ตกบ่ายจวินเซี่ยวอวิ๋นเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าซุ่นจงฮ่องเต้เป็การส่วนพระองค์ตามรับสั่งโดยไม่รอบิดากลับถึงจวน
ตลอดทางที่ต้องเดินผ่านเพื่อไปสู่ตำหนักไท่เฉินซึ่งเป็ที่ตั้งของห้องทรงพระอักษรนั้น จวินเซี่ยวอวิ๋นกลายเป็จุดสนใจของเหล่านางกำนัลและขันทีเป็สายตาเดียวทั้งยังมีพระสนมอีกไม่น้อยที่ดูเหมือนจะมีเหตุให้ต้องใช้เส้นทางสายนี้ในการสัญจรทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนักเพราะต้องหยุดทำความเคารพพระสนมเ่าั้อยู่หลายครั้งหลายครา
เดิมทีจวินเซี่ยวอวิ๋นคิดว่าการเข้าเฝ้าซุ่นจงฮ่องครั้งนี้จะมีเพียงนางและบิดาเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าในห้องทรงพระอักษรยามนี้ ไร้เงาบิดาของนางรวมทั้งขันทีและนางกำนัลรับใช้แม้สักคนเดียว
มีเพียงเด็กน้อยสวมอาภรณ์สีม่วงขลิบทองปักลวดลายัสี่เล็บอายุสี่ห้าขวบปีผู้หนึ่งเท่านั้น
จวินเซี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างแปลกใจรู้สึกตงิดๆ ในใจอย่างประหลาด เหตุใดเ้าเด็กนี่จึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?
จวินเซี่ยวอวิ๋นรีบสลัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราวเดินเข้าไปยอบกายถวายบังคมซุ่นจงฮ่องเต้ด้วยกิริยาชดช้อยเปิดเผยท่าทีสูงศักดิ์สง่างาม
“ถวายบังคมฝ่าาขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ซุ่นจงฮ่องเต้พิจารณากิริยาท่าทีของจวินเซี่ยวอวิ๋นอย่างสนพระทัยหลังจากประกาศราชโองการสมรสพระราชทานเมื่อสามวันก่อน พระองค์ก็พบว่าพระอนุชามีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะกลิ่นอายรอบตัวที่เคยสูงส่งเ็าและไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตานั้นเปลี่ยนเป็อบอุ่นอ่อนโยนขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
“องค์หญิงไม่ต้องมากพิธี”
จวินเซี่ยวอวิ๋นลุกขึ้นแล้วถอยไปนั่งที่ตั่งด้านข้างตามที่ซุ่นจงฮ่องเต้แสดงกิริยาให้นางนั่งลงสายตาพราวระยับจ้องมองเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้ามแน่วนิ่ง
“เซียวจื่อหลง?”
ร่างเล็กที่ถูกจ้องจนรู้สึกกระวนกระวายลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าจวินเซี่ยวอวิ๋น ประสานมือค้อมกาย เสียงเล็กๆ ใสๆดังขึ้นอย่างตกประหม่านิดๆ
“เสด็จอาหญิง หลงเอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จอาหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเซี่ยวอวิ๋นแย้มยิ้มจนลักยิ้มทั้งสองข้างปรากฏชัดรูปโฉมงามล้ำสะกดใจผู้คน
“เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?”
จวินเซี่ยวอวิ๋นถามพลางหงายฝ่ามือขึ้นยกเว้นการคารวะให้เด็กน้อยแล้วค่อยพลิกฝ่ามือทำท่ากวักมือ เรียกให้เขาเข้าไปหานาง
เด็กน้อยเหลือบตาขึ้นมองไปยังซุ่นจงฮ่องเต้ครั้นเห็นอีกฝ่ายไม่มีท่าทีใดก็ยิ้มฉีกยิ้มแป้นแล้นโผเข้าไปหาจวินเซี่ยวอวิ๋นพร้อมออดอ้อนทันที
“เสด็จอาหญิงหลงเอ๋อร์คิดถึงท่านยิ่งนัก”
จวินเซี่ยวอวิ๋นถูกรอยยิ้มของซาลาเปาขาวๆกลมๆ ทำเอาแทบละลายไปทั้งใจ มือทั้งสองคล้ายมีความรู้สึกนึกคิดเองยื่นไปหยิกแก้มใสๆ นั้นจนแดงก่ำ
ไท่จื่อน้อยเซียวจื่อหลงถูกหยิกแก้มเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้าแต่ไม่ร้องสักแอะ ด้วยถือคติที่ว่าไม่อาจแสดงความอ่อนแอต่อหน้าหญิงงาม ยิ่งเป็หญิงงามเช่นเสด็จอาหญิงด้วยแล้วเขายิ่งต้องแสดงความองอาจเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า แต่ว่า…
เสด็จอาหญิงช่างหยิกเจ็บยิ่งนัก!!
เมื่อหยิกแก้มใสๆ นั้นจนพอใจแล้วจวินเซี่ยวอวิ๋นก็โอบกอดปลอบขวัญ หอมแก้มซ้ายขวาหลานชายเพียงคนเดียวจนหนำใจ
หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ทางด้านนี้ยังคงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนมคล้ายหลงลืมไปแล้วว่ายังมีผู้ยิ่งใหญ่เหนือแผ่นดินอยู่ภายในห้องนี้อีกผู้หนึ่ง
ซุ่นจงฮ่องเต้มองภาพความสัมพันธ์อันอบอุ่นตรงหน้าแล้วให้นึกสะท้อนพระทัยยิ่งนักพระองค์มีองค์ชายสี่พระองค์ องค์หญิงสิบสามพระองค์แต่กลับไม่เคยมีองค์ชายองค์หญิงองค์ใดเข้ามาใกล้ชิดคลอเคลียพระองค์เช่นคู่อาหลานตรงหน้านี้มาก่อนเลย
น่าอิจฉายิ่งนัก!
“แค่กๆ องค์ไท่จื่อแคว้นเว่ยเสด็จเยือนแคว้นอู๋ครานี้ก็ด้วยเื่การอภิเษกขององค์หญิงกับอี้ชินอ๋องทั้งยังเป็ตัวแทนฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยมาทำสัญญาความตกลงระหว่างทั้งสองแคว้นด้วย”
ซุ่นจงฮ่องเต้เห็นว่าทั้งสองทักทายกันพอประมาณแล้วจึงขัดจังหวะเข้าเื่สำคัญทันที ในพระทัยลอบคิดไว้ว่าอีกสักครู่ต้องทรงเรียกตัวองค์ชายองค์หญิงที่ยังเล็กอยู่ให้มาคลอเคลียพระองค์เช่นนี้บ้าง
จวินเซี่ยวอวิ๋นที่เผลอลืมตัวเมื่อได้กอดเ้าซาลาเปาตัวนุ่มนิ่มไว้ในอ้อมแขนยิ้มอย่างละอายใจที่เผอเรอหลงลืมองค์ฮ่องเต้ไป
“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยเพคะฝ่าาให้ฝ่าาทรงทอดพระเนตรกิริยาน่าขายหน้าของหม่อมฉันแล้วเพคะ”
ซุ่นจงฮ่องเต้แย้มพระโอษฐ์อย่างไม่ถือสาสตรีผู้นี้มีกลิ่นอายที่แตกต่างจากผู้อื่น นางมีความอบอุ่นอ่อนโยนทั้งยังแฝงไว้ด้วยความซุกซนเล็กๆ มิน่าเล่าอนุชาของพระองค์จึงมีท่าทีและกลิ่นอายที่ละมุนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เซียวจื่อหลงที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็อาไม่ขยับตัวแม้เพียงนิดเพราะด้วยความยิ่งใหญ่ของแคว้นเว่ยแล้วไม่จำเป็ต้องเห็นแคว้นอู๋อยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป เขาจึงแหงนใบหน้าเล็กๆ กลมๆขึ้นเอ่ยเสริมว่า
“นอกจากนี้เสด็จพ่อยังทรงมีรับสั่งให้หลงเอ๋อร์มาดูรูปโฉมของท่านอ๋องดวงซวยผู้นั้นที่ถูกเสด็จอาหญิงล่อลวงจนต้องรับผิดชอบด้วยการอภิเษกด้วยพ่ะย่ะค่ะเพราะอนาคตกึ่งหนึ่งของหลงเอ๋อร์อยู่ในกำมือของท่านอ๋องผู้นั้นเช่นกัน”
ซุ่นจงฮ่องเต้ฟังแล้วก็ให้ตะลึงงันไปชั่วขณะก่อนจะทรงพระสรวลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ทั้งที่เดิมทีแล้วการอภิเษกครั้งนี้เป็การมัดมือชกอีกฝ่าย จากการเลือกอย่างส่งๆของหวงฝู่เหิงแท้ๆ แต่ไฉนในสายพระเนตรของฮ่องเต้แคว้นเว่ยกลับเป็อนุชาของพระองค์ดวงไม่ดีถูกองค์หญิงล่อลวงให้อภิเษกไปได้เล่า
จวินเซี่ยวอวิ๋นหน้าเขียวคล้ำแววตาวาววับขึ้นทันทีเปี่ยวเกอของนางช่าง…
ใส่ร้ายป้ายสีนางอย่างน่ารังเกียจที่สุด!
จวินเซี่ยวอวิ๋นกัดฟันจดบัญชีเปี่ยวเกอไว้ในใจอธิบายให้หลานรักเข้าใจเสียใหม่อย่างกล้ำกลืน
“หลงเอ๋อร์เ้าต้องเข้าใจเสียใหม่นะ อาหญิงได้รับสมรสพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้หาได้ไปล่อลวงผู้ใดให้มาแต่งงานด้วยไม่อีกอย่างอี้ชินอ๋องเกี่ยวข้องอะไรกับอนาคตกึ่งหนึ่งของซาลาเปาน้อยเช่นเ้าด้วยเล่า?”
เซียวจื่อหลงบิดตัวไปมาอย่างขวยเขินใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำ พูดเสียงอุบอิบว่า
“เงื่อนไขข้อหนึ่งของเสด็จพ่อก็คือบุตรสาวคนโตของเสด็จอาหญิงต้องแต่งให้หลงเอ๋อร์ดังนั้นรูปโฉมของท่านอ๋องผู้นั้นสำคัญยิ่งหลงเอ๋อร์ไม่อยากแต่งสตรีอัปลักษณ์เข้ามา”
จวินเซี่ยวอวิ๋นฟังแล้วก็นิ่งขึงตะลึงงันนางยังไม่ทันได้แต่งงานเลยนะ คุยเื่เช่นนี้ในตอนนี้ใช่เร็วไปหรือไม่?
“แค่กๆอ่า...ไท่จื่อน้อยไม่กังวลบ้างหรือบางทีเหิงเอ๋อร์กับเสด็จอาหญิงของเ้าอาจไม่มีวาสนามีบุตรสาวด้วยกันก็เป็ได้เช่นนี้ดีหรือไม่ เรามีองค์หญิงคนหนึ่ง เพิ่งอายุได้ห้าเดือน ทั้งยังถือกำเนิดจากเสียนเฟยสกุลหนิงนางรูปโฉมงดงามยิ่ง จึงให้กำเนิดองค์หญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูนักเ้าเปลี่ยนมาหมั้นหมายกับนางดีหรือไม่?”ซุ่นจงฮ่องเต้ฉวยจังหวะหยั่งเชิงเพื่อเกี่ยวดองอีกชั้นทันที
จวินเซี่ยวอวิ๋นพยักหน้าสนับสนุนอย่างเห็นด้วยทันทีอย่างน้อยอนาคตของบุตรสาวที่ยังไม่มีวี่แววถือกำเนิดของนาง ก็ควรเติบโตเพื่อมีทางเลือกของตนเองมิใช่เป็หมากในกระดานของใคร
แต่ไท่จื่อน้อยเด็ดเดี่ยวยิ่งนักด้วยถูกพระบิดากำชับแกมข่มขู่มาเป็อย่างดีจึงลุกขึ้นประสานมือทูลตอบซุ่นจงฮ่องเต้อย่างขึงขังเต็มไปด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องตามครรลองฟ้าดิน
“ขอพระราชทานอภัยฝ่าากระหม่อมเป็ไท่จื่อแห่งแคว้นเว่ย ย่อมคิดการณ์ต่างๆเพื่ออนาคตของแคว้นเว่ยเป็สำคัญ สามสิบเจ็ดปีก่อนแคว้นเว่ยเกิดเหตุจลาจลภายในทำให้จวิ้นจู่ผู้หนึ่งต้องถือกำเนิดและจบชีวิตในแคว้นอู๋ยี่สิบเอ็ดปีต่อมาจวิ้นจู่ผู้นั้นให้กำเนิดธิดาเปี่ยมสติปัญญามากความสามารถอายุเพียงแปดขวบปีก็รับ่ดูแลกิจการค้าของตระกูลมารดาในเวลาหกปีสามารถขยายกิจการจนยิ่งใหญ่ยากหาผู้ใดเทียบเคียงแคว้นเว่ยของกระหม่อมขาดทุนมากพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวกำไรคืนเสียทีดังนั้นกระหม่อมต้องแต่งกับสตรีที่เสด็จอาหญิงให้กำเนิดเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
ซุ่นจงฮ่องเต้ฟังจนตะลึงลานไปแล้วเดิมทีพระองค์ก็เพียงหมายหยั่งเชิงเท่านั้นไม่คิดว่าไท่จื่อน้อยจะยืนกรานเสียงแข็งถึงเพียงนี้
นี่หรือคือเด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบปี?สามารถเข้าใจเื่ราว พูดจาโน้มน้าวด้วยเหตุและผลจนมิอาจหาข้อโต้แย้งได้จริงๆ
เพียงแต่พระองค์ทรงไม่เข้าพระทัยอยู่บ้างฮ่องเต้แคว้นเว่ยทรงอาศัยอะไรจึงมั่นใจนักว่าเปี่ยวเม่ยของตนจะให้กำเนิดบุตรสาวแน่นอน
ควรรู้ว่าการให้กำเนิดบุตรชายหญิงนั้น ล้วนอาศัยความเมตตาจากเทพประทานหาไม่ไหนเลยจะยังมีครอบครัวที่สิ้นไร้บุตรชายให้กำเนิดแต่บุตรสาวอยู่อีก
“ไท่จื่อน้อยหากพวกเขาสามารถให้กำเนิดเพียงบุตรชายเล่า?เ้าไยมิใช่ต้องรอต่อไปไม่รู้จบหรืออย่างไร?”
เซียวจื่อหลงยิ้มอย่างกระหยิ่มใจเพราะนี่เป็ความลับของราชวงศ์แคว้นเว่ย ไม่อาจบอกต่อคนนอกโดยเด็ดขาด
“ฝ่าาไม่จำเป็ต้องกังวลพระทัยพ่ะย่ะค่ะเื่เล็กน้อยเช่นนี้ไม่คู่ควรให้ต้องใส่พระทัยเลย หลังอภิเษกไปแล้วสามปีหากเสด็จอาหญิงยังไม่อาจให้กำเนิดบุตรสาวเช่นนั้นทางแคว้นเว่ยย่อมมีหนทางจัดการเองแต่หากภายในสามปีนี้เสด็จอาหญิงยังไม่มีบุตรสักคน นั่นจึงเป็สิ่งที่น่ากังวลพระทัยอย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเซี่ยวอวิ๋นเริ่มยิ้มไม่ออกนางเป็เชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งของแคว้นเว่ย ย่อมเข้าใจ ‘หนทาง’ นั้นดีเพียงแต่เหตุใดคนทั้งสองจึงให้ความสำคัญกับเื่นี้นักเล่า?เช่นนี้ใช่จะเกินไปแล้วหรือไม่?
“อ้อ…อ่ะแฮ่ม เช่นนั้นนอกจากเื่นี้แล้วไม่ทราบว่าทางแคว้นเว่ยยังมีเงื่อนไขอะไรอีก”
ซุ่นจงฮ่องเต้เหลือบพระเนตรไปเห็นอนุชาก้าวเดินดุ่มๆมาพร้อมกับจวินมู่ฉานผ่านบานหน้าต่างที่เปิดกว้างจึงรีบเบี่ยงเบนประเด็นไปเื่อื่นทันที
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าาน่าจะทรงทราบดีอยู่แล้ว บุรุษแคว้นเว่ยถือธรรมเนียมหนึ่งสามีหนึ่งภรรยาอย่างเคร่งครัดดังนั้นอี้ชินอ๋องจะต้องแต่งเสด็จอาหญิงเพียงผู้เดียว ไม่อาจมีสตรีอื่นเด็ดขาด!”
ข้อเรียกร้องนี้เกี่ยวพันกับความสุขชั่วชีวิตของจวินเซี่ยวอวิ๋นฮ่องเต้แคว้นเว่ยจึงให้ความสำคัญเป็พิเศษ หากทางแคว้นอู๋ไม่สามารถยอมรับได้ก็ต้องยกเลิกการอภิเษกครั้งนี้เท่านั้น
“ข้อนี้เปิ่นหวางไม่มีอันใดขัดข้องเพียงแต่ไท่จื่อน้อยต้องถกเหตุผลกับองค์หญิงเอาเองว่า เหตุใดจึงประสงค์ให้เปิ่นหวางแต่งฉินเยว่หนิงบุตรสาวเ้ากรมการคลังเป็พระชายารอง”
น้ำเสียงเย็นะเืที่ดังมาก่อนตัวของหวงฝู่เหิงทำให้จวินเซี่ยวอวิ๋นสะดุ้งเฮือกด้วยความหวั่นเกรง รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันทีไฉนปีศาจทมิฬผู้นี้จึงมาได้ถูกจังหวะเหลือเกิน
ซุ่นจงฮ่องเต้หันมองอนุชาที่เพิ่งก้าวเข้ามาทีหนึ่งก่อนหันมามองจวินเซี่ยวอวิ๋นที่นั่งกระอักกระอ่วนอยู่ทีหนึ่งไม่เข้าใจว่านางกำลังคิดอะไรอยู่จึงจะให้ว่าที่สามีของตนรับสตรีอื่นเข้าตำหนักเช่นนี้
หวงฝู่เหิงเดินเข้ามาโดยมีจวินมู่ฉานเดินตามหลังมาครึ่งก้าว ทั้งคู่ถวายบังคมซุ่นจงฮ่องเต้พร้อมกันก่อนแยกไปนั่งอีกทางหนึ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกดดันเซียวจื่อหลงจ้องมองบุรุษรูปโฉมไม่ธรรมดาที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งเดิมของตนไม่วางตาปากเล็กๆ เอ่ยขึ้นอย่างอดใจไม่อยู่ ั์ตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ท่านคืออี้ชินอ๋องที่ดวงซวยถูกเสด็จอาหญิงล่อลวงมาอภิเษกด้วยผู้นั้นกระมัง?ท่านมีรูปโฉมประหนึ่งหยกสลักเช่นนี้ว่าที่ชายาที่ยังไม่ถือกำเนิดของเปิ่นไท่จื่อย่อมมิใช่สตรีอัปลักษณ์เป็แน่อี้ชินอ๋อง เปิ่นไท่จื่อถูกใจท่านยิ่งนัก!!”
บรรยากาศกดดันที่หวงฝู่เหิงเพิ่งสร้างขึ้นมาพลันถูกพลังทำลายล้างอันแข็งแกร่งของเซียวจื่อหลงทำลายลง แตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี