จู่ๆก็ถูกลากขึ้นหลังเพราะกระต่ายบอกว่าคาบเรียนกำลังจะเริ่ม เมื่อรู้สึกตัวอีกทีนางก็ถูกลมแรงพัดใส่หน้าจนเกือบได้แผล กระต่ายขาวบินเร็วมากชนิดที่ว่าหากนางกล้าปล่อยแม้แต่นิดเดียวได้ดิ่งพสุธาแบบไม่ต้องสงสัย
วัตถุสีขาว?บินไม่นานก็มาถึงที่หมาย มันค่อยๆร่อนลงจากนั้นก็หยุดอยู่หน้าอาคารไม้ไผ่ ไม่สิมันเรียกอาคารได้ไหมในเมื่อมันไม่มีหลังคา มันคล้ายกับห้องเรียนที่มีแค่ตัวอาคารแต่ไม่มีหลังคา ที่แตกต่างก็คืออาคารอีกหลังที่อยู่บนเกาะอีกฝั่งมีหลังคา ส่วนตรงนี้ไม่มี
“เฮ้อ..มาทันพอดี” กระต่ายขาวพูด จากนั้นมันก็ย่อตัวให้มู่เสวี่ยหลินลงแล้วกลับคืนร่างเดิม
“ตามข้ามา”
กระต่ายขาวบอกกับมู่เสวี่ยหลินแล้วะโนำเข้าไปในอาคารที่ไม่มีหลังคา ในระหว่างนั้นเด็กสาวก็สำรวจมองรอบข้างด้วยความสนใจ
ต้นท้อต้นนี้ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด รอบข้างเป็เกาะเล็กเกาะน้อยที่มีอาคารสองชั้นอยู่บนเกาะ เมื่ออยู่ที่นี่มู่เสวี่ยหลินไม่สามารถมองเห็นป่าท้อที่นางจากมา เพราะไม่ว่าทางใดนางก็เห็นแต่น้ำเต็มไปหมด
“ผู้าุโ..”
“เรียกศิษย์พี่ห้า” กระต่ายขาวแก้ เพราะเขายังไม่แก่ถึงเพียงนั้น
“เ้าค่ะศิษย์พี่ห้า ที่นี่คือที่ใดหรือแล้วเหตุใดห้องเรียนถึงไม่มีหลังคาล่ะ”
มู่เสวี่ยหลินนึกสงสัย นางไม่รู้จริงๆว่าที่นี่คือที่ใด อีกอย่างตอนนี้นางเริ่มหิวขึ้นมาแล้วด้วย จะกินลูกท้อก็กลัวจะหลับไปอีกนางจึงไม่กล้ากินมัน
จ๊อก...
“ศิษย์พี่ห้าท่านมีของกินบ้างหรือไม่” มู่เสวี่ยหลินถามตอนนี้นางหิวจนเห็นศิษย์พี่ห้ากลายเป็กระต่ายผัดเผ็ดไปแล้ว
“ไม่มีหรอกพวกข้าไม่กินอาหาร”
“งั้นหรือช่างน่าเสียดายจริงๆ”
มู่เสวี่ยหลินยังคงจ้องเ้าก้อนขนที่ะโอยู่ข้างหน้าด้วยสายตาละโมบ บางทีอาจจะเป็สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของสัตว์ป่า สวีหลิงเหยียนจึงได้หยิบโอสถงดธัญพืชออกมาให้นาง
“สิ่งนี่คือ..” มู่เสวี่ยหลินมองโอสถที่มีสีขาวในมือไม่สิอุ้งเท้าด้วยความฉงน
“โอสถงดธัญพืชให้เ้า”
“ขอบคุณศิษย์พี่ห้าเ้าค่ะ” เพียงชื่อนางก็รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไร ดังนั้นมู่เสวี่ยหลินจึงกินเข้าไปแบบไม่ลังเล นางกลัวหากช้าอีกสักนิด นางจะได้แทะหัวศิษย์พี่ห้าแทน
“จริงสิศิษย์ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย” เมื่ออิ่มแล้วก็ถึงเวลาหาข้อมูลต่อ
“ที่คือหุบเขาท้อหมื่นปีแม้จะมีชื่อเช่นนั้นแต่ทว่าต้นท้อส่วนใหญ่ในป่าต่างก็มีอายุมากกว่านั้น ดังนั้นเ้าอย่าไปสนใจมันมากนัก ส่วนที่เราอยู่ตอนนี้คือใจกลางหุบเขาซึ่งเป็ที่ตั้งของต้นท้อา”กระต่ายขาวยกอุ้งเท้าชี้ไปทางลำต้นของต้นท้อ
“ว่ากันว่ามันอยู่มาั้แ่มายุคเบิกฟ้า แต่ความจริงเป็เช่นไรนั้นคงมีเพียงเทพบิดรที่รู้ อย่างไรก็ตามศิษย์เ้าจงจำไว้ว่ามันมีอยู่มาั้แ่เกิดป่าท้อ ดังนั้นที่นี่จึงอุดมไปด้วยพลังเทพหนาแน่นกว่าในป่า หากเ้าฝึกฝนที่นี่จะได้ผลดีกว่าในป่าถึงสิบเท่า ส่วนเื่หลังคา...เอาเป็ว่าอยู่ไปเดี๋ยวเ้าก็รู้เองแหละ"
พอเอ่ยจบกระต่ายขาวก็ะโนำไปต่อ ส่วนมู่เสวี่ยหลินนั้นก็กำลังย่อยข้อมูลที่ได้จากศิษย์พี่ตัวน้อย นางกรองประโยคสุดท้ายออกไปแล้วสนใจเพียงแค่เนื้อหาส่วนหน้า
ดังนั้นที่นี่จึงเป็์จึงๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านางจะได้มา์ก่อนผู้เฒ่าเ่าั้ในตระกูล ก็ไม่รู้ว่าหากพวกเขารู้เข้าจะมีสีหน้าเช่นไร อิจฉาหรือว่าเสียใจ อย่างไรก็ตามนั้นหาใช่สิ่งที่นางต้องสนใจ
สิ่งสำคัญก็คือที่พลังนางดูดซับจริงๆแล้วคือพลังเทพมิใช่พลังปราณอย่างที่คิด เช่นนั้นเหตุใดนางจึงไม่ตัวะเิเหมือนในนิยายล่ะ? มู่เสวี่ยหลินรู้สึกสงสัยแต่ทว่านางก็ต้องเก็บเื่นี้ไว้เพราะมาถึงห้องเรียนแล้ว
....
ภายในห้องมีคนไม่มากไม่สิต้องพูดมีแค่แมวขาวตัวเดียว มันนอนหมอบอยู่บนโต๊ะ ขนสีขาวเงางามดูนุ่มลื่นน่าัั มู่เสวี่ยหลินเกือบห้ามตัวเองไม่ให้ไปลูบคล้ำเ้าตัวเล็กไม่อยู่
อย่างไรก็ตามนางไม่ได้มีเวลามากนัก เพราะทันทีนางได้เห็นเ้าแมวขาว นางก็ถูกกระต่ายน้อยข้างรีบเร่งให้ไปหาที่นั่ง มู่เสวี่ยหลินมองโต๊ะที่มีอยู่เก้าตัว โดยแบ่งออกเป็แถวละสามตัว มีทั้งหมดสามแถว
แมวขาวนอนอยู่หลังห้องสุด ส่วนกระต่ายน้อยก็ข้างแมวขาว มู่เสวี่ยหลินจึงเลือกที่นั่งถัดจากกระต่ายน้อยที่เหลืออยู่ตัวเดียว ก็นะใครใช้ให้นางรู้จักอยู่เพียงแค่กระต่ายตัวเดียวเล่า
เมื่อเห็นว่ามู่เสวี่ยหลินนั่งลงข้างตนเอง สวีหลิงเหยียนก็มิได้แปลกใจ กลับกันในใจเขานั้นคิดว่าศิษย์น้องช่างชอบเขามากจริงๆ แน่นอนว่าสวีหลิงเหยียนไม่รู้ว่าที่มู่เสวี่ยหลินนั่งข้างเขานั้นเป็เพราะนางไม่รู้จักใคร แม้รู้เขาก็คงไม่สนใจ
หลังจากมู่เสวี่ยหลินนั่งลงก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้น กุ๊งกิ๊ง~ เสียงใสๆที่มาพร้อมหมุนพัดเอากลีบดอกไม้กระจายไปทั่วท้องฟ้า แมวขาวที่นอนอยู่ก็ลืมตาขึ้นมองภาพนี้ด้วยความหดหู่
เ้าตัวคิดว่ามันอุตส่าห์ตื่นเช้ามาเพื่อทำความสะอาดห้องแท้ๆ ตอนนี้กลับมาสกปรกอีกแล้ว ดูท่าหลังเลิกเรียนมันคงต้องได้ทำความสะอาดอีกรอบ
“สวัสดีตอนเช้าเ้าพวกตัวเล็กทั้งหลาย”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกับร่างหญิงงามที่ค่อยๆร่อนลงมาจากฟ้า จากนั้นก็หยุดลงหน้าห้อง เมื่อเห็นภาพนี้มู่เสวี่ยหลินก็พอรู้แล้วว่าเหตุใดห้องเรียนจึงไม่มีหลังคา เกรงว่าคงเป็พวกอาจารย์ที่ทำ
“หื้อ? วันนี้มีเด็กคนใหม่ด้วยสินะ จินตานชั้นปลายสูงสุดรึ? เด็กน้อยดูท่าเ้าคงจะพึ่งเกิดได้ไม่นานสินะ” เทพวารีเอ่ยขณะมองผ่านมู่เสวี่ยหลิน
ในป่าท้อแห่งนี้มีเพียงเด็กแรกเกิดเท่านั้นที่อ่อนแอ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เด็กที่อ่อนแอขนาดนี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกสัตว์ตัวน้อยในป่าเมื่อเกิดมาวันแรกก็จะอยู่ในขั้นปฐมิญญา สิบวันขั้นทะยานเซียน สามปีพ้นโลกีย์
นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นเด็กที่พลังต่ำกว่าขั้นปฐมิญญาแต่กลับเปลี่ยนร่างได้แล้ว เทพวารีจึงมองมู่เสวี่ยหลินด้วยความสนใจ
“ท่านอาจารย์หลี่นางเป็มนุษย์ที่อาจารย์รับมาขอรับ” หลิงเหยียนเอ่ยตอบคำถามแทนมู่เสวี่ยหลินที่ตอนนี้กำลังนั่งงงอยู่
“มนุษย์งั้นหรือมิน่าล่ะ” เทพวารีพยักหน้าเหมือนเข้าใจ
แต่ความจริงแล้วนางกำลังประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เห็นมนุษย์อยู่ในป่าท้อด้วย ์เกรงว่านางคงจะมิใช่มนุษย์ธรรมดาๆเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นคงมาที่แห่งนี้ไม่ได้
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกฟ้าผ่ากล่าวว่า: ท่านคิดมากไป
“เช่นนั้นเด็กน้อยเ้าออกไปรักษาขอบเขตให้มั่นคงก่อนเถอะ ตอนนี้อย่าพึ่งรีบเรียนเลย”
เทพวารีสังเกตเห็นว่าขอบเขตของมู่เสวี่ยหลินยังไม่มั่นคงนัก คงเพราะรีบเร่งบำเพ็ญจนเกินไป นอกจากนี้ดูยังมีท่าทีว่าจะบรรลุได้อีก เื่นี้สำหรับมู่เสวี่ยหลินแล้วถือว่าเป็เื่ที่ไม่ดี
“ไม่ต้องเรียนหรือเ้าคะ?” คำพูดของอาจารย์สาวทำให้มู่เสวี่ยหลินแปลกใจไม่น้อย
นางเตรียมใจมาแล้วว่าวันนี้คงต้องเรียนหนัก แต่กลับกลายเป็ว่าอาจารย์ให้นางไปรักษาขอบเขตให้มั่นคงก่อน
“ใช่แล้วเ้าออกไปก่อนอีกเดี๋ยวคงลำบากไม่น้อย”
“หื้อ?”
มู่เสวี่ยหลินเดินออกไปจากห้องเรียนด้วยความงุนงง นางไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำพูดที่อาจารย์กล่าวนัก อย่างไรก็ตามทันทีที่นางก้าวเท้าออกไปจากห้องก็เสียง เปรี้ยง! ตามมาด้วยสายฟ้าฟาดลงมา
มู่เสวี่ยหลินที่จู่ๆก็โดนฟ้าผ่าแบบไม่ทันตั้งกล่าวว่า: เื่นี้เองเรอะ!!!
นางลืมไปได้อย่างไรว่าจากขั้นรากฐานขึ้นไปจะมีสายฟ้าทะลวงขั้นอยู่ อ้ากกก มู่เสวี่ยหลินรีบวิ่งออกไปให้ห่างจากห้องเรียน ด้วยกลัวว่าสายฟ้าจะไปโดนพวกศิษย์พี่ขนปุย
เด็กสาววิ่งไปก็คอยหลบสายฟ้าไปด้วยถึงกระนั้นนางยังโดนสายฟ้าฟาดใส่อยู่ดี เปรี้ยง! เปรี้ยงๆๆๆ สายฟ้าพากันลงแบบรัวๆไม่ให้มู่เสวี่ยหลินได้มีเวลาหลบ หนึ่งสาย สองสาย สามสายผ่านไป
มู่เสวี่ยหลินนอนอยู่ในหลุมในสภาพไหม้เกรียมมองสายฟ้าที่ยังคงตกลงอย่างต่อเนื่องไม่ท่าทีว่าจะหยุด เด็กสาวได้แต่คิดในใจนี่คงเป็เื่ลำบากที่อาจารย์กล่าวถึงสินะ
.....
กลับมาที่ห้องเรียน เทพวารีที่รู้อยู่แล้วว่าทัณฑ์์กำลังจะลงมาจึงได้วางอาคมป้องกันไว้ล่วงหน้า สายฟ้าจึงมิได้ส่งผลกระทบอันใดต่อพวกนางมากนัก ดวงตาคู่งามมองออกไปข้างนอกที่มีร่างเล็กกำลังวิ่งอยู่
“เด็กคนนี้จะว่าอย่างไรดีช่างโชคร้ายยิ่งนัก” ขอบเขตนางยังไม่ทันมั่งคงดี ทัณฑ์์ขั้นปฐมิญญาก็ลงมา
ดูท่าว่าทัณฑ์์ครั้งนี้คงไม่จบแค่วันสองวัน ลำพังเพียงรากิญญา์ที่นางมีก็ต้องโดนสายฟ้าในขั้นสร้างรากฐานถึงห้าวันแล้ว นี่ยังรวมไปถึงขั้นปฐมิญญาอีก เกรงว่าเด็กน้อยคงได้ตายไปก่อนเป็แน่
“หลิงเหยียน”
“ขอรับท่านอาจารย์หลี่”
“ออกไปช่วยนางเถอะ”
“ขอรับ”
สวีหลินเหยียนรับคำสั่งอาจารย์แล้วะโดึ๋งๆออกไป เขาเองก็กลัวว่าศิษย์น้องที่พึ่งรับมาจะตายเพราะสายฟ้าก่อนท่านอาจารย์กลับมา เนื่องจากคำสั่งที่ว่าให้ดูแลมู่เสวี่ยหลินดีๆ
กระต่ายขาวจึงค้นเอาสมบัติก้นหีบออกมาช่วยนาง อุ้งเท้าน้อยถือไข่มุกสีม่วงสดใสที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมันหลายเท่า สิ่งนี้มีชื่อว่าไข่มุกสายฟ้า มันคือสมบัติที่เขาใช่ตอนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้น
สวีหลิงเหยียนไม่รอช้ารีบโยนไข่มุกไปทางมู่เสวี่ยหลินที่นอนอยู่ ด้วยความช่วยเหลือของไข่มุกก็น่าจะพอให้นางสามารถผ่านมันไปได้ กระต่ายขาวคิดในใจ
“ศิษย์น้องหญิงเล็กอย่ามัวแต่นอน รีบลุกขึ้นมาฝึกเร็วๆเข้า” สวีหลิงเหยียนเอ่ยกับคนในหลุม
มู่เสวี่ยหลินที่กำลังแสร้งตายอยู่ในหลุม เมื่อได้ยินเสียงศิษย์พี่ขนปุยนางก็ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิด้วยความยากลำบาก จากนั้นก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาตามในความทรงจำเพื่อดูดซับพลังปราณไม่สิพลังเทพรอบๆเข้าร่าง จากนั้นก็ใช้จิตสำนึกนำทางพลังไปหลอมรวมกันที่ตันเถียน มู่เสวี่ยหลินทำซ้ำเช่นนี้อยู่หลายรอบๆเพื่อให้อาณาจักรมั่นคง
การผ่านด่านครั้งนี้กินเวลาไปเกือบครึ่งเดือนเพราะรากิญญา์ของนาง มู่เสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจที่ตนมีรากิญญาดีเกินไป หลังจบทัณฑ์สวรค์เสื้อผ้าบนกายเพียงชุดเดียวของนางก็แหลกสลายไปกับสายลม แต่ทว่าเมื่อแลกกับขอบเขตที่มั่นคงแล้วก็นับว่าคุ้มค่า
ตอนนี้พลังของมู่เสวี่ยหลินอยู่ที่ปฐมิญญาขั้นกลาง จริงๆแล้วนางยังสามารถเลื่อนพลังขึ้นได้อีกเพราะนางยังดูดซับพลังเทพในลูกท้อ์ไม่หมด แต่นางกดมันไว้ตามคำแนะนำของสวีหลิงเหยียน ซึ่งก็คือศิษย์พี่ห้าของนางหรือกระต่ายขาวตัวน้อย เนื่องจากเขาบอกว่ารีบเร่งเกินมันไม่ดี
ส่วนพลังที่เกินมานางก็ได้อาจารย์หลี่ช่วยผนึกไว้ชั่วคราว หากวันใดที่นาง้าเลื่อนขั้นมันก็จะปล่อยพลังออกมาเองโดยอัตโนมัติ ตามที่อาจารย์หลี่กล่าวมาพลังที่เหลือสามารถช่วยให้บรรลุได้ถึงขั้นทะยานเซียนเท่านั้น
ตบะหมื่นปีจะว่ามากมันก็มาก หากเป็ผู้อื่น(เซียนตนอื่น)คงบรรลุได้แค่สองขอบเขตใหญ่ ส่วนนางนั้นพิเศษเกินเพราะเริ่มฝึกั้แ่แรกเลยขึ้นมาห้าขอบเขตใหญ่ เื่นี้จึงทำให้มู่เสวี่ยหลินมีความสุขไม่น้อย
ขั้นทะยานเซียนในโลกบำเพ็ญนั้นถือได้ว่าเป็ผู้าุโในสำนักเลยก็ว่าได้ ดังนั้นหากวันหน้านางได้ลงไปผจญภัยจริงๆ นางก็ไม่ต้องกลัวถูกคนอื่นรังแกแล้ว
ตอนนี้มาให้น้องอัพพลังก่อน เดี๋ยวตอนหน้าเราจะพาน้องไปเรียนกันค่ะ นอกจากเื่ระดับพลังของยัยน้องแล้วเราก็ยังเปิดตัวศิษย์พี่คนใหม่และอาจารย์ของน้องกันด้วยล่ะ ศิษย์พี่แต่ละคนของน้องช่างน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆว่าไหมคะ^^
ปล. ถ้าชอบก็อย่าลืมกดใจ หรือคอมเม้นท์ให้กำลังใจไรท์กันด้วยนะคะ