เมื่อความรื่นเริงจบลงชาวบ้านต่างแยกกันกลับบ้าน คนบ้านเจียงต่างได้รับคำปลอบโยน
จ้าวลู่ชิงนับถือน้ำใจคนในหมู่บ้านซานเป่ยที่ช่วยเหลือเป็น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งครอบครัวที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ยังเข้ามาให้การปลอบโยนมิได้หัวเราะเยาะ หากเป็เมืองหลวงอย่างฉางอันถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ชื่อเสียงสตรีที่ถูกสาดน้ำสกปรกใส่คงเสียหายจนไม่สามารถออกนอกบ้านพบปะผู้คนได้
“เ้าจะนั่งอยู่ที่นี่อีกนานหรือไม่ ยกเก้าอี้กลับไปคืนได้แล้ว” จ้าวหยางดุบุตรสาว
“ท่านพ่อ” เผยรอยยิ้มน่ารักจนคนเป็บิดาไม่กล้าดุอีก “ข้าขอเข้าไปปลอบโยนคนบ้านเจียงก่อนนะเ้าคะ”
จ้าวลู่ชิงลุกไปต่อแถวปลอบใจเจียงเหมยและคนในครอบครัว “หากเ้าว่างก็ไปเล่นกับข้าที่บ้านได้” ตบหลังมือให้กำลังใจ
“หากข้าว่างจะไปเล่นกับเ้า” เจียงเหมยส่งยิ้มให้กับสหาย “ข้าขอบใจเ้ามาก สำหรับความช่วยเหลือ”
“ข้าไม่ได้ทำอันใดเลย แค่มาชมความสนุกเท่านั้น เ้าอย่าคิดมาก ชาวบ้านล้วนไม่เชื่อน้ำสกปรกที่พวกนั้นสาดออกมา”
“ข้าไม่สนใจคนหมู่บ้านอื่นหรอกนะ ข้าจะแต่งงานกับคนหมู่บ้านซานเป่ยเท่านั้น” เจียงเหมยมิได้สนใจน้ำสกปรกที่มารดาของหรงซิ่วจะสาดใส่นาง คนนอกหมู่บ้านจะเข้าใจผิดก็ช่าง ขอเพียงคนในหมู่บ้านเข้าใจก็เพียงพอแล้ว
“เ้าเป็คนที่เข้มแข็งมาก ว่าแต่เ้าถูกใจบุรุษบ้านใด”
“ข้ายังไม่คิดเื่นั้น” บิดตัวขวยเขิน แก้มแดงเป็ผลอิงเถาเมื่อกล่าวถึงเื่บุรุษ
“ชิงเอ๋อร์เอาเก้าอี้ไปคืนได้แล้ว” จ้าวหยางส่งเสียงเตือน
“ข้าไปก่อนนะ ต้องเอาเก้าอี้ไปคืนท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน”
“เ้ารีบเอาเก้าอี้ไปคืนเถิด ระวังโดนภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านดุเอาได้”
“ข้าไม่กลัว” หยิบเก้าอี้วิ่งไปคืน จากนั้นก็เดินกลับบ้านกับท่านพ่อของนางที่คุยธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางเดินกลับชาวบ้านก็ทักทายพูดคุยอย่างสนิทสนม
จ้าวหยางเพิ่งรู้ว่าบุตรสาวอัธยาศัยดีถึงเพียงนี้ แต่เล็กจนโตนางจมอยู่กับการฝึกวรยุทธ์และตำรา ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดนอกจากคนในครอบครัว โตขึ้นมาสักหน่อยก็ต้องแสร้งป่วยทำตัวเป็กระโถนยาเพื่อไม่ให้ถูกดึงเข้าไปยุ่งกับคนในราชวงศ์
เหลือบตาพินิจใบหน้างามของบุตรี ดวงตาสดใสดั่งน้ำค้างกลางเวหา ใบหน้างามราวกับเทพธิดา ผิวพรรณขาวเนียนดุจหิมะนุ่มดั่งแพรไหม เฮ้อ! บุตรสาวตนงดงามเกินไปแล้ว
จ้าวลู่ชิงเดินเคียงข้างบิดากลับบ้าน กล่าวทักทายชาวบ้านที่รู้จักและไม่รู้จักด้วยความสดใส
---------------------------------------
โต๊ะเก้าอี้ถูกตั้งวางไว้หน้าประตูบ้าน จ้าวลู่ชิงก้าวเท้าออกมาจากประตูบ้านก็เห็นชาวบ้านต่างแบกตะกร้าเปลือกชวนหวงป้อต่อแถวยาวเหยียด
“นางนัดปลายยามเฉิน ชาวบ้านมารอั้แ่เมื่อไหร่กัน”
“เสี่ยวชิง ข้ามาเป็คนแรก”
จ้าวลู่ชิงส่งยิ้มให้หญิงชราคนเมื่อวานที่บอกว่าจะมาเข้าแถวเป็คนแรก นางเดินเข้าไปตรวจสอบความแห้งของเปลือกไม้ พอเห็นว่าแห้งตรงตามที่กำหนดก็ให้บ่าวรับใช้ชั่งน้ำหนัก
ซูเจินนั่งเตรียมพร้อมจ่ายเงิน ส่วนซูเซียงเดินตามหลังจ้าวลู่ชิงไม่ห่าง เมื่อคืนจ้าวลู่ชิงเล่าความสนุกที่ได้พบเจอทำให้ซูเซียงเสียดายที่พลาดชมความสนุกจึงคอยเดินตามติด กลัวว่าตนเองจะพลาดชมความสนุกอีก
“เ้าตรวจสอบความแห้งของเปลือกชวนหวงป้อ”
“เ้าค่ะ” ซูเซียงตรวจสอบความแห้งตามที่ได้รับมอบหมาย
“เปลือกชวนหวงป้อจำนวนห้าสิบจิน จินละสิบสามเหวิน ทั้งหมดเป็เงิน หกร้อยห้าสิบเหวินเ้าค่ะ” ซูเจินยื่นเงินให้กับชาวบ้านที่นำเปลือกไม้มาแลกเงินเป็รายแรก
หญิงชรายื่นมือสั่นเทามารับเงินด้วยความดีใจ ขึ้นไปลอกเปลือกไม้เพียงวันเดียวก็ได้เงินถึงหกร้อยห้าสิบเหวิน ช่างดีอะไรเยี่ยงนี้ บุตรชายและหลานรีบเข้ามาห้อมล้อมดูพวงเงิน จากนั้นนางก็เดินกลับบ้าน ให้บุตรชายยืนอยู่บริเวณนี้ต่อ เผื่อว่าคุณหนูบ้านหลังใหญ่้าจ้างให้ทำงานอีก
ชาวบ้านครอบครัวที่อพยพมาจากถิ่นอื่นต่างยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังด้วยความกังวล กลัวว่าเปลือกไม้ของพวกตนจะไม่ถูกรับซื้อ
หวังซื่อเห็นเพื่อนบ้านเกิดความกังวลก็ปลอบใจ บุตรสาวกับบุตรชายมาทำงานให้กับคุณหนูจนครอบครัวสามารถกินอิ่มนอนหลับ บุตรของนางบอกว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ใจดี เป็คนรักษาคำพูด ในเมื่อบอกว่าจะรับซื้อเปลือกชวนหวงป้อกับทุกครอบครัวนางก็ต้องทำตามที่พูด ไม่แบ่งแยกว่าเป็คนในหมู่บ้านหรืออพยพมาจากนอกหมู่บ้าน
พอถึงลำดับของหวังซื่อนางกับสามีก็แบกตะกร้าเทเปลือกไม้ใส่กระสอบจากนั้นบ่าวของบ้านจ้าวก็ชั่งน้ำหนัก
“คุณหนู ของบ้านนี้เกินมาเกือบยี่สิบจินขอรับ”
“ท่านป้าหวัง ท่านหัวหน้าหมู่บ้านบอกแล้วมิใช่หรือเ้าคะว่าข้ารับซื้อครอบครัวละห้าสิบจินเท่านั้น”
“เสี่ยวชิงมิต้องกังวล ข้ารับเงินแค่ห้าสิบจินเท่านั้น ที่เหลือข้ายกให้ไม่คิดเงิน” หวังซื่อรีบบอก ที่บ้านพวกนางไม่มีตราชั่งจึงคาดเดาน้ำหนักไม่ถูก
“ท่านป้าเอาส่วนที่เกินมากลับไปก็ได้นะเ้าคะ” นางมิอยากเอาเปรียบผู้ใดมากนักจึงเสนอให้เอากลับ
“ข้าไม่เอากลับ ข้าให้เ้า” ไม่รู้ว่าต้องเอากลับไปทำอันใดจึงยกส่วนเกินให้คนตรงหน้า
“อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจนะเ้าคะ” ของชาวบ้านส่วนใหญ่มีน้ำหนักเกินมาเล็กน้อยนางจึงไม่ได้มีปัญหา หากจ่ายเงินตามน้ำหนักอาจเกิดการไม่พอใจเพราะบางครอบครัวก็ชั่งนำหนักมาพอดีนางจึงต้องยึดตามคำพูดเดิมเพื่อตัดปัญหา ขนาดพี่น้องยังต้องคิดบัญชีให้ละเอียดนับประสาอะไรกับคนนอก
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ” รับพวงเหรียญมาด้วยความดีใจ
ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามสำหรับการรับซื้อเปลือกชวนหวงป้อ จ้าวลู่ชิงเห็นชาวบ้านยืนอยู่ยังไม่ไปไหนก็เลิกคิ้วสงสัย
“พวกท่านยังไม่กลับอีกหรือเ้าคะ”
“พวกเราแค่เพียงอยากถามว่าเ้าจะรับซื้อเปลือกไม้อีกหรือไม่”
“หากข้า้าซื้อเปลือกชวนหวงป้ออีกจะให้คนไปประกาศรอบหมู่บ้านนะเ้าคะ”
“ดี ดี ดี” เสียงชาวบ้านต่างดีใจ
“ห้ามทุกคนไปเก็บมากักตุนไว้นะเ้าคะ หากเก็บไว้นานแล้วมันเก่าเกินไปข้าไม่รับซื้อ อีกอย่างเก็บไว้นานน้ำหนักยิ่งเบา หมู่บ้านเรามีป่าต้นชวนหวงป้อก็จริง หากพวกเราเอาแต่ลอกเปลือกมันมาขายจนต้นทรุดโทรมตายลงในที่สุด หมู่บ้านพวกเราก็จะไม่มีต้นชวนหวงป้ออีกต่อไป
อีกสองอาทิตย์หากพวกท่านขึ้นเขาไปหาของป่าแล้วเจอสมุนไพร พวกท่านสามารถนำมันมาขายให้ข้าได้เช่นกันนะเ้าคะ พวกท่านเห็นกำแพงนี่หรือไม่ ถ้ามีเื่อันใดแจ้งให้ทราบข้าจะนำแผ่นกระดาษมาติดประกาศ หากผู้ใดอ่านไม่ออกจะมีท่านลุงที่คอยเฝ้าประตูชี้แนะ” ชี้ไปยังกำแพงหน้าบ้าน
“ดีเลย” เสียงชาวบ้านต่างดังเซ็งแซ่
“พวกท่านกลับไปได้แล้วเ้าค่ะ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเงินที่ได้รับนะเ้าคะ เจียดเงินไปซื้อของอร่อย ๆ มาให้ลูกหลานทานหน่อยจะเป็ไรไป” กระเซ้าชาวบ้าน จนได้รับสายตาค้อนส่งมาให้
“พวกเราต้องเก็บเงินไว้ฉลองปีใหม่”
“ข้าต้องเก็บไว้เป็สินเดิมให้ลูกสาว”
“ข้าต้องเก็บเงินไว้ให้บุตรชายแต่งลูกสะใภ้”
"ข้าต้องเก็บเงินไว้สร้างบ้านใหม่"
จ้าวลู่ชิงยืนเอามือไพล่หลังมองชาวบ้านที่แต่งตัวซอมซ่อ ชุดซักจนสีซีดเต็มไปด้วยรอยปะชุน ใบหน้าบางคนเหี่ยวย่นเกินวัย
หากไม่เพื่อช่วยชาวบ้านหารายได้ การเป็พ่อค้าคนกลางรับซื้อเปลือกชวนหวงป้อย่อมไม่ได้อยู่ในความสนใจของนาง
จ้าวลู่เสียนเดินตรวจตราดูพื้นที่สำหรับทำการเลี้ยงสัตว์กับผู้ดูแลสวนอย่างจ้าวหนิงเอ๋อ
“ท่านอา เดือนหน้าข้าจะเพิ่มค่าแรงให้กับคนงานเป็สิบห้าเหวิน ต่อวันนะขอรับ” ทุกอย่างกำลังขึ้นราคา หากพวกตนให้ค่าแรงเท่าเดิมคงไม่เป็ผลดี ทุกคนต่างทุ่มเทให้กับการทำงานในสวนผลไม้แห่งนี้เป็อย่างมาก เขากับน้องสาวจึงปรึกษากันว่าจะขึ้นค่าแรงให้คนงาน
ข้าวขาวยังขึ้นราคาจากจินละหนึ่งเหวินเป็จินละสามเหวินในระยะสั้น ๆ ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง
“เ้าพูดจริงหรือไม่”
“พูดจริงขอรับ ส่วนท่านอาข้าจะขึ้นเงินให้เป็เดือนละหนึ่งก้วนขอรับ” ท่านอาผู้นี้ทำงานหนักเพื่อสวนผลไม้มาั้แ่แรกเริ่ม คอยดูแลจัดการทุกอย่างได้เป็อย่างดี สมควรที่จะขึ้นเงินเดือนให้จากปกติได้วันละยี่สิบเหวินเปลี่ยนมาเป็เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่วันละสามสิบกว่าเหวิน
“ขอบคุณมากขอรับ” เดือนละหนึ่งก้วนมิใช่เงินน้อย ๆ เทียบเท่ากับหลงจู๊ในอำเภอ เดิมทีเ้าหนิงเอ๋อเป็ถึงบุตรชายหัวหน้าหมู่บ้าน เขาถูกบิดาส่งไปศึกษาตำราในตำบลั้แ่เด็ก เพราะความไม่เอาไหนจึงสอบไม่ผ่านแม้กระทั่งระดับอำเภอ สอบอยู่หลายปีไม่ผ่านจึงเข้าไปหางานทำในตำบล ทำงานเป็เสี่ยวเอ้อโรงเตี๊ยมอยู่พักใหญ่ก็ไปมีเื่กับบุตรชายเศรษฐีจนถูกไล่ออกก็เลยกลับมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน
คอยทำงานช่วยบิดาและพี่ชาย ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาครึ่งปี หมู่บ้านก็ต้องฮือฮาเมื่อมีขุนนางสูงศักดิ์มาเยือน ขุนนางสูงศักดิ์ผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็คนที่เกิดในหมู่บ้าน ใช้แซ่เดียวกับพวกตน บรรพบุรุษต่างเป็ญาติพี่น้องกัน และยังเป็เพื่อนสนิทั้แ่เด็กของบิดา
การมาเยือนครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตครอบครัวของพวกเขาเลยก็ว่าได้ ครอบครัวไม่ต้องอดยากแบบเดิมเพราะได้รับการช่วยเหลือจากขุนนางสูงศักดิ์อย่างท่านปู่จ้าวเฉิง
“ข้าจะเลี้ยงพวกไก่ เป็ด แพะ กระต่าย ตรงนั้นดีหรือไม่” หันมาถามความคิดเห็นคนที่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ดีขอรับ”
“ข้าจะเลี้ยงให้ไกลจากลำธาร ถ้าเราสามารถเลี้ยงพวกมันได้ก็ไม่จำเป็ต้องไปซื้อมูลสัตว์จากที่อื่น” ยุคนี้ลำพังกินให้อิ่มท้องยังยาก บ้านใดจะเลี้ยงสัตว์ให้สิ้นเปลือง มูลสัตว์หายากคนพวกนั้นเลยคิดจะขึ้นราคาตามอำเภอใจ คิดหรือว่าเขาจะง้อ
“เป็ความคิดที่ยอดเยี่ยมมากขอรับ”
“ท่านอาไม่ต้องสุภาพกับข้าขนาดนี้ก็ได้”
“ข้าชอบพูดแบบนี้ขอรับ” เขากลัวหลานชายคนนี้จนไม่กล้าทำตัวสบายสักเท่าไหร่ รู้สึกว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมารอบตัวดูสูงศักดิ์ น่าเลื่อมใสจนมิกล้าวางตัวไม่เหมาะสม หากเป็เสี่ยวชิงเขาคงวางตัวได้สบายกว่านี้