คืนวันฉูซีปีนี้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นราตรีที่ปราศจากความสงบสุข แม้แต่รับปีใหม่วันแรกก็มิได้เงียบสงบเช่นทุกปีที่ผ่านมา
เริ่มต้นจากข่าวลือที่โหมสะพัดอย่างบ้าคลั่งว่าเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อดื่มสุราจนเมามายในงานเลี้ยงวังหลวง หลังจากถูกขับออกจากวัง ยังมีเรื่องพัวพันไม่เลิกกับคุณหนูใหญ่สกุลโม่ซึ่งถูกไล่ออกจากวังเช่นกัน ซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดขืนใจคุณหนูใหญ่สกุลโม่ แต่นางไม่ยินยอม ระหว่างยื้อยุดฉุดกระฉาก รถม้าเกิดเสียการควบคุมไปชนต้นไม้ข้างทาง
ทั้งสองกลิ้งออกมาจากตัวรถ คุณหนูใหญ่สกุลโม่คว้าเศษกระเบื้องได้ชิ้นหนึ่งก็แทงไปเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่ออย่างแรง ทำให้ซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าจนสลบไป หากไม่ใช่ว่าได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่สัญจรผ่านมา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกคุณหนูใหญ่ผู้ดุร้ายแทงจนพรุนไปแล้วก็ได้
คนเราก็น่าแปลก เรื่องนี้หาใช่ความผิดของโม่เสวี่ยหมิ่นแท้ๆ เพียงแค่ได้ยินว่าผู้บาดเจ็บอาการหนักเป็นตายไม่รู้แจ้ง ได้ยินว่ามีอันตรายถึงชีวิต กลับได้รับความเห็นใจจากผู้คน ฝ่ายที่ใช้กำลังขืนใจก่อนไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนัก กลับเป็นโม่เสวี่ยหมิ่นที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวังหลวง ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าพวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์กันฉันคู่รัก อีกทั้งโม่เสวี่ยหมิ่นมักแสดงออกว่าเป็นสตรีอ่อนโยน สุขุมใจกว้าง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่านางจะประพฤติตนเยี่ยงหญิงชั่วร้ายคว้าเศษกระเบื้องที่แหลมคมมาทำร้ายคนได้ คนส่วนใหญ่จึงนึกดูแคลน ทั้งสองคนต่างคบหากันมานานแล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมรับออกมาโดยตรง
ได้ยินมาว่าตอนนั้นทั้งคู่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยกอดกันอยู่ หากโม่เสวี่ยหมิ่นไม่ยอมแต่งให้ซือหม่าหลิงอวิ๋น ก็คงต้องปลงผมบวชชี สวดมนต์ภาวนาภายใต้แสงตะเกียงหม่นหน้าพระพุทธรูปชั่วชีวิต ธรรมเนียมมักจะเคร่งครัดกับสตรี หละหลวมกับบุรุษ เรื่องราวทำนองนี้ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก บุรุษก็แค่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเจ้าชู้เสเพล แต่ผู้ที่ต้องรับเคราะห์ไปชั่วชีวิตคือสตรี
ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์พาพวกเขาไปส่งที่จวนเจิ้นกั๋วโหว คืนนั้นโม่เสวี่ยหมิ่นถูกฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวกักตัวไว้ในจวน และใช้ให้นางดูแลปรนนิบัติซือหม่าหลิงอวิ๋นที่สลบไม่ได้สติ เช้าวันแรกของปีใหม่ ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวก็พาโม่เสวี่ยหมิ่นไปเคาะประตูจวนสกุลโม่ด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
“ปังๆๆ” เสียงเคาะประตูดังสนั่นปลุกองครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูให้สะดุ้งตื่น
“รอเดี๋ยวๆ ปีใหม่เยี่ยงนี้จะรีบร้อนไปถึงไหน รอไปเกิดใหม่หรืออย่างไร” องครักษ์หน้าตางัวเงียบ่นพึมพำอย่างอารมณ์ไม่ดี ผู้ใดอยากจะตื่นเช้าขนาดนี้
“เหล่าไท่ไท่ของพวกเจ้าอยู่หรือไม่ ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวของพวกเรามาเยี่ยมคารวะ ไปเรียกนางออกมาต้อนรับเดี๋ยวนี้” เสียงแผดดังลั่นทำให้องครักษ์หน้าประตูเกือบล้มหน้าคะมำ จากที่งัวเงียเหมือนยังไม่ตื่นก็ตกใจจนตาสว่าง มีสตรีร่างหนายืนเท้าสะเอวถลึงตาอย่างดุร้ายดูไม่เหมือนผู้มาคารวะอวยพรปีใหม่แม้แต่น้อย
“ขอเรียนถาม ไม่ทราบว่าฮูหยินมาจากจวนไหน มาที่นี่มีธุระอันใด” ฝ่ายตรงข้ามยืนวางก้ามใหญ่โต องครักษ์ค้อมกายลงถามอย่างระมัดระวัง เมื่อครู่เพิ่งตื่นจึงได้ยินไม่ชัด ดูเหมือนว่าจะเป็นฮูหยินจากจวนไหนสักแห่ง จึงเรียกเหล่าไท่ไท่ของตนออกมาต้อนรับ
“นายหญิงของเราคือฮูหยินเจิ้นกั๋วโหว วันนี้มาคารวะนายของพวกเจ้าแต่เช้า ไปตามเหล่าไท่ไท่ออกมารับก็พอ อีกประเดี๋ยวฮูหยินยังมีธุระ ต้องไปถวายพระพรชายาเสี่ยนจวิ้นอ๋อง รีบเข้าไปแจ้งโดยด่วน อย่าให้ฮูหยินของเราต้องเสียฤกษ์งามยามดี”
วันนี้คนจากจวนเจิ้นกั๋วโหวตั้งใจจะมาหาเรื่อง ซื่อจื่อของตนถูกตีจนสลบ เป็นหรือตายยังไม่ทราบแน่ชัด ฮูหยินพกโทสะมาเต็มท้อง แค่ดูก็รู้ว่าต้องการหาที่ระบาย ผู้เป็นข้ารับใช้ย่อมต้องไว้หน้านาย ไหนเลยจะไม่ช่วยข่มขู่คนของจวนโม่อย่างสุดความสามารถเล่า
คนของเจิ้นกั๋วโหวมาถามหาเหล่าไท่ไท่ แต่กลับต้องให้ผู้อาวุโสมาต้อนรับถึงหน้าประตู
องครักษ์เฝ้าประตูผู้นี้เป็นคนมีไหวพริบ แค่สัมผัสก็ได้กลิ่นบางอย่าง จึงเขย่งเท้ามองออกไปยังรถม้าที่จอดอยู่ด้านนอก เห็นสัญลักษณ์จวนเจิ้นกั๋วโหวอย่างชัดเจน ม่านรถเลิกเปิดไว้ ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวสีหน้าเย็นเยียบปานน้ำแข็งนั่งอยู่ด้านใน ดวงตาแข็งกร้าวที่มองมาไหนเลยจะเหมือนผู้มาเพื่อคารวะอวยพรปีใหม่ เห็นได้ชัดว่ามาเอาเรื่อง
องครักษ์ตกใจจนหัวหด ขณะที่คิดจะถามรายละเอียดอีกเล็กน้อย ยามที่ไปรายงานจะได้แจ้งนายได้ชัดเจน ทว่าทันทีที่เห็นคนผู้หนึ่งจากรถม้าคันที่สองก็ตะลึงงัน ปากอ้าตาค้าง ได้แต่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
แท้จริงแล้วด้านหลังรถม้าคันใหญ่ของฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวยังมีรถม้าคันเล็กที่ดูไม่สะดุดตาตามมาอีกคันหนึ่ง แต่องครักษ์เฝ้าประตูผู้นี้สายตาดีพอที่จะเห็นตัวอักษร 'โม่' เล็กๆ ปักอยู่ที่มุมด้านหนึ่งของม่านรถ รถประเภทนี้จวนโม่จะใช้ยามที่บ่าวออกไปทำธุระ ผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูเข้าออกย่อมเห็นบ่อยที่สุดย่อมจำได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงพรึงเพริดก็คือ เมื่อม่านรถถูกเลิกขึ้น ด้านในกลับปรากฏร่างของคุณหนูใหญ่ผู้สูงสง่าอ่อนโยนของจวนตนในสภาพใบหน้าขาวซีด สวมอาภรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ ดูเหมือนเป็นชุดธรรมดาที่สาวใช้รุ่นใหญ่ในจวนสวมใส่ และไม่เพียงแต่ยับยุ่งยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ยังขาดวิ้นอยู่หลายจุด ดูน่าอเนจอนาถจนตนเองแทบจำไม่ได้
องครักษ์รู้สึกหนาวสะท้าน ไม่กล้าถามให้มากความอีก รีบวิ่งเข้าไปรายงานทันที
ดูจากสถานการณ์แล้ว ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่!
ยามนี้โม่ฮว่าเหวินตื่นนอนแล้ว เมื่อคืนที่งานเลี้ยงในวังเขาดื่มมากไปหน่อยเลยกลับมาเร็ว จึงไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลังจากนั้นแม้แต่น้อย รู้เพียงว่าบุตรสาวคนโตกลับมาก่อน ส่วนบุตรสาวคนที่สามถูกรั้งตัวไว้จนดึก ต่อมาเกิดไม่สบายถึงถูกส่งกลับมา
เมื่อได้ยินว่าโม่เสวี่ยถงไม่สบายตั้งแต่เมื่อคืน โม่ฮว่าเหวินคิดว่าจะไปเยี่ยมนางแต่เช้า ส่วนที่โม่เสวี่ยหมิ่นแอบหนีออกจากจวนเมื่อคืน เขาไม่ทราบเรื่องเลย
องครักษ์ผู้เฝ้าประตูใหญ่วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คุณหนูใหญ่ถูกฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวจับตัวไว้ ดูเหมือนว่าจะถูกตบตีด้วย รีบไปดูเถิดขอรับ”
“โหวฮูหยินจับตัวหมิ่นเอ๋อร์ไป ทั้งยังตบตีนางด้วยหรือ” โม่ฮว่าเหวินอึ้งงัน แล้วถามซ้ำอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนเอง
“ขอรับนายท่าน คุณหนูใหญ่เลือดอาบไปทั้งตัว ยามนี้ถูกโหวฮูหยินจับตัวมาถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว ทั้งยังบอกว่าให้เหล่าไท่ไท่ออกไปต้อนรับด้วยขอรับ”
จะโทษว่าองครักษ์มองผิดก็หาได้ไม่ เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวของโม่เสวี่ยหมิ่นมีแต่คราบเลือด ยามนี้แห้งเกรอะกรังจนแนบติดไปกับเรือนร่าง สภาพที่ดูเหมือนคนถูกทุบตีมาเยี่ยงนั้น หากบ่าวไพร่จะเข้าใจผิดก็เป็นเรื่องปรกติ
“ปึง!” โม่ฮว่าเหวินโมโหสุขขีด ลุกพรวดขึ้นมา กล่าวด้วยท่าทางเข่นเขี้ยว “ไปเชิญโหวฮูหยินเข้ามา บอกว่าข้าจะไปต้อนรับนางด้วยตนเอง”
ต่อให้ฐานะจะสูงส่งกว่าเหล่าไท่ไท่มากนัก แต่จวนเจิ้นกั๋วโหวเป็นเพียงตู้ไม้กลวงๆ ใบหนึ่ง เรื่องงานแต่งงานของฉงเอ๋อร์กับซือหม่าหลิงอวิ๋นถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว จึงนับได้ว่าเหล่าไท่ไท่เป็นอาวุโสคนหนึ่งของโหวฮูหยิน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่รักษาน้ำใจ เข้ามาวางท่าใหญ่โตเช่นนี้ถึงจวน เห็นได้ชัดว่าต้องการฉีกหน้าสกุลโม่
“ไปตรวจสอบมา เมื่อคืนนี้ผู้ใดเป็นคนปล่อยคุณหนูใหญ่ออกไปทางประตูหลัง” โม่ฮว่าเหวินหันมากำชับกับบ่าวรับใช้ประจำตัว ก่อนเดินลิ่วออกไปยังประตูด้านหน้าด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวมาคารวะถึงจวน แท้จริงแล้วผู้ที่สมควรต้อนรับแขกคือเหล่าไท่ไท่ และมาพูดคุยกันด้านใน ไหนเลยจะต้องให้นายท่านออกไปรับแขกเข้ามาในจวนด้วยตนเอง
นี่ไม่เพียงเป็นการไม่ให้เกียรติต่อแขกที่เป็นสตรี ยังเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมอีกด้วย
ปรกติแล้ว โม่ฮว่าเหวินนับว่าเป็นสุภาพบุรุษผู้หนึ่ง วันนี้ด้วยอารมณ์โกรธจัด จึงพานละทิ้งมารยาทดีงามไปเสียหมด เมื่ออีกฝ่ายตั้งใจมาฉีกหน้ากัน เขาเองก็ไม่กลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรฉงเอ๋อร์ก็ยังเยาว์นัก เรื่องที่เกิดขึ้นยามนั้นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องชู้สาว การช่วยชีวิตคนในเหตุการณ์ไฟไหม้เป็นสิ่งจำเป็น แม้จะมีการอุ้มและโอบกอดระหว่างชายหญิงก็เป็นเหตุสุดวิสัย พอน่าให้อภัย รออีกสองปีให้เรื่องซาไป ค่อยหาคู่หมายใหม่ให้ฉงเอ๋อร์อีกครั้งก็ได้ สกุลโม่หาได้ต้องพึ่งพาจวนเจิ้นกั๋วโหวเสียเมื่อไร
ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวหน้านิ่งนั่งอยู่บนรถม้าโดยไม่ทราบว่าโม่ฮว่าเหวินกำลังเดินออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว นางเองก็โกรธเคืองไม่น้อย บุตรชายและบุตรสาวของตนเองออกจากบ้านไปดีๆ เริ่มจากบุตรสาวได้รับความอัปยศกลับมา จึงถูกขังไว้ในห้อง ร้องไห้อาละวาด หาว่าพี่ชายเป็นพวกกินบนเรือนขี้บนหลังคา ให้ท้ายผู้อื่นรังแกน้องสาวของตนเอง ต่อว่าสารพัด ท้ายที่สุดโหวฮูหยินก็ต้องหาถ้อยคำมาปลอบประโลมธิดาน้อยที่ผิดหวังอย่างยิ่ง
มาตกใจอีกครั้งเมื่อได้ยินว่าบุตรชายของตนเกือบต้องเสียชีวิตเพราะสตรีผู้นี้ ยามเห็นซือหม่าหลิงอวิ๋นถูกหามเข้ามาทั้งตัวมีแต่โลหิต โหวฮูหยินก็เกือบเป็นลม โกรธแค้นโม่เสวี่ยหมิ่นยิ่งกว่าสิ่งใด ไหนเลยจะปล่อยตัวกลับไปง่ายๆ จึงให้คนจับโม่เสวี่ยหมิ่นในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยโยนเข้าไปในห้องซือหม่าหลิงอวิ๋น ให้ท่านหมอที่เข้าๆ ออกๆ เพื่อมาตรวจอาการของบุตรชายได้เห็นในสภาพอุจาดตา
เห็นสภาพของบุตรชายที่ถูกสตรีผู้นั้นใช้เศษกระเบื้องแหลมคมกรีดแทงจนกลายเป็นเช่นนี้ โหวฮูหยินก็แทบอยากจะควักหัวใจโม่เสวี่ยหมิ่นออกมาเคี้ยวกิน ไหนเลยจะให้บ่าวพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า สิ่งที่นางต้องการคือทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของสตรีผู้นั้นเสีย ให้ทุกคนได้รู้ว่าเมื่อคืนโม่เสวี่ยหมิ่นอยู่ในห้องนอนของบุตรชายตนเอง
นางทุ่มเททุกสิ่งเพื่อบุตรชาย ย่อมต้องต่อสู้เพื่อเขา ครานี้หากจวนโม่ไม่ตกลงรับข้อเสนอแล้วจะทำอย่างไรได้ นอกเสียจากจะไม่ต้องการบุตรสาวผู้นี้แล้ว เมื่อคิดถึงจุดนี้ก็หัวเราะเยาะหยัน ชำเลืองมองไปทางโม่เสวี่ยหมิ่นที่อยู่ในสภาพน่าเวทนาไม่หลงเหลือเค้าความงดงามอยู่เลย
นางไม่เห็นว่าสตรีผู้นี้จะสวยตรงไหน สู้หลานสาวของตนเองก็ไม่ได้ กลับไปคงต้องมอบฐานะให้อี้ชิวอย่างชัดเจนเสียที บัดนี้ทั้งสองก็ตกร่องปล่องชิ้นกันแล้ว หากอยู่อย่างไร้สถานะจนเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา รู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น เรื่องเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับตระกูลที่มีสกุลรุนชาติ ไม่มีบุตรภรรยาเอกคนไหนรับอนุก่อนแต่งภรรยาเอก นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง
ทว่าฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวกลับไม่นำพาต่อเรื่องเหล่านี้ ธิดาสกุลโม่สองคนแต่งให้บุตรชายในฐานะอนุภรรยา ส่วนผู้มาเป็นภรรยาเอกคงไม่ต้องเอ่ยถึง ด้วยฐานะของจวนเจิ้นกั๋วโหว คงไม่มีธิดาขุนนางที่สูงกว่าขั้นสามยอมลดตัวมาแต่งงานด้วย เช่นนั้นก็ให้อี้ชิวเป็นใหญ่ไปเสียเลยดีกว่า ถึงเวลาที่เหมาะสมก็ยกนางขึ้นมาเป็นภรรยาเอก อย่างไรหลานของตนเอง ย่อมไว้วางใจได้ที่สุด
ธิดาสองคนของสกุลโม่แต่งเข้ามาในจวนโหว เส้นทางในวันข้างหน้าของบุตรชาย แม้ว่าโม่ฮว่าเหวินคิดจะนิ่งดูดาย ย่อมไม่อาจทำได้
หลังจากไตร่ตรองครบถ้วนทุกด้าน โทสะของโหวฮูหยินก็ค่อยๆ บรรเทาลง เมื่อได้ยินเสียงประตูใหญ่เปิดออกก็นึกว่าเหล่าไท่ไท่ออกมาต้อนรับจริงๆ จึงให้สาวใช้ประคองลงจากรถม้า จัดแต่งเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เรียบร้อย ไม่ว่าอย่างไรงานแต่งระหว่างสองตระกูลก็ต้องเกิดขึ้น ต้องวางมาดให้ดูผ่าเผยเสียหน่อย คอยดูว่าโม่ฮว่าเหวินจะว่าอย่างไร
ครั้นแล้วก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปที่หน้าประตูอย่างหยิ่งทะนง แค่เหล่าไท่ไท่ที่มาจากบ้านนอกคนหนึ่ง นางไม่เชื่อว่าตนเองจะจัดการไม่ได้ อีกอย่างนางถามจนรู้ความมาอย่างชัดเจนแล้ว เหล่าไท่ไท่ผู้นี้ไม่ใช่ท่านย่าแท้ๆ ของโม่เสวี่ยหมิ่น ครานี้จะให้เหมือนกับครั้งที่แล้วไม่ได้อีก
โหวฮูหยินไม่ทราบข้อตกลงระหว่างซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่น เข้าใจผิดคิดว่าบุตรชายคงรู้สึกหมดหวังกับโม่เสวี่ยถงจึงหันไปหาคุณหนูใหญ่แทน คิดถึงเรื่องที่อีกฝ่ายทำร้ายบุตรชายจนเกือบตาย ก็แค้นใจจนแทบอยากฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ
เมื่อได้ยินเสียงจากประตูใหญ่ สีหน้าก็ยิ่งแข็งกระด้างและเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ