแกรนิตและบะซอลต์ถูกปรับแต่งให้สบเข้าหากัน ราวกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกสร้างมาเพื่อคู่กันั้แ่กำเนิด
กึก... กึก... กึก...
เสียงหินบดอัดและประสานเข้าด้วยกันดังก้องกังวานมันเป็เสียงที่ไพเราะที่สุดในหูของสถาปนิกอีไลอัสใช้มืออีกข้างหยิบดินเหนียวที่นวดจนได้ที่บีบอัดเข้าไปในช่องว่างระหว่างรอยต่อเพื่อทำหน้าที่เป็ยาแนว สกิลของเขาช่วยดึงความชื้นออกจากดินเหนียวในพริบตาทำให้มันแข็งตัวและประสานหินทุกก้อนให้กลายเป็เนื้อเดียวกันอย่างรวดเร็ว
"มหัศจรรย์จริงๆ...ด้วยสกิลนี้ ฉันไม่ต้องเสียเวลามานั่งผสมปูนซีเมนต์ ไม่ต้องรอให้ปูนเซ็ตตัวแถมค่ารับกำลังอัด ของกำแพงนี้ยังสูงลิบลิ่วยิ่งกว่าตึกระฟ้าบางตึกที่ฉันเคยออกแบบซะอีก"
อีไลอัสยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจกับผลงานแถวฐานรากถูกวางจนเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เขาเริ่มก่อแถวที่สอง แถวที่สามซ้อนทับสลับฟันปลาขึ้นไปเรื่อยๆ ตามหลักการก่ออิฐ เพื่อกระจายน้ำหนัก กำแพงหินค่อยๆสูงขึ้นจากระดับข้อเท้า มาถึงระดับหน้าแข้ง และกำลังจะทะยานขึ้นสู่ระดับหัวเข่า
ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไร้ที่ติมันจัดการกับโครงสร้างทางเคมีและฟิสิกส์ระดับจุลภาคได้อย่างน่าอัศจรรย์... ทว่าสิ่งที่สกิลนี้ ‘ไม่ได้’ ช่วยจัดการให้เลยก็คือ...
มวล และ แรงโน้มถ่วง ของโลกใบนี้!
"อึ้บ...ยะ..."
อีไลอัสกัดฟันกรอดขณะพยายามยกก้อนหินแม่น้ำขนาดเท่าลูกแตงโมขึ้นจากพื้นหินก้อนนี้มีน้ำหนักประมาณแปดถึงสิบกิโลกรัม ซึ่งสำหรับผู้ใหญ่เพศชายที่แข็งแรง มันอาจจะเป็น้ำหนักที่ยกได้สบายๆแต่สำหรับร่างกายอวตารเด็กชายวัยสิบสองปีที่ขาดสารอาหารมานาน...มันคือมหันตภัยทางชีววิทยา!
ตามหลักชีวกลศาสตร์ เมื่อคนเราก้มตัวลงไปยกของหนัก จุดหมุน จะอยู่ที่กระดูกสันหลังส่วนเอว โดยมีกล้ามเนื้อหลังทำหน้าที่เป็แรงดึง เพื่อต้านกับน้ำหนักของวัตถุ ยิ่งวัตถุอยู่ห่างจากลำตัวมากเท่าไหร่โมเมนต์ของแรง ที่กระทำต่อกระดูกสันหลังก็จะยิ่งเพิ่มเป็ทวีคูณ
เมื่อกำแพงสูงขึ้นอีไลอัสไม่สามารถแค่วางหินลงบนพื้นได้อีกต่อไป เขาต้อง ‘ยก’ มันขึ้นสูงระดับเอวเพื่อนำไปวางซ้อนบนกำแพง
หินก้อนที่สิบ...แขนเล็กๆ ของเขาเริ่มสั่นระริก
หินก้อนที่ยี่สิบ...เหงื่อแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า
หินก้อนที่ห้าสิบ...หายใจหอบถี่ราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอน
และเมื่อถึงหินก้อนที่แปดสิบ...
"โอ๊ย!!"
อีไลอัสปล่อยก้อนหินหลุดมือร่วงกระแทกพื้นเสียงดังตึง โชคดีที่มันเฉียดปลายเท้าเขาไปเพียงไม่กี่เิเเด็กชายทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า มือทั้งสองข้างเอื้อมไปกุมบริเวณหลังส่วนล่าง โดยสัญชาตญาณใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปสุดขีด
ความเ็ปแหลมคมแล่นปราดจากกระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่สี่และห้า กระจายซ่านไปทั่วแผ่นหลังและสะโพกกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัด เกิดการหดเกร็งอย่างรุนแรงกรดแลคติก ปริมาณมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาคั่งค้างอยู่ในเส้นใยกล้ามเนื้อทำให้เขารู้สึกเหมือนมีไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้อยู่ใต้ชั้นิั
“เ้านาย!!เป็อะไรไป! โดนตัวอะไรกัดเหรอ!” ฟินน์ที่กำลังแทะกิ่งไม้อยู่ใกล้ๆรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา มันเอาหน้าไถๆ ที่แขนของอีไลอัสด้วยความตื่นตระหนก
"มะ...ไม่มีตัวอะไรกัดหรอกฟินน์..." อีไลอัสหอบแฮก ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"ฉันแค่... โดนกฎของเซอร์ ไอแซก นิวตัน เล่นงานเข้าน่ะสิ"
เขาพยายามยืดหลังให้ตรงแต่ก็ต้องสูดปากด้วยความเจ็บแปลบ "ให้ตายเถอะ...ฉันหลงระเริงกับความมหัศจรรย์ของสกิล จนลืมคำนวณ ‘ข้อจำกัดทางกายภาพ ’ ของร่างกายอวตารนี้ไปซะสนิท"
อีไลอัสมองดูมือเล็กๆของตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยถลอกและฝุ่นดิน ิัที่ฝ่ามือเริ่มแดงและพองเป่งจากการเสียดสีกับผิวหินที่หยาบกระด้างเขาถอนหายใจยาวอย่างสิ้นหวัง
"สกิล[สถาปนิกแห่งพงไพร] มันทำงานเหมือน ‘ซอฟต์แวร์ ’ ระดับเทพ... มันช่วยออกแบบ เชื่อมต่อและคำนวณโครงสร้างให้เสร็จสรรพ..." เขารำพึง "แต่ปัญหามันอยู่ที่ ‘ฮาร์ดแวร์ ’! ร่างกายเด็กสิบสองขวบนี่มันเหมือนคอมพิวเตอร์สเปกต่ำเตี้ยเรี่ยดินแรมก็กาก การ์ดจอก็ออนบอร์ด... พอเอามาใช้รันโปรแกรมก่อสร้างระดับ Next-Genเครื่องมันก็เลยโอเวอร์ฮีต และแฮงก์ไปแบบนี้นี่ไง!"
เขาคำนวณอย่างรวดเร็วในหัว
ปริมาตรของกำแพงหินทั้งสี่ด้าน(หักลบช่องประตูและหน้าต่างแล้ว) หากคำนวณคร่าวๆ จะต้องใช้ก้อนหินแม่น้ำไม่ต่ำกว่า‘สองพันถึงสามพันก้อน’เป็อย่างน้อย... และตอนนี้ เขาเพิ่งยกมันขึ้นไปวางได้แค่แปดสิบก้อนร่างกายก็แทบจะแหลกสลายเป็ชิ้นๆ แล้ว
"ถ้าฉันต้องใช้แรงงานเด็ก(ตัวฉันเอง) ยกหินวันละร้อยก้อน กว่ากำแพงบ้านจะเสร็จ... ฉันไม่ต้องใช้เวลาสร้างเป็เดือนๆเลยเหรอ? แล้วไหนจะต้องสร้างกำแพงชั้นใน ทำเฟอร์นิเจอร์ขุดบ่อน้ำอีก... แบบนี้มันไม่ใช่ชีวิตสโลว์ไลฟ์แล้วนี่มันตกนรกหมกไหม้ในค่ายแรงงานทาสชัดๆ!"
อีไลอัสส่ายหัวอย่างแรงเขาไม่ยอมให้โปรเจกต์บ้านในฝันต้องมาล่าช้าเพราะความอ่อนแอของสรีระ"พักเื่กำแพงหินไว้ก่อน...ฉันอาจจะต้องสลับไปทำงานส่วนอื่นที่ใช้แรงน้อยกว่าเพื่อให้กล้ามเนื้อหลังได้พักฟื้น "
เด็กชายหันไปมองแบบแปลนบนพื้นดิน"จริงสิ... ‘โครงสร้างชั้นลอย’! งานไม้ น่าจะเบากว่างานหินเยอะ แถมมันยังเป็ส่วนสำคัญที่ต้องวางพาดไว้บนเสาเอกก่อนที่จะก่อกำแพงปิดทับ"
คิดได้ดังนั้นอีไลอัสก็กัดฟันฝืนลุกขึ้นยืนเขาสั่งให้ฟินน์พาไปหาแหล่งไม้เนื้อแข็งที่อยู่ไม่ไกลจากไซต์งานลูกจิ้งจอกอสูรดมกลิ่นอยู่ชั่วครู่ก็พาเ้านายเดินลึกเข้าไปในแนวป่าโปร่งทางทิศตะวันตก
ที่นั่นอีไลอัสพบกับต้น ‘โอ๊กเหล็กป่า’ ขนาดกลางที่ถูกฟ้าผ่าจนโค่นล้มลงมาเมื่อไม่นานมานี้ลำต้นของมันตรงแน่ว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบห้าเิเซึ่งเป็ขนาดที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการทำ ‘เสาเอก’ และ ‘คานหลัก ’
"เยี่ยมมากฟินน์ต้นนี้แหละ!" อีไลอัสตาเป็ประกาย "ไม้โอ๊กเหล็กมีค่าความต้านทานแรงดึง และแรงดัด สูงมากเหมาะที่จะใช้ทำคานรับน้ำหนักของชั้นลอยที่สุด"
อีไลอัสไม่รอช้าเขาเข้าประชิดท่อนซุงที่นอนตะแคงอยู่บนพื้นหญ้า เรียกใช้งานสกิล[สถาปนิกแห่งพงไพร] อีกครั้ง แต่คราวนี้ เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อ ‘เชื่อม ’ แต่เขาจงใจใช้คุณสมบัติการแทรกแซงโครงสร้างในทางกลับกัน...นั่นคือการ ‘ตัดแบ่ง ’
เคอร์เซอร์สีทองที่ปลายนิ้วเปลี่ยนรูปทรงเป็คล้ายกับใบเลื่อยวงเดือนโปร่งแสงอีไลอัสทาบนิ้วลงบนเปลือกไม้ กะระยะความยาวประมาณสี่เมตรตามที่ออกแบบไว้แล้วลากนิ้วเฉือนลงไปในเนื้อไม้!
จืดดดด!
เสียงพลังงานเวทมนตร์ตัดผ่านเส้นใยเซลลูโลสของต้นไม้ดังลั่นสกิลของเขาสามารถแยกโมเลกุลของเนื้อไม้ออกกจากกันได้อย่างเรียบกริบรอยตัดนั้นเรียบเนียนราวกับถูกเลื่อยด้วยเครื่องจักรเลเซอร์ไม่มีรอยแตกหรือเสี้ยนไม้โผล่มาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เขาจัดการตัดแบ่งท่อนซุงความยาวสี่เมตรออกมาได้สองท่อนสำหรับใช้เป็คานหลักของบ้าน
"ระบบตัดเฉือนอัตโนมัติทำงานได้ดีเลิศ!"สถาปนิกน้อยยิ้มกริ่ม "ต่อไปก็แค่ยกมันกลับไปที่ไซต์งานแล้วตั้งเสาขึ้น..."
เขาเดินเข้าไปยืนคร่อมปลายท่อนซุงด้านหนึ่งย่อเข่าลง จับท่อนซุงให้มั่น แล้วออกแรงดึงเพื่อจะยกลอยขึ้นมาไว้บนบ่า
"ฮึ้บ!!ย้าาา!!"
อีไลอัสหน้าดำหน้าแดงเส้นเืที่ขมับปูดโปน แต่ทว่า... ท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็กความยาวสี่เมตรนั้นกลับขยับเขยื้อนลอยขึ้นจากพื้นดินเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรก่อนจะหล่นตุ้บลงไปกองกับพื้นตามเดิม!
"แฮ่ก...แฮ่ก..." อีไลอัสทรุดตัวลงนั่งทับท่อนซุง หอบหายใจอย่างบ้าคลั่ง
เขาเพิ่งตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายของชีววิทยาอีกข้อหนึ่ง...ไม้สด ไม้ที่เพิ่งโค่นใหม่ๆหรือยังไม่ผ่านกระบวนการอบแห้ง จะมีปริมาณความชื้น สะสมอยู่ภายในเซลล์เนื้อไม้สูงถึง 50-80% ของน้ำหนักตัวมันเอง!หมายความว่า ท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็กที่ดูเหมือนจะเล็กๆ ท่อนนี้อาจมีน้ำหนักพุ่งสูงถึงหกสิบหรือเจ็ดสิบกิโลกรัมซึ่งหนักกว่าตัวของอีไลอัสในร่างเด็กสิบสองขวบเกือบสามเท่า!
“เ้านายท่อนไม้นี้มันดื้อเหรอ? ให้ฉันช่วยกัดมันไหม!” ฟินน์เห็นเ้านายหงุดหงิดมันเลยพยายามจะเอาฟันแหลมๆ ของมันไปงับเปลือกไม้แล้วออกแรงดึงถอยหลังแต่สุดท้ายลูกจิ้งจอกอสูรก็ลื่นไถลล้มกลิ้งไม่เป็ท่าเพราะน้ำหนักที่ต่างกันเกินไป
"ไม่ต้องหรอกฟินน์ฟันแกจะหักเปล่าๆ..." อีไลอัสหัวเราะทั้งน้ำตา เขาลูบหน้าตัวเองด้วยความหดหู่"ไม้สดความหนาแน่นสูงขนาดนี้ ต่อให้ฉันใช้หลักการ ‘คานงัด’ เอาท่อนไม้เล็กๆ มาเป็จุดหมุนเพื่อยกปลายมันขึ้น...ฉันก็ไม่มีทางออกแรงยกมันไปพาดไว้บนเสาเอกที่สูงสองเมตรครึ่งได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ๆ..."
สถาปนิกน้อยนั่งเหม่อมองท่อนซุงไม้ชั้นดีที่กองอยู่ตรงหน้าสลับกับมองมือที่สั่นระริกของตัวเอง
ความขัดแย้ง ระหว่าง ‘จินตนาการอันยิ่งใหญ่’ กับ ‘สรีระอันกระจ้อยร่อย’ กำลังปะทะกันอย่างรุนแรงในหัวของเขา
เขาตระหนักได้อย่างถ่องแท้แล้วว่าแม้จะมีสกิลระดับสถาปนิกเทพเ้าที่รังสรรค์โครงสร้างได้ไร้รอยต่อแค่ไหนแต่กระบวนการทำงานในโลกความเป็จริง ย่อมหนีไม่พ้นการ ‘ออกแรงทางกายภาพ’
"ถ้าฉันยังดันทุรังทำทุกอย่างด้วยสองมือเด็กๆคู่นี้ต่อไป... โปรเจกต์บ้านหินที่ควรจะเสร็จในสองสัปดาห์อาจจะต้องใช้เวลาสร้างนานเป็ปี...หรือไม่ก็กระดูกสันหลังของฉันคงได้หักดังเป๊าะก่อนที่หลังคาจะเสร็จแน่ๆ"
อีไลอัสถอนหายใจยาวแววตาของเขาเปลี่ยนจากความหงุดหงิด กลายเป็ความครุ่นคิดอย่างจริงจัง
"ในโลกเดิมเมืุ่์ก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพไม่ได้ พวกเขาก็สร้าง ‘เครื่องทุ่นแรง’ ขึ้นมา... สร้างรถเครน สร้างระบบรอก สร้างปั้นจั่น..."
เขากวาดสายตามองเข้าไปในป่าลึก ที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกและเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่แว่วมาตามสายลม
"แต่ที่นี่ฉันไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่มีเครื่องยนต์ดีเซล...ถ้าฉันไม่สามารถสร้างรถเครนจักรกลได้... ฉันก็ต้องหา ‘เครื่องทุ่นแรงชีวภาพ ’ หรือใครสักคนที่มีพละกำลังมหาศาล... มาช่วยฉันยกคานไม้นี้ขึ้นเสาเอกให้ได้!"
ริมฝีปากของเด็กชายเหยียดออกเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์การใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานหนักจนตัวตาย แต่หมายถึงการรู้จักใช้ทรัพยากร(และสิ่งมีชีวิต) รอบตัวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก
ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุค... กำลังจะเริ่มเปิดรับสมัครลูกบ้านหมายเลขสอง ในเร็วๆนี้เสียแล้ว!