ปากบอกเวียนหัวแต่จมูกยังไม่ยอมละออกจากสาบเสื้อ แอบดมซ้ำอีกรอบตรงอกเสื้อซะอย่างนั้นขณะที่กำลังเคลิ้มจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น! เป็สายจาก "ภัทร" เพื่อนสนิท ภาคินสะดุ้งโหยงรีบปล่อยเสื้อแทบไม่ทันราวกับคนโดนจับโป๊ะคดีร้ายแรง
ภัทร (ในสาย): "เออไอ้คิน เคสลูกความมึงที่หึงน้องข้างบ้านน่ะ เป็ไงบ้างวะ?มึงเคลียร์ใจยัง?"ภาคินรีบปรับเสียงให้เข้มนิ่ง ขรึม ทันที
ภาคิน: "เคลียร์อะไร?ไร้สาระ กูทำงานอยู่... แล้วเคสที่มึงพูดถึงน่ะ ไม่มีอะไรหรอกลูกความกูเขาแค่... แค่เพ้อเจ้อไปเอง แค่นี้นะกูจะนอน!"
ภาคินกดตัดสายเพื่อนทันทีทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมโปง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่เสื้อเชิ้ตสีขาวกลิ่นแป้งเด็กตัวนั้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าที่เขาพยายามซ่อนมาตลอดข้ามคืน
คืนนั้น คุณพี่ใจร้ายนอนหลับฝันดี และในฝันก็มีแต่หน้ายัยตัวแสบเต็มไปหมด!
++++++++++
จับโป๊ะเสื้อกลิ่นแป้งเด็ก
เมื่อยัยตัวแสบจับไต๋คนคลั่งรักหลังจากเหตุการณ์ห้องซักผ้าผ่านไปหนึ่งสัปดาห์พิมพ์นลิน สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ปกติแล้ว ภาคินเป็ทนายความมาดเนี้ยบที่มีเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวเรียงรายเต็มตู้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัวและเขาจะไม่ใส่เสื้อซ้ำกันเลยในหนึ่งสัปดาห์
แต่วันนี้ภาคินเดินเข้ามาในเต็นท์ชั่วคราวมูลนิธิด้วยท่าทีนิ่งขรึมเหมือนเดิมทว่าพิมพ์นลินยิ้มกริ่มทันทีที่เขาเดินผ่าน เพราะกลิ่น แป้งเด็กซากุระที่เธอใช้ซักเสื้อให้เขาวันนั้นลอยเตะจมูกโชยมาแต่ไกล แถมเธอยังจำรอยยับเล็ก ๆตรงตะเข็บแขนเสื้อที่เธอรีดพลาดได้แม่นยำ!
นี่มันเสื้อตัวเดิมที่เธอซักให้ชัดๆ และในรอบสัปดาห์นี้เขาใส่ตัวนี้ไปแล้วถึง 3 วัน!
แผนต้อนเสือให้จนมุม เกมจิตวิทยาของพิมพ์นลิน หญิงสาวแกล้งเดินถือแก้วน้ำแดงมะนาวโซดาไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามภาคินที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารคดีอย่างเคร่งเครียดพิมพ์นลินจ้องเสื้อเชิ้ตตรงหน้าอกของเขาตาไม่กระพริบ จนภาคินเริ่มรู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นมาทำหน้านิ่งใส่
ภาคิน: "จ้องอะไรขนาดนั้นนลิน?หน้าพี่มีอะไรติดอยู่หรือไง"
พิมพ์นลินยิ้มเ้าเล่ห์เท้าคางมอง
พิมพ์นลิน: "หน้าพี่คินไม่มีอะไรติดหรอกค่ะ...แต่นลินกำลังคิดว่า เสื้อเชิ้ตขาวของพี่คินเนี่ย คลาสสิกดีนะคะ ใส่แล้วดูดี๊ดูดีดูดีจน... ใส่บ่อยเป็พิเศษเลยเนอะ่นี้"
ภาคินชะงักไปนิดนึงแต่ยังรักษามาดนิ่ง
ภาคิน: "พี่มีเสื้อเชิ้ตขาวเยอะแยะเธอก็รู้ มันก็เหมือน ๆ กันหมดแหละ"
พิมพ์นลิน: "เหมือนกันหมดเหรอคะ?แต่ตัวนี้มันพิเศษตรงที่...มันมีกลิ่นแป้งเด็กซากุระติดอยู่ด้วยนี่นา! แถมตรงปลายแขนซ้ายยังมีรอยรีดจีบเบี้ยวๆ ฝีมือนลินอยู่เลย... พี่คินคะแฟชั่นใหม่ของทนายความยุคนี้คือใส่เชิ้ตตัวเดิมซ้ำสัปดาห์ละสามวันเหรอคะ? หรือว่า... ที่บ้านพี่คินน้ำไม่ไหลจนไม่ได้ซักผ้า?"
คำทักของนลินทำเอาภาคินสติหลุดถึงกับเบิกตากว้างเลิ่กลั่กจนเผลอทำปากกาในมือร่วงหล่นลงพื้น ภาคินรีบก้มลงไปเก็บเพื่อหลบสายตารู้ทันของพิมพ์นลินหูและคอของคนปากแข็งเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มทันที ภาคินรีบเอามือจับปกเสื้อตัวเองขึ้นมาปิดแก้เขิน ภาคินพูดรัวเร็วกว่าปกติ เสียงสูงขึ้นนิดนึง
ภาคิน: "พะ...เพ้อเจ้ออะไรยัยแสบ! พี่หยิบผิด! ตู้เสื้อผ้าพี่มันมืด ตอนเช้ารีบ ๆก็เลยคว้ามาโดนตัวนี้เฉย ๆ หรอก!
พิมพ์นลิน: "หยิบผิดรอบแรกพอเข้าใจค่ะแต่หยิบผิดรอบที่สามในเจ็ดวันเนี่ย... ตู้เสื้อผ้าพี่คินไม่มีไฟหรือใจพี่คินมันคิดถึงคนซักเสื้อตัวนี้กันแน่คะ? แหม... แอบดมเสื้อที่นลินซักให้ใช่ไหมล่ะ สารภาพมาซะดี ๆ!"
พิมพ์นลินแกล้งขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ยื่นหน้าเข้าไปสูดดมกลิ่นใกล้ ๆ แขนเสื้อของภาคินเพื่อล้อเลียน ภาคินใจเต้นรัวจนแทบะเิ ร่างสูงลุกพรวดขึ้นทันทีจนเก้าอี้เลื่อนไถลส่งเสียงบาดหู ทำเอาเ้าหน้าที่มูลนิธิและหมอทิวากรหันมามองเป็ตาเดียว
ภาคินหน้าร้อนผ่าวจนแดงแป๊ดพูดขู่เสียงเข้มกลบความอาย
ภาคิน: "นลิน!หยุดพูดเหลวไหลแล้วไปทำงานเลยนะ! ถ้ายังไม่หยุดพร่ำเพ้อ พี่จะยึดโทรศัพท์เธอ แล้วจะฟ้องแม่เธอด้วยว่าเธอรังแกพี่!
พิมพ์นลินหัวเราะร่าชอบใจที่ทำลายมาดเข้มของพี่ชายได้สำเร็จ
พิมพ์นลิน: "โอ๊ยย...ฟ้องแม่ด้วย เด็กน้อยมากค่ะคุณพี่ใจร้าย! ไปก็ได้ค่ะ...แต่ทีหลังถ้าอยากได้กลิ่นนลินชัด ๆ ไม่ต้องแอบดมเสื้อหรอกนะคะ...เดินมาดมตรงนี้ก็ได้ นลินไม่คิดเงิน!"
พิมพ์นลินชี้ไปที่แก้มตัวเองพร้อมส่งสายตาวิบวับสะใจก่อนจะวิ่งหนีตัวปลิวไปช่วยงานหมอทิวากร ทิ้งให้ภาคินยืนแข็งทื่อ มือไม้สั่นหน้าแดงก่ำปานลูกตำลึงสุก ภาคินได้แต่ดึงเสื้อเชิ้ตขึ้นมาบังหน้าตัวเองแล้วสบถเบาๆ ในใจ
‘ยัยเด็กบ้า... แสบนักนะ ฝากไว้ก่อนเถอะ ยอมรับก็ได้ว่าดม!แต่ใครจะไปกล้าดมแก้มเธอตรง ๆ วะ!’
แต่ในใจแอบคิดภาพตามจนเขาเขินหนักกว่าเดิมไปอีก
++++++++++
สายฝนยามค่ำคืนพัดกระหน่ำจนไฟฟ้าทั่วทั้งบ้านพักรับรองของมูลนิธิที่ชาวบ้านในหมู่บ้านจัดไว้ให้ดับพรึบลง ทิ้งความมืดมิดและเสียงลมกรรโชกแรงเอาไว้เื้ั
ในห้องคลังเก็บของที่อยู่ลึกที่สุดพิมพิกาชะงักมือจากกองเอกสาร ความมืดสนิททำให้เธอมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง หญิงสาวพยายามคลำทางจะเดินไปที่ประตูทว่าเสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ที่ผ่าลงมาใกล้ ๆ ทำเอาเธอก้าวถอยหลังด้วยความใ ขาเรียวสะดุดเข้ากับมุมลังกระดาษหนาจนเสียหลักหงายหลังเกือบล้มลงเพราะเสียการทรงตัว
"ว้าย!"
ทว่า ... แรงกระชากวูบหนึ่งดึงต้นแขนของเธอไว้แน่นพร้อมกับอ้อมแขนแกร่งที่สอดเข้ามารัดเอวบางเอาไว้ได้ทันท่วงที
ทิวากรที่เพิ่งเดินถือไฟฉายเข้ามาตรวจความเรียบร้อยกอดประคองเธอไว้มั่นแรงเฉื่อยทำให้ร่างของพิมพิกาถลาเข้าไปซบกับแผ่นอกกว้างของแพทย์หนุ่มอย่างเต็มแรง
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ประจำตัวเขาผสมกับกลิ่นไอฝนลอยเข้าแตะจมูก ไฟฉายในมือหมอหนุ่มร่วงลงบนพื้นสาดแสงสีส้มสลัวขึ้นมากระทบใบหน้าของทั้งคู่สองสายตาสบประสานกันในระยะห่างเพียงไม่ถึงคืบ
"เจ็บตรงไหนไหมครับคุณพาย"
ทิวากรถามเสียงนุ่มลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดตรงหน้าผากมนจนพิมพิการู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังเต้นผิดจังหวะ
"มะ...ไม่เจ็บค่ะหมอกรปล่อยพายก่อนก็ได้ค่ะ"
พิมพิกาหน้าร้อนผ่าวพยายามขยับตัว ขืนตัวเบา ๆ แต่หมอหนุ่มกลับไม่ยอมคลายอ้อมแขนแถมยังกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด
"อยู่นิ่งๆ ก่อนเถอะครับ ไฟดับแบบนี้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าจะเจ็บตัวเอา"
ทิวากรประคองเธอไปนั่งพักที่ม้านั่งไม้ตัวยาวในห้อง แต่เขากลับขยับลงมานั่งซ้อนข้าง ๆโดยไม่ยอมปล่อยมือบางให้เป็อิสระ