สถานที่จัดการแข่งขันคือ โรงเรียนประจำตำบลสำราญ ห่างจากตลาดเก่าเพียงไม่กี่กิโลเมตรเสียงจอแจของผู้คนดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณลานอเนกประสงค์ของโรงเรียนถูกเนรมิตให้กลายเป็สมรภูมิอาหารขนาดใหญ่มีเต็นท์สีขาวเรียงรายเป็แถวยาว บรรจุเคาน์เตอร์ทำอาหารที่ทันสมัยกว่าเดิมไทเดินเข้าสู่พื้นที่การแข่งขันด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่แววตาของเขายังคงมุ่งมั่น
“นั่นไง! ไอ้เด็กบ้านนอกที่ชนะฟลุ๊กมาจากตลาดเก่า!” เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อไทเดินผ่านกลุ่มผู้เข้าแข่งขันพวกเขามองไทด้วยสายตาเหยียดหยาม
“หน้าตาซื่อๆอย่างนี้ คิดว่าจะมาถึงระดับตำบลได้จริงๆ เหรอวะ?” อีกคนเสริม“ดูท่าทางแล้วคงไม่เคยเห็นกะทะไฟฟ้า!”
ไทเมินเฉยต่อคำพูดเ่าั้เขาสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่ดูเรียบง่าย แต่สะอาดสะอ้าน บ่าของเขาแบกเป้เก่าๆที่บรรจุสมุดบันทึกของพ่อไว้ เขาก้าวเดินไปประจำที่ของตัวเองอย่างสงบ
“โธ่เอ๊ย! รอบนี้คงได้เห็นของจริงแล้วล่ะมั้ง!” เสียงเจ๊น้อยอดีตคู่แข่งจากรอบที่แล้วดังขึ้น เธอจ้องมองไทด้วยสายตาไม่พอใจ“คราวที่แล้วแกคงจะโชคดีจริง ๆ นั่นแหละ! แกงเขียวหวานใคร ๆก็ทำอร่อยได้!”
ไทหันไปมองเจ๊น้อยเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ชัดเจน “แล้วเจ๊...มาทำอะไรที่นี่ครับ? ผมนึกว่าเจ๊จะเก่งจนไม่ต้องมาแข่งระดับตำบลแล้ว”
คำพูดของไททำให้เจ๊น้อยชะงักสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็แดงก่ำด้วยความโกรธแค้น “แก! ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! รอให้แกตกรอบไปก่อนเถอะฉันจะหัวเราะให้ฟันร่วง!”
เสียงหัวเราะคิกคักจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่นดังขึ้นทำให้เจ๊น้อยยิ่งโมโห แต่ไทกลับยิ้มมุมปากเล็กน้อยนั่นเป็ครั้งแรกที่เขาตอบโต้ด้วยคำพูด และมันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
พิธีกรประจำการแข่งขันระดับตำบลก้าวขึ้นเวทีด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง“ขอต้อนรับทุกท่านสู่การแข่งขันทำอาหารระดับตำบลครั้งยิ่งใหญ่! สำหรับเมนูในรอบนี้...คือ ‘ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์’ และเราจะให้เวลาทุกท่าน 75 นาที!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็เมนูที่ต้องใช้เทคนิคหลายอย่าง ทั้งการเตรียมไก่การผัดให้แห้งและหอม การทอดเม็ดมะม่วงให้กรอบกำลังดี และการจัดจานให้สวยงาม
ไทมองไปยังวัตถุดิบที่จัดเตรียมไว้ให้พลางนึกถึงคำสอนของพ่อ “การทำอาหารที่แท้จริงคือการผสมผสานสิ่งที่ไม่เข้ากันให้กลมกลืน”
คู่แข่งหลายคนเริ่มลงมือทันทีแต่ไทกลับยืนนิ่ง เขาสูบหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลงชั่วครู่ราวกับกำลังใช้ััภายในเพื่อทำความเข้าใจกับวัตถุดิบตรงหน้า
“มันทำอะไรของมันวะ? ยืนหลับกลางอากาศรึไง?” ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็เต็งหนึ่งของรอบนี้เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจเขามีชื่อว่า “เชฟภูมิ” เป็เชฟจากร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัด
ไทลืมตาขึ้นดวงตาของเขาฉายแววแน่วแน่ เขาสังเกตเห็นไก่ที่จัดเตรียมไว้ให้ ไม่ใช่ไก่สดใหม่เท่าที่ควรจะเป็แต่เขารู้จักวิธีแก้ไข เขานำไก่ไปล้างน้ำเกลือเบาๆเพื่อขจัดกลิ่นคาวและทำให้เนื้อไก่นุ่มขึ้น ซึ่งเป็เทคนิคที่เชฟคนอื่นไม่สนใจจะทำ
จากนั้นเขาค่อยๆ สไลด์เนื้อไก่เป็ชิ้นบางพอดีคำ หมักกับซอสปรุงรสบางเบาเพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมตามธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งมากเกินไปเขาทอดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในน้ำมันร้อนจัดจนเหลืองทองกรอบนอกนุ่มในก่อนจะนำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
ขณะที่เชฟคนอื่นๆกำลังผัดไก่ด้วยไฟแรงเพื่อให้สุกเร็วที่สุด ไทกลับเลือกใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อนผัดไก่จนสุกกำลังดี เคลือบด้วยซอสที่เขาปรุงขึ้นเองจากซอสหอยนางรม น้ำปลาน้ำตาลปี๊บ และน้ำส้มสายชูหมักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ เขาใส่มะเขือเทศหอมใหญ่ และพริกหวานหลากสีลงไปผัดคลุกเคล้าก่อนจะใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ทอดไว้ลงไปคลุกเคล้าเป็ลำดับสุดท้ายเพื่อให้เม็ดมะม่วงยังคงความกรอบ
กลิ่นหอมของไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากเคาน์เตอร์ของไทเริ่มลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณมันเป็กลิ่นที่แตกต่างจากคู่แข่งคนอื่น กลิ่นที่หอมอบอวล ชวนให้ลิ้มลอง
“กลิ่นอะไรน่ะ? ทำไมมันหอมแปลกๆ?” กรรมการคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“นั่นมัน...กลิ่นหอมจากการผัดที่ควบคุมไฟได้ดีนี่นา”กรรมการอีกคนเสริม “ไก่ก็ดูชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งกระด้างเลย”
เชฟภูมิที่กำลังผัดไก่ของตัวเองอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองไทด้วยความประหลาดใจแววตาของเขาเปลี่ยนจากความดูถูกเป็ความสงสัยอย่างชัดเจน“เด็กนี่...มันไม่ได้ฟลุ๊กจริงๆ ด้วย”
ไทจัดจานไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของเขาอย่างเรียบง่ายแต่สวยงามโรยหน้าด้วยผักชีและพริกแดงหั่นเฉียงเล็กน้อย สีสันที่ตัดกันของไก่สีน้ำตาลทองเม็ดมะม่วงสีเหลืองอ่อน และผักหลากสี ทำให้จานดูน่ารับประทานอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นหมดเวลาไทส่งจานของเขาให้กรรมการด้วยสีหน้าปกติ
กรรมการเริ่มชิมอาหารทีละจานจนกระทั่งมาถึงจานของไท
กรรมการคนแรกตักไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์เข้าปากสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็ทึ่งในทันที “รสชาติกลมกล่อมมาก! ไก่นุ่มกำลังดี เม็ดมะม่วงยังกรอบและซอสก็ซึมซับเข้าเนื้อ”
“ยอดเยี่ยมมาก!” กรรมการคนที่สองเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น“นี่เป็ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่แตกต่างจากที่เคยลิ้มลองมาทั้งหมด! มันมีความลึกซึ้งของรสชาติที่หาได้ยาก!”
กรรมการคนที่สามผู้เฒ่าผู้แก่หลับตาพริ้มอีกครั้ง เขาชิมอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง “เด็กคนนี้...มีพร์ที่แท้จริง!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วโรงเรียนเมื่อกรรมการประกาศคะแนน ไทได้รับคะแนนสูงที่สุดในรอบนี้ทำให้เขาก้าวเข้าสู่รอบต่อไปได้อย่างสง่างาม
เสียงปรบมือดังสนั่นพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาที่เปลี่ยนไป จากการดูถูกกลายเป็ความทึ่งและสงสัย
“มันไม่ใช่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆแล้วนะเว้ย!”
“ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่ๆ!”
เชฟภูมิเดินเข้ามาหาไทที่กำลังเก็บอุปกรณ์ทำอาหารด้วยสีหน้าที่จริงจัง“นาย...เป็ใครกันแน่?”
ไทหันมาสบตาเชฟภูมิดวงตาของเขายังคงนิ่งสงบ “ผมก็แค่...คนทำอาหารคนหนึ่งครับ”
“ฉันไม่เชื่อ” เชฟภูมิยิ้มเยาะ“เด็กอย่างนายไม่มีทางเก่งขนาดนี้ได้ด้วยตัวเองแน่ๆ ต้องมีเื้ัอะไรบางอย่าง”
ไทไม่ได้ตอบโต้คำพูดนั้นเขายังคงเก็บงำความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใน
ในขณะที่ไทกำลังเดินออกจากบริเวณแข่งขันท่ามกลางผู้คนที่เริ่มให้ความสนใจเขามากขึ้นเรื่อยๆก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เขา เขาเป็ชายสูงวัย แต่งกายสุภาพ ใบหน้าคมคายดวงตาฉายแววฉลาดและลึกลับ
“ยินดีด้วยนะพ่อหนุ่ม”ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล “ฝีมือของเ้า...ไม่ธรรมดาจริงๆ”
ไทหยุดเดินหันไปมองชายแปลกหน้าคนนั้นด้วยความสงสัย “ขอบคุณครับ”
“ข้าชื่อ ‘อาจารย์คง’” ชายคนนั้นแนะนำตัว“ข้าติดตามดูการแข่งขันของเ้ามาั้แ่รอบแรกแล้วและข้าเห็นบางอย่างในตัวเ้า...บางอย่างที่หายากยิ่งนัก”
“อะไรครับ?” ไทถามด้วยความอยากรู้
อาจารย์คงยิ้มบางๆ“พร์...และ เพลิงแค้น ในดวงตาของเ้า”
คำพูดของอาจารย์คงทำให้ไทชะงักงันเขาไม่คิดว่าจะมีใครมองเห็นความลับที่เขาเก็บซ่อนไว้ในใจ
“พ่อหนุ่ม”อาจารย์คงเอื้อมมือมาแตะบ่าไทเบาๆ“ถ้าเ้าอยากค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อของเ้า...และถ้าเ้าอยากปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของตัวเอง...จงมาหาข้าที่โรงเรียนสอนทำอาหาร ‘รสมหาสมุทร’ ที่กรุงเทพฯ”
อาจารย์คงยื่นนามบัตรสีเข้มใบหนึ่งให้ไทบนนั้นมีที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียนสอนทำอาหารแห่งหนึ่งไทรับนามบัตรมาด้วยความรู้สึกสับสนเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่ราวของพ่อได้ถึงขนาดนี้
“ที่นั่น...เ้าจะได้พบกับคำตอบที่เ้ากำลังตามหา”อาจารย์คงพูดทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็วกลืนหายไปในฝูงชนอย่างเงียบงัน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ไทมองนามบัตรในมือสลับกับมองไปทางที่อาจารย์คงจากไป หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนนี่คือเบาะแสใหม่...เบาะแสที่อาจจะนำพาเขาไปสู่ความจริงที่ซ่อนเร้นและสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้นที่แท้จริง