“ประตูเทพธิดาอย่างนั้นเหรอจ๊ะ พี่สาวต้องรู้อยู่แล้ว ทุกคนในเมืองต่างรู้จักมันดี”
“แล้วมันเป็นพื้นที่แบบไหนเหรอครับ เห็นบอกว่ามีของล้ำค่าอยู่ข้างใน”
ตงฟางรอให้พี่สาวซิงเยียนอธิบายประตูเทพธิดา การเป็นศิษย์สายในเขาสามารถตามหาข้อมูลได้เท่าที่เขาต้องการ เพียงแต่เขายังไม่มีเพื่อนเลยสักคน หากจะเดินทางไปถามใครสักคน ข้อมูลที่เขาจะได้มันก็อาจจะไม่ถูกต้อง
“ประตูแห่งเทพธิดานั้น ไม่มีใครรู้ต้นกำเนิดของมันว่าสร้างมาจากอะไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ทุกคนรู้เพียงแค่ว่าข้างในประตูเทพธิดาเป็นมิติลึกลับ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก เพียงแค่ทุกคนก้าวข้ามประตูเข้าไปจะพบเข้ากับพื้นที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินที่เต็มไปด้วยลาวาสีแดง ธารน้ำแข็ง ภูเขาหิมะ ทุ่งหญ้าเขียวขจี หรือจะเป็นทะเลทราย ทุกๆพื้นที่สามารถฆ่าคนที่เดินทางเข้าไปได้หากไม่ระมัดระวังตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสัตว์อสูรจำนวนมากอาศัยอยู่ แม้จะมีของล้ำค่ามากมาย กว่าจะพบแล้วนำมันมาครอบครองได้จำเป็นต้องฆ่าสัตว์อสูรเหล่านั้น”
ตงฟางคิดตาม พื้นที่ลึกลับภายในประตูเทพธิดาเป็นมิติที่น่าทึ่งมากเพราะสามารถสร้างพื้นที่ต่างๆได้มากกว่า 1 พื้นที่
“พี่ซิงเยียน แล้วการเข้าไปล่ะ”
“การเข้าไปข้างใน ทางเมืองหลงไห่จะเป็นผู้ควบคุมประตูทางเข้าเอาไว้ ใครก็ตามที่ต้องการเข้าไปจะต้องเป็นศิษย์สายในของสถาบันทั้ง 4 หรือไม่ก็เป็นผู้มีป้ายผ่านทางที่เจ้าเมืองหลงไห่แจกจ่ายกับผู้ที่เหมาะสมจะเข้าไป”
“มีเวลาจำกัดในการเข้าไปไหมครับ”
“มีสิ เวลาในการเข้าไปคือ 1 เดือน หากผ่านไป 1 เดือนยังไม่ออกมาจะต้องติดอยู่ข้างในนั้นเป็นเวลา 3 ปี เพราะประตูเทพธิดาจะเปิดทุกๆ 3 ปี แต่ว่าปีนี้ได้ข่าวมาว่ามันพิเศษมากๆ”
“พิเศษยังไงเหรอครับ” ตงฟางเริ่มสนใจมากยิ่งขึ้นกับความพิเศษประตูเทพธิดา
“ปีนี้ครบ 100 ปีของประตูเทพธิดา ทุกๆ 100 ปีประตูเทพธิดาจะมีของล้ำค่าปรากฎขึ้นมามากกว่าปกติ ดังนั้นมันจึงเป็นปีที่มีคนเข้าไปเป็นจำนวนมาก”
“คนมากนี่ มากแค่ไหนกันเหรอครับ”
“ฟังพี่สาวนะตงฟาง ข้างในประตูเทพธิดาน่ะ ไม่ได้มีแค่คนเมืองหลงไห่เท่านั้นที่เข้าไปข้างใน ประตูเทพธิดาไม่ได้มีเพียงแค่ 1 บานหรอกนะ ทุกๆเมืองในจักรวรรดิเทียนหยวนมีประตูเทพธิดาหลายบาน คนในเมืองใหญ่ทั้ง 4 รวมไปถึงคนในเมืองหลวงก็จะเข้าไปเช่นกัน แล้วที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือปีศาจ พวกมันก็สามารถเข้าไปได้ การแย่งชิงจึงไม่ได้แค่แย่งจากฝีมือมนุษย์ด้วยกัน จำเป็นต้องเอาชีวิตรอดจากปีศาจให้ได้อีก ยังดีที่มีการจำกัดอายุการเข้าไปให้ไม่เกิน 25 ปีไม่อย่างนั้นมันคงเป็นพื้นที่สงคราม”
“ปีศาจอย่างนั้นเหรอครับ” เป็นครั้งที่ 3 ที่ตงฟางได้ฟังเรื่องเล่าของปีศาจ คนแรกที่เล่าให้ฟังคือพ่อของเขาในตอนที่นักบวชปลอมเข้าสู่หมู่บ้าน ครั้งที่สองเป็นขอทานกัง ส่วนครั้งนี้เป็นพี่ซิงเยียน ทำให้ตงฟางเริ่มคิดแล้วว่าการเข้าไปอาจจะไม่คุ้มค่ากับชีวิตของเขาที่ต้องเข้าไปเสี่ยงข้างในนั้น
ศิษย์สายในทุกคนอยู่ในระดับผสานวิญญาณ เขาเป็นเพียงระดับก่อตั้งวิญญาณจะต้องลำบากอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นคนจากเมืองหลวงยังจะเข้าไปด้วย หากเขาเดาไม่ผิดระดับพลังคงมากกว่าระดับจารึกวิญญาณ
“พี่ซิงเยียน ปีศาจพวกมันฝึกพลังแบบไหนกันเหรอครับ” ความสงสัยของตงฟางถูกเอ่ยถาม
“จากที่เคยปะทะกับพวกมันมาก่อน ต้องบอกว่าพวกมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ด้วยร่างกายที่ทนทานไม่ต่างจากอาวุธระดับต่างๆ แล้วยังมีพลังวิญญาณที่อัดแน่นในร่างกาย ความน่ากลัวของพวกมันมากกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันอีก ส่วนทักษะที่พวกมันฝึกไม่ต่างจากมนุษย์เราเลย ส่วนมากจะเน้นฝึกพลังด้านลบ”
“พวกวิชามารอย่างนั้นเหรอครับ”
“ใช่แล้วล่ะ ถ้าจะเปรียบเทียบความน่ากลัวของพวกมันให้เข้าใจง่ายพวกมันก็เป็นสัตว์อสูรที่ฝึกทักษะมาร แข็งแกร่งมากจนต้องใช้จำนวนรุมฆ่า”
“พี่ซิงเยียน แล้วทักษะมาร มันมีต้นตอมาจากไหน”
“จากปีศาจ เหล่ามนุษย์ที่ใช้วิชามารล้วนแล้วเป็นกลุ่มคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งเหมือนปีศาจจึงได้นำทักษะปีศาจมาดัดแปลงให้เข้ากับมนุษย์จนได้ชื่อใหม่ว่าทักษะมาร เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถแข็งแกร่งเท่าปีศาจได้เพราะร่างกายของพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอจะเทียบปีศาจ”
“วิชาของพวกปีศาจเหรอ”
ตงฟางมองมือของตัวเองแล้วนึกไปถึงสายเลือดมังกรมารบรรพกาล เขาอยากรู้ว่าสายเลือดของเขามันเกี่ยวข้องกับปีศาจหรือไม่
“ตงฟาง ตงฟางได้ยินเสียงพี่ไหม” ตงฟางกลับออกมาจากความคิด
“ผมเผลอคิดบางอย่าง”
“ที่ตงฟางถามเป็นเพราะต้องการจะเข้าไปข้างในใช่ไหม”
“ใช่ครับ ผมว่าจะเข้าไปในประตูเทพธิดา แต่ตอนนี้เริ่มคิดหนักเพราะพลังของผมยังน้อย ภายในสถาบันของผมคนที่เข้าไปได้จะเป็นศิษย์สายในทั้งหมด แม้ผมจะเป็นศิษย์สายในแล้ว พลังของผมกลับด้อยกว่าคนอื่นๆ”
“พี่สาวว่ายังพอมีเวลานะ หากจะเพิ่มพลังก็คงไม่ยากสำหรับตงฟาง”
“ผมจะพูดยังไงดี ปกติถ้าผมไม่อยู่ในสภาพตอนนี้คงกลายเป็นระดับสูงมากแน่ๆ แต่ผมไม่มีทักษะที่เหมาะกับร่างกาย แม้ทักษะโลหิตสลายกระดูกจะทำให้ผมน่ากลัวแล้วบ่มเพาะพลังได้ มันกลับต้องการพิษในปริมาณที่มาก แล้วยังต้องการพิษระดับที่สูงขึ้นไปอีกหากผมอยากจะเลื่อนระดับ ตอนนี้พิษระดับ 3 ก็พาผมไปได้ไกลสุดแค่ระดับสัมผัสวิญญาณขั้น 5 เท่านั้น หากผมมีทักษะมารน่าจะดีกว่านี้”
“อืม พี่สาวไม่อยากให้ตงฟางยุ่งกับทักษะมารเลย ว่ากันว่าหากฝึกมันเข้าไปแล้วไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จะถูกทักษะควบคุมแทน กลายเป็นคนไม่มีสติไปในที่สุด”
“ผมก็ไม่อยากพึ่งมันหรอก หากพิษมันหาง่ายผมจะฝึกพิษต่อไปเรื่อยๆ”
“แล้วทำไมน้องตงฟางไม่ใช้ยาหรือแกนพลังวิญญาณเหมือนคนอื่นๆล่ะ ด้วยเงินจำนวนมากขนาดนี้คงเลื่อนระดับได้แน่”
“ผมจะบอกความจริงกับพี่ซิงเยียนเลยแล้วกันนะครับ ผมน่ะ ใช้พวกมันไม่ได้ ต่อให้จะกินไปมากแค่ไหนพวกมันก็สลายออกจากตันเถียนของผม มีแต่พิษและแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรประเภทมีพิษถึงใช้กับผมได้ ”
“มันจึงเป็นเหตุให้น้องตงฟางอยากจะได้ทักษะมารใช่ไหม”
“ครับ”
“งั้นให้พี่สาวช่วยไหม พี่พอจะมีเส้นสายที่เมืองหลวง จะลองประมูลทักษะมารดูเผื่อมันจะได้”
“จริงเหรอครับ” ตงฟางตาเป็นประกาย
“จริงจ้ะ แต่ก็อย่าคาดหวังมากนะ เพราะผู้แข็งแกร่งส่วนมากล้วนแล้วอยากลองฝึกทักษะมารกันทั้งนั้น เนื่องจากว่าการกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเมื่อฝึกไปถึงช่วงหนึ่งการฝึกของพวกเขาจะเป็นทางตัน ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นทักษะมาร มันจึงยากจะประมูลมาได้”
“ไม่เป็นไรครับขอแค่ได้ลองก็พอ พี่ซิงเยียนครับ ยันต์ฟ้าดินที่ใช้รักษาวิญญาณยุทธ์มีขายให้ผมอีกไหมครับ”
“หืม หมายความว่ายังไง วิญญาณยุทธ์ของตงฟางยังไม่ถูกรักษาอีกเหรอ มันน่าจะได้ผลหนิ” ซิงเยียนทำหน้าตกใจ
“มันได้ผลครับ แต่ยังไม่พอ”
“งั้นพี่ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะ ยันต์ฟ้าดินใช้ได้คนละครั้งเท่านั้น อีกอย่างมันก็หายากมากๆ ที่ให้ตงฟางไปเป็นใบสุดท้ายแล้ว ต้องรออีก 1 เดือนของที่สั่งจากเมืองหลวงจะเดินทางมาถึง”
“อ๋อครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะลองหาวิธีอื่นดู ไม่แน่ผมอาจจะมีโชค ว่าแต่พี่ซิงเยียนรู้จักตระกูลจงเมืองหลงไห่ไหมครับ”
“หืม ตงฟางมีเรื่องเหรอ” ซิงเยียนยื่นหน้าเข้าใกล้เธอกลัวตงฟางจะไปมีเรื่องกับตระกูลจง หากเป็นแบบนี้การค้าขายที่ตงฟางทำในสถาบันเฟยเทียนจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
“ครับมีเรื่องนิดหน่อย ผมอยากรู้ว่าตระกูลนี้น่ากลัวไหม”
“จะบอกว่าน่ากลัวก็น่ากลัวอยู่หรอก แต่หากเทียบกับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของเรา พวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก หากตงฟางมีเรื่องพี่สาวจะปกป้องเอง”
“ขอบคุณครับ แล้วพวกเขาทำธุรกิจอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”
“พวกเขาเป็นตระกูลนักหลอมยาระดับกลางของเมืองหลงไห่ มีอำนาจไม่น้อย แต่ก็ไม่เยอะเพราะยังมีตระกูลใหญ่ที่สามารถสั่งพวกเขาได้อีกที”
“อ๋อ แล้วหากว่าผู้นำตระกูลจงตาย จะมีใครออกมาไล่ล่าคนฆ่าไหมครับ”
“หืม” ซิงเยียนทำหน้าสงสัย สาเหตุที่ตงฟามถามก็เพราะเขาอยากรู้ว่า ตระกูลนี้ส่งลูกหลานไปเรียนที่เมืองหลวงจนกลายเป็นยอดคนไหม ลูกหลานของพวกเขาไปเป็นศิษย์ส่วนตัวของอาจารย์คนไหนบ้าง เขาอยากมีเรื่องกับตระกูลจงหากพวกมันอยากจะมีเรื่องกับเขา แต่การมีเรื่องของตงฟางอยากให้จบลงที่ตระกูลจง ไม่ใช่มีคนยื่นมือเข้าแทรกเรื่อยๆไม่รู้จบ เกิดเป็นลูปการไล่ฆ่าเกิดขึ้น
“พี่สาวขอลองนึกสักนิดก่อนนะ เมื่อคืนมีสายกลับมารายงานว่ามีศิษย์ทั่วไปท้าประลองเป็นตายศิษย์สายนอก แต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างจึงได้สู้กับศิษย์สายใน สุดท้ายเขาก็กลายเป็นศิษย์สายใน เขาคนนั้นเป็นตงฟางใช่ไหม” ซิงเยียนจ้องตงฟางเพื่อขอคำตอบ
“ครับ ผมฆ่าคนของตระกูลจงไป 3 ตอนนี้คนที่ 4 ปรากฎตัวออกมาแล้วชื่อจงชาง ส่วนคนที่ 5 ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน ผมจึงอยากทราบข้อมูลไว้ก่อน จะได้ไม่ลำบาก”
“ให้ตายสิ เอาเถอะเป็นลูกผู้ชายก็ต้องมีเรื่องฆ่าฟันกันเป็นธรรมดา ส่วนตระกูลจงพวกเขาไม่มีคนหนุนหลังหรอก ถ้ามี ตงฟางก็เพียงแค่มาหาพี่ จบนะ”
“ครับพี่ซิงเยียน แล้วการประลองหลอมยาครั้งนี้ พวกเขาก็เข้าร่วมด้วยใช่ไหม”
“จ้ะ ตงฟางมีแผนอะไรอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
“เปล่าหรอกครับ ผมไม่มีแผน ตอนนี้แผนของผมมีเพียงแค่เพิ่มพลังให้กับตัวเองเท่านั้น พี่ซิงเยียนครับ มีอาวุธหรือของวิเศษอะไรไหมครับ ที่ใช้สำหรับฝึกจิต”
“หืม น้องตงฟางฝึกทักษะดวงตาเหรอ”
“ไม่ครับ แต่ผมฝึกสมอง อยากได้สิ่งที่ช่วยฝึกสมาธิ”
“งั้นพี่สาวจะไปเตรียมให้นะ”
“ขอบคุณครับ งั้นเรากลับมาเรื่องพิษและแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรพิษระดับ 3 กันเถอะครับ”
“งั้นนี่จ้ะ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถหาได้แถวๆเมืองหลงไห่แล้ว พวกมันเป็นระดับ 3”
“ขอบคุณพี่ซิงเยียนครับ อ๋อ พี่นำสมุนไพรอะไรก็ได้เข้ามาให้ผมหน่อยนะครับ ผมอยากจะลองหลอมยาระดับ 4 ดู”
“จ้ะ ไว้ใกล้วันแข่งพี่สาวจะมาเรียกนะ”
ซิงเยียนเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเห็นตงฟางนำเอาพิษมากมายออกมาจากแหวกเก็บของ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำเป็นอันแรกคือเพิ่มพลังด้วยพิษเท่าที่เขาจะหาได้ผ่านหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขาต้องเพิ่มพลังก็เพราะว่ามันต้องใช้ในการแข่งขันด้วย เขาจำเป็นต้องมีพลังวิญญาณที่มากกว่านี้ เพื่อช่วยหนุนเสริมพลังจิต
การลงแข่งมีนักหลอมยาระดับ 5 ลงแข่งเพราะงั้นเขาจะต้องทำให้ตัวเองมีพลังพอในการหลอมยาระดับ 5 หรือไม่ก็เป็นยาระดับ 6 ไม่เพียงแค่ต้องเพิ่มพลังเขายังต้องพยายามใช้ยันต์ให้ได้ด้วย เพราะมันมีอักษรบางอย่างช่วยให้เขาหลอมยาข้ามระดับได้ หากเขาเขียนยันต์ได้ การหลอมยาก็จะง่ายต่อตัวของเขา
แล้วหากว่าการแข่งจบลง เขาจำเป็นต้องสะสมพลังเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้การเดินทางไปประตูเทพธิดาปลอดภัยมากกว่าเดิม
“ตงฟาง พี่สาวนำอาวุธสำหรับฝึกจิตมาให้ มันเป็นลูกบาศก์เพลิงดาราที่เคยเป็นอาวุธระดับ 9 มาก่อน แม้มันจะเสียหายจนระดับเหลือแค่ 4 แต่ยังคงหลงเหลือพลังวิญญาณข้างใน ถ้าสามารถเข้าใจมันได้ มันจะมอบทักษะดวงตาให้ด้วย”
“ขอบคุณครับพี่ซิงเยียน ถ้ามีค่าใช้จ่ายหักจากบัญชีของผมไปเลยนะครับ”
“ไม่หรอกจ้ะ ถ้าตงฟางชอบพี่ก็พร้อมจะยกให้ เอาล่ะพี่สาวไม่กวนแล้ว”