[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    62 ประตูเทพธิดาและทักษะของปีศาจ

    “ประตูเทพธิดาอย่างนั้นเหรอจ๊ะ พี่สาวต้องรู้อยู่แล้ว ทุกคนในเมืองต่างรู้จักมันดี” 


    “แล้วมันเป็นพื้นที่แบบไหนเหรอครับ เห็นบอกว่ามีของล้ำค่าอยู่ข้างใน”


    ตงฟางรอให้พี่สาวซิงเยียนอธิบายประตูเทพธิดา การเป็นศิษย์สายในเขาสามารถตามหาข้อมูลได้เท่าที่เขาต้องการ เพียงแต่เขายังไม่มีเพื่อนเลยสักคน หากจะเดินทางไปถามใครสักคน ข้อมูลที่เขาจะได้มันก็อาจจะไม่ถูกต้อง


    “ประตูแห่งเทพธิดานั้น ไม่มีใครรู้ต้นกำเนิดของมันว่าสร้างมาจากอะไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ทุกคนรู้เพียงแค่ว่าข้างในประตูเทพธิดาเป็นมิติลึกลับ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก เพียงแค่ทุกคนก้าวข้ามประตูเข้าไปจะพบเข้ากับพื้นที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินที่เต็มไปด้วยลาวาสีแดง ธารน้ำแข็ง ภูเขาหิมะ ทุ่งหญ้าเขียวขจี หรือจะเป็นทะเลทราย ทุกๆพื้นที่สามารถฆ่าคนที่เดินทางเข้าไปได้หากไม่ระมัดระวังตัว  ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสัตว์อสูรจำนวนมากอาศัยอยู่ แม้จะมีของล้ำค่ามากมาย กว่าจะพบแล้วนำมันมาครอบครองได้จำเป็นต้องฆ่าสัตว์อสูรเหล่านั้น”


    ตงฟางคิดตาม พื้นที่ลึกลับภายในประตูเทพธิดาเป็นมิติที่น่าทึ่งมากเพราะสามารถสร้างพื้นที่ต่างๆได้มากกว่า 1 พื้นที่


    “พี่ซิงเยียน แล้วการเข้าไปล่ะ”


    “การเข้าไปข้างใน ทางเมืองหลงไห่จะเป็นผู้ควบคุมประตูทางเข้าเอาไว้ ใครก็ตามที่ต้องการเข้าไปจะต้องเป็นศิษย์สายในของสถาบันทั้ง 4 หรือไม่ก็เป็นผู้มีป้ายผ่านทางที่เจ้าเมืองหลงไห่แจกจ่ายกับผู้ที่เหมาะสมจะเข้าไป”


    “มีเวลาจำกัดในการเข้าไปไหมครับ”


    “มีสิ เวลาในการเข้าไปคือ 1 เดือน หากผ่านไป 1 เดือนยังไม่ออกมาจะต้องติดอยู่ข้างในนั้นเป็นเวลา 3 ปี เพราะประตูเทพธิดาจะเปิดทุกๆ 3 ปี แต่ว่าปีนี้ได้ข่าวมาว่ามันพิเศษมากๆ”


    “พิเศษยังไงเหรอครับ” ตงฟางเริ่มสนใจมากยิ่งขึ้นกับความพิเศษประตูเทพธิดา


     “ปีนี้ครบ 100 ปีของประตูเทพธิดา ทุกๆ 100 ปีประตูเทพธิดาจะมีของล้ำค่าปรากฎขึ้นมามากกว่าปกติ ดังนั้นมันจึงเป็นปีที่มีคนเข้าไปเป็นจำนวนมาก”


    “คนมากนี่ มากแค่ไหนกันเหรอครับ”


    “ฟังพี่สาวนะตงฟาง ข้างในประตูเทพธิดาน่ะ ไม่ได้มีแค่คนเมืองหลงไห่เท่านั้นที่เข้าไปข้างใน ประตูเทพธิดาไม่ได้มีเพียงแค่ 1 บานหรอกนะ ทุกๆเมืองในจักรวรรดิเทียนหยวนมีประตูเทพธิดาหลายบาน คนในเมืองใหญ่ทั้ง 4 รวมไปถึงคนในเมืองหลวงก็จะเข้าไปเช่นกัน แล้วที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือปีศาจ พวกมันก็สามารถเข้าไปได้ การแย่งชิงจึงไม่ได้แค่แย่งจากฝีมือมนุษย์ด้วยกัน จำเป็นต้องเอาชีวิตรอดจากปีศาจให้ได้อีก ยังดีที่มีการจำกัดอายุการเข้าไปให้ไม่เกิน 25 ปีไม่อย่างนั้นมันคงเป็นพื้นที่สงคราม”


    “ปีศาจอย่างนั้นเหรอครับ” เป็นครั้งที่ 3 ที่ตงฟางได้ฟังเรื่องเล่าของปีศาจ คนแรกที่เล่าให้ฟังคือพ่อของเขาในตอนที่นักบวชปลอมเข้าสู่หมู่บ้าน ครั้งที่สองเป็นขอทานกัง ส่วนครั้งนี้เป็นพี่ซิงเยียน ทำให้ตงฟางเริ่มคิดแล้วว่าการเข้าไปอาจจะไม่คุ้มค่ากับชีวิตของเขาที่ต้องเข้าไปเสี่ยงข้างในนั้น 


    ศิษย์สายในทุกคนอยู่ในระดับผสานวิญญาณ เขาเป็นเพียงระดับก่อตั้งวิญญาณจะต้องลำบากอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นคนจากเมืองหลวงยังจะเข้าไปด้วย หากเขาเดาไม่ผิดระดับพลังคงมากกว่าระดับจารึกวิญญาณ 


    “พี่ซิงเยียน ปีศาจพวกมันฝึกพลังแบบไหนกันเหรอครับ” ความสงสัยของตงฟางถูกเอ่ยถาม


    “จากที่เคยปะทะกับพวกมันมาก่อน ต้องบอกว่าพวกมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ด้วยร่างกายที่ทนทานไม่ต่างจากอาวุธระดับต่างๆ แล้วยังมีพลังวิญญาณที่อัดแน่นในร่างกาย ความน่ากลัวของพวกมันมากกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันอีก ส่วนทักษะที่พวกมันฝึกไม่ต่างจากมนุษย์เราเลย ส่วนมากจะเน้นฝึกพลังด้านลบ”


    “พวกวิชามารอย่างนั้นเหรอครับ”


    “ใช่แล้วล่ะ ถ้าจะเปรียบเทียบความน่ากลัวของพวกมันให้เข้าใจง่ายพวกมันก็เป็นสัตว์อสูรที่ฝึกทักษะมาร แข็งแกร่งมากจนต้องใช้จำนวนรุมฆ่า”


    “พี่ซิงเยียน แล้วทักษะมาร มันมีต้นตอมาจากไหน”


    “จากปีศาจ เหล่ามนุษย์ที่ใช้วิชามารล้วนแล้วเป็นกลุ่มคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งเหมือนปีศาจจึงได้นำทักษะปีศาจมาดัดแปลงให้เข้ากับมนุษย์จนได้ชื่อใหม่ว่าทักษะมาร เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถแข็งแกร่งเท่าปีศาจได้เพราะร่างกายของพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอจะเทียบปีศาจ”


    “วิชาของพวกปีศาจเหรอ”


    ตงฟางมองมือของตัวเองแล้วนึกไปถึงสายเลือดมังกรมารบรรพกาล เขาอยากรู้ว่าสายเลือดของเขามันเกี่ยวข้องกับปีศาจหรือไม่


    “ตงฟาง ตงฟางได้ยินเสียงพี่ไหม” ตงฟางกลับออกมาจากความคิด


    “ผมเผลอคิดบางอย่าง”


    “ที่ตงฟางถามเป็นเพราะต้องการจะเข้าไปข้างในใช่ไหม”


    “ใช่ครับ ผมว่าจะเข้าไปในประตูเทพธิดา แต่ตอนนี้เริ่มคิดหนักเพราะพลังของผมยังน้อย ภายในสถาบันของผมคนที่เข้าไปได้จะเป็นศิษย์สายในทั้งหมด แม้ผมจะเป็นศิษย์สายในแล้ว พลังของผมกลับด้อยกว่าคนอื่นๆ”


    “พี่สาวว่ายังพอมีเวลานะ หากจะเพิ่มพลังก็คงไม่ยากสำหรับตงฟาง”


    “ผมจะพูดยังไงดี ปกติถ้าผมไม่อยู่ในสภาพตอนนี้คงกลายเป็นระดับสูงมากแน่ๆ แต่ผมไม่มีทักษะที่เหมาะกับร่างกาย แม้ทักษะโลหิตสลายกระดูกจะทำให้ผมน่ากลัวแล้วบ่มเพาะพลังได้ มันกลับต้องการพิษในปริมาณที่มาก แล้วยังต้องการพิษระดับที่สูงขึ้นไปอีกหากผมอยากจะเลื่อนระดับ ตอนนี้พิษระดับ 3 ก็พาผมไปได้ไกลสุดแค่ระดับสัมผัสวิญญาณขั้น 5 เท่านั้น หากผมมีทักษะมารน่าจะดีกว่านี้”


    “อืม พี่สาวไม่อยากให้ตงฟางยุ่งกับทักษะมารเลย ว่ากันว่าหากฝึกมันเข้าไปแล้วไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จะถูกทักษะควบคุมแทน กลายเป็นคนไม่มีสติไปในที่สุด”


    “ผมก็ไม่อยากพึ่งมันหรอก หากพิษมันหาง่ายผมจะฝึกพิษต่อไปเรื่อยๆ”


    “แล้วทำไมน้องตงฟางไม่ใช้ยาหรือแกนพลังวิญญาณเหมือนคนอื่นๆล่ะ ด้วยเงินจำนวนมากขนาดนี้คงเลื่อนระดับได้แน่”


    “ผมจะบอกความจริงกับพี่ซิงเยียนเลยแล้วกันนะครับ ผมน่ะ ใช้พวกมันไม่ได้ ต่อให้จะกินไปมากแค่ไหนพวกมันก็สลายออกจากตันเถียนของผม มีแต่พิษและแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรประเภทมีพิษถึงใช้กับผมได้ ”


    “มันจึงเป็นเหตุให้น้องตงฟางอยากจะได้ทักษะมารใช่ไหม”


    “ครับ”


    “งั้นให้พี่สาวช่วยไหม พี่พอจะมีเส้นสายที่เมืองหลวง จะลองประมูลทักษะมารดูเผื่อมันจะได้”


    “จริงเหรอครับ” ตงฟางตาเป็นประกาย


    “จริงจ้ะ แต่ก็อย่าคาดหวังมากนะ เพราะผู้แข็งแกร่งส่วนมากล้วนแล้วอยากลองฝึกทักษะมารกันทั้งนั้น เนื่องจากว่าการกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเมื่อฝึกไปถึงช่วงหนึ่งการฝึกของพวกเขาจะเป็นทางตัน ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นทักษะมาร มันจึงยากจะประมูลมาได้”


    “ไม่เป็นไรครับขอแค่ได้ลองก็พอ พี่ซิงเยียนครับ ยันต์ฟ้าดินที่ใช้รักษาวิญญาณยุทธ์มีขายให้ผมอีกไหมครับ”


    “หืม หมายความว่ายังไง วิญญาณยุทธ์ของตงฟางยังไม่ถูกรักษาอีกเหรอ มันน่าจะได้ผลหนิ” ซิงเยียนทำหน้าตกใจ


    “มันได้ผลครับ แต่ยังไม่พอ”


    “งั้นพี่ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะ ยันต์ฟ้าดินใช้ได้คนละครั้งเท่านั้น อีกอย่างมันก็หายากมากๆ ที่ให้ตงฟางไปเป็นใบสุดท้ายแล้ว ต้องรออีก 1 เดือนของที่สั่งจากเมืองหลวงจะเดินทางมาถึง”


    “อ๋อครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะลองหาวิธีอื่นดู ไม่แน่ผมอาจจะมีโชค ว่าแต่พี่ซิงเยียนรู้จักตระกูลจงเมืองหลงไห่ไหมครับ”


    “หืม ตงฟางมีเรื่องเหรอ” ซิงเยียนยื่นหน้าเข้าใกล้เธอกลัวตงฟางจะไปมีเรื่องกับตระกูลจง หากเป็นแบบนี้การค้าขายที่ตงฟางทำในสถาบันเฟยเทียนจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน


    “ครับมีเรื่องนิดหน่อย ผมอยากรู้ว่าตระกูลนี้น่ากลัวไหม”


    “จะบอกว่าน่ากลัวก็น่ากลัวอยู่หรอก แต่หากเทียบกับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของเรา พวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก หากตงฟางมีเรื่องพี่สาวจะปกป้องเอง”


    “ขอบคุณครับ แล้วพวกเขาทำธุรกิจอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “พวกเขาเป็นตระกูลนักหลอมยาระดับกลางของเมืองหลงไห่ มีอำนาจไม่น้อย แต่ก็ไม่เยอะเพราะยังมีตระกูลใหญ่ที่สามารถสั่งพวกเขาได้อีกที”


    “อ๋อ แล้วหากว่าผู้นำตระกูลจงตาย จะมีใครออกมาไล่ล่าคนฆ่าไหมครับ”


    “หืม” ซิงเยียนทำหน้าสงสัย สาเหตุที่ตงฟามถามก็เพราะเขาอยากรู้ว่า ตระกูลนี้ส่งลูกหลานไปเรียนที่เมืองหลวงจนกลายเป็นยอดคนไหม ลูกหลานของพวกเขาไปเป็นศิษย์ส่วนตัวของอาจารย์คนไหนบ้าง เขาอยากมีเรื่องกับตระกูลจงหากพวกมันอยากจะมีเรื่องกับเขา แต่การมีเรื่องของตงฟางอยากให้จบลงที่ตระกูลจง ไม่ใช่มีคนยื่นมือเข้าแทรกเรื่อยๆไม่รู้จบ เกิดเป็นลูปการไล่ฆ่าเกิดขึ้น


    “พี่สาวขอลองนึกสักนิดก่อนนะ เมื่อคืนมีสายกลับมารายงานว่ามีศิษย์ทั่วไปท้าประลองเป็นตายศิษย์สายนอก แต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างจึงได้สู้กับศิษย์สายใน สุดท้ายเขาก็กลายเป็นศิษย์สายใน เขาคนนั้นเป็นตงฟางใช่ไหม” ซิงเยียนจ้องตงฟางเพื่อขอคำตอบ


    “ครับ ผมฆ่าคนของตระกูลจงไป 3 ตอนนี้คนที่ 4 ปรากฎตัวออกมาแล้วชื่อจงชาง ส่วนคนที่ 5 ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน ผมจึงอยากทราบข้อมูลไว้ก่อน จะได้ไม่ลำบาก”


    “ให้ตายสิ เอาเถอะเป็นลูกผู้ชายก็ต้องมีเรื่องฆ่าฟันกันเป็นธรรมดา ส่วนตระกูลจงพวกเขาไม่มีคนหนุนหลังหรอก ถ้ามี ตงฟางก็เพียงแค่มาหาพี่ จบนะ”


    “ครับพี่ซิงเยียน แล้วการประลองหลอมยาครั้งนี้ พวกเขาก็เข้าร่วมด้วยใช่ไหม”


    “จ้ะ ตงฟางมีแผนอะไรอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”


    “เปล่าหรอกครับ ผมไม่มีแผน ตอนนี้แผนของผมมีเพียงแค่เพิ่มพลังให้กับตัวเองเท่านั้น พี่ซิงเยียนครับ มีอาวุธหรือของวิเศษอะไรไหมครับ ที่ใช้สำหรับฝึกจิต”


    “หืม น้องตงฟางฝึกทักษะดวงตาเหรอ”


    “ไม่ครับ แต่ผมฝึกสมอง อยากได้สิ่งที่ช่วยฝึกสมาธิ”


    “งั้นพี่สาวจะไปเตรียมให้นะ”


    “ขอบคุณครับ งั้นเรากลับมาเรื่องพิษและแกนพลังวิญญาณสัตว์อสูรพิษระดับ 3 กันเถอะครับ”


    “งั้นนี่จ้ะ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถหาได้แถวๆเมืองหลงไห่แล้ว พวกมันเป็นระดับ 3”


    “ขอบคุณพี่ซิงเยียนครับ อ๋อ พี่นำสมุนไพรอะไรก็ได้เข้ามาให้ผมหน่อยนะครับ ผมอยากจะลองหลอมยาระดับ 4 ดู”


    “จ้ะ ไว้ใกล้วันแข่งพี่สาวจะมาเรียกนะ”


    ซิงเยียนเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเห็นตงฟางนำเอาพิษมากมายออกมาจากแหวกเก็บของ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำเป็นอันแรกคือเพิ่มพลังด้วยพิษเท่าที่เขาจะหาได้ผ่านหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขาต้องเพิ่มพลังก็เพราะว่ามันต้องใช้ในการแข่งขันด้วย เขาจำเป็นต้องมีพลังวิญญาณที่มากกว่านี้ เพื่อช่วยหนุนเสริมพลังจิต 


    การลงแข่งมีนักหลอมยาระดับ 5 ลงแข่งเพราะงั้นเขาจะต้องทำให้ตัวเองมีพลังพอในการหลอมยาระดับ 5 หรือไม่ก็เป็นยาระดับ 6  ไม่เพียงแค่ต้องเพิ่มพลังเขายังต้องพยายามใช้ยันต์ให้ได้ด้วย เพราะมันมีอักษรบางอย่างช่วยให้เขาหลอมยาข้ามระดับได้ หากเขาเขียนยันต์ได้ การหลอมยาก็จะง่ายต่อตัวของเขา


    แล้วหากว่าการแข่งจบลง เขาจำเป็นต้องสะสมพลังเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้การเดินทางไปประตูเทพธิดาปลอดภัยมากกว่าเดิม 


    “ตงฟาง พี่สาวนำอาวุธสำหรับฝึกจิตมาให้ มันเป็นลูกบาศก์เพลิงดาราที่เคยเป็นอาวุธระดับ 9 มาก่อน แม้มันจะเสียหายจนระดับเหลือแค่ 4 แต่ยังคงหลงเหลือพลังวิญญาณข้างใน ถ้าสามารถเข้าใจมันได้ มันจะมอบทักษะดวงตาให้ด้วย”


    “ขอบคุณครับพี่ซิงเยียน ถ้ามีค่าใช้จ่ายหักจากบัญชีของผมไปเลยนะครับ”


    “ไม่หรอกจ้ะ ถ้าตงฟางชอบพี่ก็พร้อมจะยกให้ เอาล่ะพี่สาวไม่กวนแล้ว”

    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน