ครั้นได้ยินคำนี้ ซวี๋อี้ก็ตาสว่างตื่นขึ้นในทันทีหลินโม่ไอ้เ้าหินมูลทับโอ่งนี่ คะแนนสองปีที่ผ่านมาเป็เช่นไร ไม่มีใครรู้ชัดไปมากกว่าเขาแล้วพูดได้ว่าคือศิษย์ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทียนซิงสายนอก ไม่มีใครอื่นเทียบ
ศิษย์เช่นนี้จะสามารถชิงอันดิบหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายมาได้?
เป็ไปไม่ได้สักนิด!
นอกเสียจากจะโกง
ซวี๋อี้มั่นใจที่สุดว่าหลินโม่จะต้องโกงอย่างแน่นอน
“เ้าคือใคร?” ผู้ดูแลหลัวเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ผู้ดูแลหลัว นี่คือ ฉิวจวิ้นศิษย์กลุ่มห้าที่ข้าเป็ผู้ดูแล” ซวี๋อี้ละล่ำละลักเอ่ยแนะนำ
“ที่แท้คือศิษย์ฉิวจวิ้นนี่เอง”
ผู้ดูแลหลัวเบือนหน้ากลับมาอย่างรู้กัน พลางเอ่ยกับมู่อี้“ท่านผู้าุโมู่อี้ ศิษย์ฉิวจวิ้นผู้นี้คือผู้ที่มีคะแนนสูงสุดของสำนักนอกในรุ่นนี้สองปีที่ผ่านมาการทดสอบหลากหลายรูปแบบก็ล้วนแต่เป็เขาที่ครองอันดับหนึ่ง”
มู่อี้พยักหน้า ท่าทางยังคงเ็า “ศิษย์ฉิวจวิ้น ในเมื่อเ้าบอกว่าศิษย์หลินโม่ฉ้อโกงนั่นคงมีหลักฐานสินะ?”
“ท่านผู้าุโมู่ นี่ยังจำต้องใช้หลักฐานอีกหรือ?คะแนนตลอดสองปีที่อยู่สายนอกนั้นเป็เช่นไร ท่านลองหาศิษย์สายนอกสักคนแล้วถามดูทุกคนต่างก็รู้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน อีกทั้งสองปีมานี้การบำเพ็ญของเขาเอาแต่วนเวียนอยู่แต่ระดับฝึกร่างขั้นที่สองมาโดยตลอด อิงตามการบำเพ็ญเช่นนี้หากไม่ได้โกงล่ะก็จะผ่านการประเมินครั้งสุดท้ายไปได้อย่างไรกัน?” ฉิวจวิ้นเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“สองปีที่ผ่านมายังฝึกร่างขั้นที่สองมาโดยตลอด...เ้าแน่ใจหรือ?” ท่าทางของมู่อี้เปลี่ยนเป็เยือกเย็นมากยิ่งขึ้น
“ท่านผู้าุโมู่ คำพูดของศิษย์ฉิวจวิ้นถูกต้องแน่แท้ที่สุดไอ้เ้าก้อนมูลทับโอ่ง...ไม่สิ หลินโม่เอาแต่ฝึกร่างขั้นที่สองมาตลอดสองปีจริงๆขอรับ” ไม่คอยให้ฉิวจวิ้นปริปาก ซวี๋อี้ก็รีบเอ่ยขึ้น
“ผู้ดูแลหลัว เปิดแผ่นศิลาฟู่เจิ้นในค่ายกลใหญ่ของสนามทดสอบข้าจะไปตรวจดูด้วยตาตนเอง” มู่อี้สั่งการด้วยสีหน้าจริงจัง
“รับทราบ!”
ผู้ดูแลหลัวสั่งการลงไปอย่างรวดเร็ว
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น มู่อี้และคณะแถวหนึ่งเดินมาถึงหน้าค่ายกลใหญ่ของสนามทดสอบด้านในมีแผ่นศิลาฟู่เจิ้นตั้งอยู่ แผ่นศิลานี้และศิลาจัดอันดับนั้นไม่ต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่บันทึกไว้คือการบำเพ็ญของศิษย์ที่ทำการทดสอบ
แผ่นศิลาฟู่เจิ้นนี้ปกติจะตั้งอยู่ใจกลางค่ายกลใหญ่ของสนามทดสอบส่วนมากจะใช้เป็ข้อมูลอ้างอิงในการคัดเลือกศิษย์สายใน
บนศิลาฟู่เจิ้นแสดงรายชื่อของเหล่าศิษย์มากมายเสียจนลายตาการบำเพ็ญที่ต่ำที่สุดจะอยู่ส่วนท้าย และการบำเพ็ญที่มากที่สุดจะอยู่ส่วนบน ซวี๋อี้และคนอื่นเมื่อเห็นแผ่นศิลาฟู่เจิ้นก็เบนสายตาลงไปยังส่วนล่างสุดในทันใด
ทว่าครั้นเห็นรายชื่อศิษย์ที่อยู่อันดับท้ายสุดสีหน้าของซวี๋อี้และคนอื่นๆ พลันค่อยๆ เปลี่ยนไป การบำเพ็ญที่ต่ำที่สุดคือระดับฝึกร่างขั้นที่สี่นามนั้นก็ไม่ใช่หลินโม่
เ้าหินมูลทับโอ่งนั่น หรือจะทะลวงไปมากกว่าขั้นที่สี่ขึ้นแล้วหรือ?
เป็ไปได้อย่างไร...
สีหน้าของซวี๋อี้ซีดเผือดอย่างน่าเวทนา พลันกวาดมองขึ้นไปด้วยสายตาร้อนรนครั้นกวาดสายตาถึงใจกลางศิลาฟู่เจิ้นแล้วยังไม่สามารถหารายชื่อของหลินโม่พบ เขาจึงเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีสายตายังคงมองหาไปเรื่อยๆ
ในที่สุด ซวี๋อี้ก็พบรายชื่อของหลินโม่บนแผ่นศิลาฟู่เจิ้น
อันดับที่สอง หลินโม่ การบำเพ็ญ ระดับฝึกร่างขั้นที่เจ็ด
เมื่อเห็นอักขระในนี้พริบตาซวี๋อี้รู้สึกวิงเวียนหน้ามืดจนถอยหลังไปถึงสองก้าว ขาสองข้างพลันอ่อนแรงเสียแทบสลบล้มลงบนพื้น
เป็ไปได้อย่างไร การทดสอบก่อนหน้านี้ไม่นานของเ้าหินมูลทับโอ่งนั่นเพิ่งจะอยู่ระดับฝึกร่างขั้นที่สองเท่านั้นเป็ไปได้อย่างไรในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือน ระดับฝึกร่างกลับบรรลุไปถึงขั้นที่เจ็ด...
จบสิ้น จบสิ้นแล้ว...
ซวี๋อี้สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขารู้ดีว่าชีวิตในวิชาชีพอาจารย์ของตนถือว่าได้จบสิ้นลงแล้ว
ฉิวจวิ้นที่อยู่ด้านหลัง ราวกับใบหน้าได้แตกทลายลงพื้นอีกครั้งใบหน้าหน้าเกลียดนั้นยิ่งน่าเกลียดเข้าไปอีก
“อาจารย์ใหญ่ซวี๋ เชิญท่านไปหอพิพากษาด้วยตัวเองหรือท่านจะให้ข้านำทางไป?” มู่อี้เอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบเ็า
หอพิพากษา...
ซวี๋อี้ล้มกองบนพื้นอย่างอ่อนแรง พลางเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้ซึ่งจิติญญาเมื่อเข้าสู่หอพิพากษา ต่อจากนี้แม้แต่อาจารย์ก็เป็ไม่ได้ กระทั่งถึงขั้นถูกเนรเทศขับออกจากเมืองหลินโจวไป
เมืองหลินโจว หอจู้หยุน
มู่อี้เดินเข้าสู่ภายในหอจู้หยุน ครั้นเห็นชายชราจอนสีดอกเลาสองข้างร่างอวบอ้วนคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้คล้ายบัลลังก์ พลันท่าทางเคร่งขรึมก็ผ่อนคลายในทันทีรอยยิ้มเห็นได้ยากปรากฏขึ้น พลางเดินเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
“สหายเลี่ยว ไม่พบกันเนิ่นนานเชียว”
“ใช่สิ พวกเราไม่ได้เจอกันถึงสองปีแล้ว”เลี่ยวอู่จี๋ยกยิ้มพลางผายมือเชิญนั่ง
“สองปีมาแล้ว เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง”
“สหายมู่ ยามนี้เป็ถึงผู้ตรวจตราของเทียนซิงสายในการที่ข้าอยากพบเ้าสักครั้งนั้นไม่ง่ายเสียจริง” เลี่ยวอู่จี๋ยิ้มพลางเอ่ย
“สหายเลี่ยวเป็ถึงทายาทคนโตแห่งตระกูลเลี่ยวของเมืองหลินโจวผู้ตรวจตราเช่นข้าก็แค่ตำแหน่งที่แขวนไว้เท่านั้น ทั้งไม่ได้มีอำนาจมากพอถึงเพียงนั้นอย่างไรก็เทียบไม่ได้กับสหายเลี่ยว ยามนี้มีตระกูลเลี่ยวอยู่ที่เมืองหลินโจว เมืองถึงได้เจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้”มู่อี้เอ่ยทีเล่นทีจริง
จากนั้น ทั้งสองจึงทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง
“สหายมู่ ครานี้ที่เรียกเ้ามาเพราะมีธุระอยากให้ช่วย”เลี่ยวอู่จี๋จิบชาหนึ่งจิบพลางมองมาทางมู่อี้
“สหายเลี่ยวมีธุระอันใดก็พูดเถิดหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้าย่อมช่วยได้” มู่อี้รีบตอบ
“คือว่าเช่นนี้ ข้ามีหลานชายอยู่เทียนซิงสายนอกเ้าหลานคนนี้ตลอดสองปีที่อยู่สายนอกนั้นคะแนนไม่ได้แย่ทีเดียว ข้าไม่เคยกังวลใจเลยแต่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าการประเมินครั้งสุดท้ายของเทียนซิงสายนอกในครานี้จะเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้น”
“เื่นี้สหายเลี่ยวยังไม่เคยเอ่ยปากกับข้าเลยหากคะแนนไม่แย่ การประเมินครั้งสุดท้ายเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น นั่นก็สมเหตุสมผลเช่นกันขอเพียงแค่คะแนนของสองปีที่ผ่านมาไม่แย่ นั่นก็มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะเข้าสายในได้แล้วล่ะ”มู่อี้เอ่ยขึ้น
“หลายชายข้าคนนี้คุณสมบัติไม่ได้ด้อยกว่าใครข้าจึงไม่กังวลว่าจะเข้าสายในไม่ได้ อีกทั้งแน่นอนว่าเขาแย่งอันดับหนึ่งของเทียนซิงสายนอกมาครองไว้ได้แต่กลับเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น จนกระทั่งพลาดทำโอสถหลอมปราณหลุดมือไป” เลี่ยวอู่จี๋เคาะโต๊ะเบาๆ
ท่าทางของมู่อี้เปลี่ยนเป็สงสัยในทันที “ไม่ทราบว่าหลายชายของสหายเลี่ยวชื่อแซ่ว่าอะไร?”
“หลานชายแซ่ฉิว ชื่อจวิ้นตัวเดียว”
“ที่แท้ฉิวจวิ้นคนนั้นคือหลานชายของสหายเลี่ยว...”
“สหายมู่ เ้ากับข้าเป็มิตรสหายกันมานานข้าจะไม่พูดนอกเื่แล้ว ไม่ว่าจะอิงตามคะแนนของวันปกติหรือคุณสมบัติ หลานชายข้าก็สมแล้วที่เป็อันดับหนึ่งแห่งสายนอกของรุ่นนี้ด้วยคุณสมบัติแล้ว เหล่าศิษย์สายนอกจะมีผู้ใดเทียมเขาได้ หากไม่ใช่เพราะการประเมินครั้งสุดท้ายครานี้เกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นข้าก็ไม่อยากทำให้สหายมู่ต้องลำบาก โอสถหลอมปราณ รางวัลของเทียนซิงสายในเม็ดนี้ มีเพื่อให้ศิษย์ผู้ยอดเยี่ยมพัฒนายิ่งขึ้นอีกก้าว”
เลี่ยวอู่จี๋หยุดไปพักหนึ่ง แล้วพูดต่อ “ผู้ที่ชิงอันดับหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายไปได้ข้าตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้คะแนนตลอดสองปีที่สายนอกนั้นแย่ที่สุด ในการประเมินครั้งสุดท้ายสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้นับเป็ความบังเอิญเป็เื่โชคเข้าข้างเสียส่วนใหญ่ คนอย่างนี้ การประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกรุ่นที่ผ่านมาก็เกิดเื่ทำนองนี้ขึ้นไม่น้อยเพียงแค่อาศัยโชคในการประเมินครั้งสุดท้ายแล้วชิงอันดับที่สูงยิ่งขึ้นมาได้ก็เท่านั้นเองหากคำนวณอย่างเป็ทางการ เมื่อมีคุณสมบัติที่ไม่ได้โดดเด่น แล้วปล่อยให้โอสถหลอมปราณสิ้นเปลืองไปกับศิษย์เช่นนี้อย่างนั้นส่งมอบมันให้กับศิษย์ที่คุณสมบัติยอดเยี่ยมกว่านั้นไม่ดีหรอกหรือ”
“ที่สหายเลี่ยวพูดก็มีเหตุผล”มู่อี้ขมวดคิ้วเป็ปมแล้วเอ่ย “โอสถหลอมปราณควรมอบให้กับศิษย์ที่เก่งที่สุดไว้ใช้จริงๆ เพียงแต่เื่นี้จัดการไม่ง่ายเลย”
“นี่จัดการยากตรงไหนกัน ศิษย์คนนั้นได้อันดับหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายแต่เดิมทีคะแนนนั้นแย่ที่สุด หากไม่ใช่เพราะโชคเข้าข้างตอนประเมินครั้งสุดท้ายล่ะก็จะมีคุณสมบัติสอบเข้าสายในได้อย่างไรล่ะ?คนเช่นนี้ หากเข้าสายในมาได้ด้วยตัวเอง ก็ถือว่า์ปราณีแล้วล่ะ ใยจะต้องเอาโอสถหลอมปราณไปสิ้นเปลืองกับคนเช่นนั้นกัน”เลี่ยวอู่จี๋พูดจบก็หงายมือกางออก อัญมณีสีชาดเม็ดหนึ่งปรากฏอยู่บนฝ่ามือ
ครั้นเห็นอัญมณีสีชาดราวกับเปลวเพลิงพลิกกลับไปมาแววตาของมู่อี้พลันเปล่งประกายขึ้นในพริบตา
“ได้ยินมาว่าระยะนี้สหายมู่กำลังกลั่นเครื่องมือปราณิญญาอยู่้าวัตถุดิบเร่งด่วน นี่คืออัญมณีผลึกชาดเพลิงอายุร้อยปี แม้ว่าจะไม่ได้เป็ของมีค่ามากนักแต่ก็พอถูไถไปได้” เลี่ยวอู่จี๋ยื่นมือวางลงบนโต๊ะ
มู่อี้รับไปอย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง“สหายเลี่ยวที่พูดมาทั้งหมดก็คือ โอสถหลอมปราณควรมอบให้กับศิษย์ผู้ยอดเยี่ยมเช่นนี้จึงจะไม่เสียเจตนาเดิมของสายในอันสูงศักดิ์เช่นพวกเรา”
“ฮ่าฮ่า เช่นนั้นก็ขอบใจสหายมู่แล้ว”
“แค่หน้าที่เท่านั้น”มู่อี้เผยรอยยิ้ม
“ศิษย์อันดับหนึ่งของการประเมินครั้งสุดท้ายคนนั้นไม่ทราบว่าสหายมู่จะจัดการอย่างไร?” เลี่ยวอู่จี๋หรี่ตาถาม
“สหายเลี่ยวโปรดวางใจ เด็กนั่นแม้จะได้อันดับหนึ่งของการประเมินครั้งสุดท้ายแต่คะแนนในวันปกตินั้นอยู่รั้งท้ายมาโดยตลอด อีกทั้งไม่ได้มีชื่อเสียงในสายนอก จากข้อมูลข้างต้นนี้ก็แทบไม่สามารถเข้าสู่สาขาเทียนซิงได้เลย”มู่อี้เอ่ยขึ้นอย่างรู้กัน
“สาขาเทียนซิง...ที่ใดกันที่จะเป็ ‘ที่ที่ดี’ น่ะ”รอยยิ้มของเลี่ยวอู่จี๋ฉายแววเ้าเล่ห์ยิ่งขึ้น