Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 144

            รอบนี้ชวีเสี่ยวปอนอนไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไหร่กลางดึกเขารู้สึกหนาวสั่นขึ้นมามากเลยทีเดียวขณะนั้นเขาพยายามมุดตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยเจิงแต่ก็ยังรู้สึกไม่อุ่นพออยู่ดี

     

            จนกระทั่งรุ่งเช้าเมื่อเขาลืมตาอันบวมเป่งขึ้นมาอย่างงัวเงียเขาก็เห็นเซี่ยเจิงกำลังนั่งจ้องมองเขาอยู่ที่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง

     

           “เป็นอะไรไป? ” ชวีเสี่ยวปอถาม

     

           “ตอนดึกนายเป็นไข้แล้ว รู้หรือเปล่า? ” ขณะที่พูดเซี่ยเจิงก็ยื่นมือไปแตะที่หน้าผากของชวีเสี่ยวปอด้วยหลังมือของเขาค่อนข้างเย็น ชวีเสี่ยวปอจึงอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ๆเนื่องจากอุณหภูมินี้ทำให้เขารู้สึกสบายสุดๆ จากนั้นจึงตอบออกไปว่า :

     

            “ไม่รู้เลย”

     

            แต่ทันทีที่เซี่ยเจิงพูดเตือนขึ้นมาเขาเองก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างเช่นนี้สาเหตุไม่ได้เป็นเพียงเพราะเขาหลับนอนกับเซี่ยเจิงอย่างเดียวเท่านั้น

     

           “ป้อนน้ำให้นายให้นายกินยาก็ไม่รู้เรื่องเลยเหรอ? ”

     

            เหมือนว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ชวีเสี่ยวปอพยายามนึกย้อนกลับไปเพียงแต่ในตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ รู้เพียงแค่ว่าน้ำร้อนไปหน่อยอีกทั้งเขายังบ่นออกมาด้วยว่าทำไมในฝันถึงเหมือนจริงขนาดนี้

     

            ชวีเสี่ยวปอเบะปาก พร้อมทั้งขยับศีรษะไปนอนลงบนตักของเซี่ยเจิงเดิมทีเขาที่ยังไม่ค่อยตื่นดีสักเท่าไหร่ บวกกับที่ไม่ค่อยสบายด้วยการกระทำเช่นนี้จึงดูเหมือนการออดอ้อนเซี่ยเจิงไปโดยปริยายจากนั้นจึงพูดขึ้นมาเสียงอู้อี้ว่า :

     

            “ตอนนี้ฉันรู้สึกทรมานมากเลย”

     

    …………………………

     

           เซี่ยเจิงใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าเขาขึ้นมาพร้อมทั้งจับเขาวางกลับไปบนเตียงให้นอนดีๆจากนั้นจึงคลำหาปรอทวัดไข้จากบนโต๊ะมาสอดเข้าที่ใต้รักแร้ของชวีเสี่ยวปอโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงจากนั้นถึงเอ่ยขึ้นมาว่า : “อยู่นิ่งๆวัดไข้ก่อน”

     

           “เดี๋ยวได้เหงื่อออกหน่อยก็หายแล้ว”แขนข้างหนึ่งของชวีเสี่ยวปอขยับไม่ได้แล้ว ทำให้แขนอีกข้างยิ่งอยู่ว่างไม่ได้เขาบีบไปบนต้นขาของเซี่ยเจิง พลางบ่นว่า : “ทำไมฉันถึงอ่อนแอเหมือนหลินไต้อวี้แบบนี้เนี่ย”

     

           “หลินไต้อวี้ที่ไหนตัวใหญ่กำยำขนาดนี้”เซี่ยเจิงหัวเราะ แต่แล้วก็พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า “ยังเจ็บอยู่ไหม? ”

     

           “บ้า” ชวีเสี่ยวปอหันหน้าหนีทันทีพลางเอ่ยขึ้นเสียงอู้อี้ : “นายเปลี่ยนเรื่องเร็วไปไหมเนี่ย”

     

           “ฉันจริงจังนะ”เซี่ยเจิงยังไม่ได้พูดประโยคที่เหลือ เขาคิดว่าสาเหตุที่ชวีเสี่ยวปอเป็นไข้เป็นเพราะเรื่องนี้เนื่องจากครั้งแรกเขาสองคนก็ล้วน...ยั้งแรงเอาไว้ไม่อยู่ในตอนเช้าเขาออกไปซื้อยาทาแก้อักเสบมาไว้ให้เรียบร้อยแล้วซึ่งตอนนี้วางอยู่ในลิ้นชัก แต่เขายังไม่กล้าหยิบมันออกมา

     

           “นี่มันเรื่องจริงจังหรอกเหรอ”ถึงแม้ว่าชวีเสี่ยวปอจะเอียงศีรษะแต่ในน้ำเสียงของเขากลับสามารถฟังออกได้ในทันทีว่ากำลังกลั้นขำเอาไว้อยู่เซี่ยเจิงจึงยื่นนิ้วออกไปจิ้มที่ก้นกบของเขาทีหนึ่ง แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิดไว้

     

           “เฮ้อ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ก็พลิกตัวกลับมามองเซี่ยเจิง : “นายคิดว่าฉันอ่อนแอสุดๆ เลยใช่ไหม? ”

     

           “ก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น”เซี่ยเจิงกะพริบตาเล็กน้อย จากนั้นก็แกล้งทำท่าทีว่า “ฉันกำลังจริงจังมาก” ขึ้นมา“ฉันแค่รู้สึกพอใจในความแข็งแกร่งของตัวเองน่ะ”

     

            หลังจากพูดจบ เซี่ยเจิงก็กดเสียงต่ำพูดออกมา “นายไม่พอใจหรอกเหรอ? ”

     

           “นายนี่มันลามกที่สุดในโลกเลย”แน่นอนว่าเมื่อได้เริ่มความสัมพันธ์ทางกายอันดุเดือดขึ้นมาแล้วการพูดคุยเรื่องสิบแปดบวกระหว่างเขาทั้งสองคนจึงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆชวีเสี่ยวปอชูนิ้วกลางทั้งสองข้างให้เซี่ยเจิงพลางพูดขึ้นมาอย่างรู้สึกเขินอายเล็กน้อย : “ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้ว เมื่อคืนก็ดีขึ้นเยอะแล้วละ”

     

            เขาสองคนพูดคุยเล่นเรื่อยเปื่อยไปครู่หนึ่งและแล้วปรอทวัดไข้ก็วัดอุณหภูมิเสร็จเรียบร้อย “สามสิบเจ็ดจุดสาม”เซี่ยเจิงมองแถบปรอทอย่างละเอียด จากนั้นจึงหยิบปรอทวัดไข้กลับมา “ยังมีไข้ต่ำๆอยู่เลย”

     

           “ไม่เป็นไร”ชวีเสี่ยวปอส่ายศีรษะไปมาอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก พลางเอ่ยขึ้นว่า : “นายเพิ่มผ้าห่มให้ฉันหน่อยสิ เดี๋ยวเหงื่อออกหน่อยก็หายแล้ว”

     

           “ได้”เซี่ยเจิงกางผ้าห่มออกมาพันไว้บนตัวของเขา “กินอะไรหน่อยนะ เดี๋ยวจะได้กินยาลดไข้”

     

           “คุณป้าล่ะ? ” ชวีเสี่ยวปอถาม “คุณป้ากินข้าวเช้าหรือยัง? ”

     

           “ยังจะข้าวเช้าอยู่อีกเหรอ? ” เซี่ยเจิงชี้ไปที่โทรศัพท์ ส่งสัญญาณให้ชวีเสี่ยวปอดูเวลาสักนิด “แม่ฉันไปออกกำลังกายตอนเช้าที่สวนสาธารณะมารอบหนึ่งแล้วตอนนี้ไปเรียนอยู่บ้านป้าหลี่โน้นน่ะ”

     

           “ฮะ? ” ชวีเสี่ยวปอไม่เข้าใจ

     

           “ก็สองวันก่อนป้าหลี่ทอดซาลาเปาทอดมาให้แล้วมันอร่อยมาก แม่ฉันเลยอยากเรียน” เซี่ยเจิงอธิบาย “เอาละ ตอนนี้ฉันขอเรียนถามหน่อยบรรพบุรุษน้อยท่านนี้อยากจะทานอะไรดี? เดี๋ยวฉันไปซื้อมาให้”

     

            ชวีเสี่ยวปอผงะไปชั่วขณะ ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงได้เข้าใจว่า“บรรพบุรุษน้อย” คำนี้เซี่ยเจิงกำลังพูดถึงเขาอยู่การที่เซี่ยเจิงยอมให้เขาเอาเปรียบโดยใช้ลำดับความอาวุโสนี้มันช่างทำให้ชวีเสี่ยวปอมีความสุขเสียจริงๆเขาหัวเราะออกมาสองครั้งแล้วจึงพูดขึ้นว่า : “ขนมเปี๊ยะยัดไส้ได้ไหม? ปากมันจืดๆ อะ อยากกินอะไรเค็มๆ หน่อย”

     

           “ได้เลยครับ”เซี่ยเจิงลุกขึ้นมาทำท่าวันทยหัตถ์ให้เขา พร้อมทั้งพูดขึ้นมาอย่างเกินจริง : “รับรองว่าจะทำภาระให้เสร็จสมบูรณ์แน่นอนครับกินกับโจ๊กข้าวฟ่างสักชามเอาไหม? ”

     

           “ได้”ชวีเสี่ยวปอรู้สึกตลกขบขันไปกับเขา “ไปเถอะ”

     

            ก่อนที่ออกไปเซี่ยเจิงก็ห่มผ้าห่มให้ชวีเสี่ยวปออีกชั้นหนึ่งอีกทั้งยังเติมน้ำร้อนใส่แก้วที่วางอยู่ตรงหัวเตียงให้เขาด้วยราวกับว่าไม่ได้จะไปซื้อข้าวที่หน้าปากซอยแต่กำลังจะออกเดินทางไกลอย่างไรอย่างนั้น

     

    ………………………….

     

           หลังจากที่เซี่ยเจิงเดินออกไปชวีเสี่ยวปอก็นอนเล่นมือถืออยู่บนเตียงอย่างสบายใจเลื่อนดูโมเมนต์เพื่อนไปรอบหนึ่ง กดถูกใจให้เจียงอี้หยางจากนั้นจึงตอบกลับข้อความของซือจวิ้นที่ส่งมาเมื่อวานนี้

     

            ไม่มีอะไรน่าสนุกเลยสักนิด เขาจึงเปิดกล้องขึ้นมาถ่ายเซลฟี่

     

            ชวีเสี่ยวปอไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเซลฟี่สักเท่าไหร่แต่ทุกครั้งที่เขาโพสต์ลงก็จะได้รับการกดถูกใจถล่มทลายจากเพื่อนนักเรียนผู้หญิงบางครั้งเวินลี่ก็เข้ามากดถูกใจด้วยเช่นกัน แต่เป็นในสถานการณ์ที่ชวีเสี่ยวปอไม่ได้บล็อกเธอเอาไว้น่ะ

     

            ครั้งนี้ชวีเสี่ยวปอเลือกมุมในการถ่ายก่อนที่จะขึ้นมาถ่ายเพียงแค่ใบหน้าด้านข้างของเขา อันที่จริงหลักๆแล้วคือต้องการอวดว่าเขาอยู่บนเตียงของเซี่ยเจิงแต่นอกจากเซี่ยเจิงแล้วใครจะรู้ได้ล่ะ พูดตามตรงก็คือเขาถ่ายให้เซี่ยเจิงดู

     

            ชวีเสี่ยวปอกดถ่ายไปอยู่หลายรูปจากนั้นก็เลือกรูปที่คิดว่าตัวเองดูดีที่สุดขึ้นมารูปหนึ่งโพสต์ออกไปพร้อมกับประโยคที่ว่า“นอนไม่เต็มอิ่ม”

     

            แล้วก็เป็นอย่างที่คิดหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีนอกจากจะมีคนเข้ามากดถูกใจสิบกว่าคนแล้วยังมีคอมเมนต์เหน็บแนบของซือจวิ้นที่ด้านล่างด้วยว่า : “นอนไม่เต็มอิ่มแล้วยังจะโพสต์โมเมนต์อีก? ”

     

            ชวีเสี่ยวปอหัวเราะออกมา จากนั้นจึงกดเปิดหน้าสนทนาของซือจวิ้นขึ้นแล้วส่งข้อความเสียงไปว่า : “รู้จักตอบกลับโมเมนต์แต่ไม่ตอบแชทฉันเนี่ยนะ? ”

     

           “เพิ่งจะเห็นทำไมเสียงนายแหบขนาดนี้อะ? ” ซือจวิ้นตอบกลับมาในทันที

     

           ...เพราะร้องตอนนั้น

     

            ชวีเสี่ยวปอไม่กล้าพูดออกไปตามความจริง เขารีบหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบให้ชุ่มคอแล้วตอบไปว่า : “ฮีตเตอร์ในห้องมันทำงานดีไปละมั้งเลยร้อนนิดหน่อย”

     

            โชคดีที่ซือจวิ้นเองก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย ส่งมาประโยคหนึ่งว่า : “ตอนบ่ายว่างไหม? ”

     

            ไม่ว่าง ต้องจู๋จี๋กับแฟน

     

            ชวีเสี่ยวปอตอบกลับไปว่า : “มีอะไร นายว่ามาเลย”

     

           “ช่วยฉันเลี้ยงเด็กหน่อย”ประโยคนี้ของซือจวิ้นไม่ได้ข้อความเสียงมา แต่เป็นข้อความที่พิมพ์ส่งมาแทนถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ทว่าชวีเสี่ยวปอก็ยังรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังในประโยคนั้น...เขาเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพูดแหย่ไปว่า :

     

            “คุณพี่เลี้ยงเด็กงานเข้าอีกแล้วเหรอ? ”

     

            ครอบครัวป้าของซือจวิ้นมีลูกชายฝาแฝดสองคน ทั้งยังซนมากด้วยทุกครั้งที่ป้าของเขามาหาก็จะฝากเด็กแสบทั้งสองคนให้ซือจวิ้นเลี้ยงและป้าเขาก็จะวางมือไม่เข้ามายุ่งเลยสักนิด ซือจวิ้นจึงถูกทรมานจนเรียกฟ้าฟ้าไม่ตอบเรียกดินดินไม่ขาน [1] เลยทีเดียว

     

           “ช่วยด้วยนะปอเอ๋อร์บ่ายนี้ฉันจะพาพวกเขาสองคนออกไปข้างนอกไม่งั้นฉันคงจะรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ไม่ได้แน่ๆครั้งก่อนก็รื้อบ้านฉันไปรอบหนึ่งแล้ว !” ซือจวิ้นคร่ำครวญขึ้นมาอย่างทุกข์ทรมาน

     

            ชวีเสี่ยวปอได้ยินเสียงเด็กเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวจากในข้อความเสียงนั้นแล้วจึงส่งอิโมจิโอเคไปให้เขา ก่อนที่จะตอบกลับไปว่า : “งั้นเจอกันที่หน้าหมู่บ้านนายก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันไปกับเซี่ยเจิง”

     

           “เมื่อวานนายไปนอนบ้านเซี่ยเจิงอีกแล้ว? ” เขาเลือกใช้คำได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ

     

           “มีปัญหา? ” ชวีเสี่ยวปอตอบ

     

           “เปล่า แค่นายช่วยฉันเลี้ยงเด็กนายก็เป็นลูกพี่เลย”

     

            ชวีเสี่ยวปอตอบกลับไปแค่ “คุกเข่าคารวะสิ”ซือจวิ้นเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เดาว่าเขาน่าจะไปจัดการกับเด็กน้อยสองคนนั้นแล้ว

     

            หลังจากที่เปิดแอปพลิเคชันฟังเพลงไปได้สองเพลง เซี่ยเจิงก็กลับมาแล้วมือทั้งสองข้างของเขาถือถุงใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยของมากมายคงจะเป็นเพราะอยากกลับมาถึงเร็วๆ จึงได้เดินมาอย่างรีบร้อนทำให้ในตอนนี้เขายังคงหอบอยู่เล็กน้อย

     

            ชวีเสี่ยวปออยากจะลุกขึ้นจากเตียง แต่เซี่ยเจิงกลับห้ามเขาเอาไว้ก่อนพลางพูดขึ้นว่า : “ไม่ต้องลุกกินบนเตียงนี่แหละ เดี๋ยวฉันไปหาโต๊ะตัวเล็กมาให้ก่อน เอ่อจริงสิเปี๊ยะไส้เนื้อหมดนะ ก็เลยซื้อไส้หมูกับไส้ทะเลมาให้ส่วนโจ๊กข้าวฟ่างก็หมดเหมือนกัน ฉันเลยซื้อหมี่น้ำมาแทน ไม่ได้ใส่พริกให้ด้วยนะถ้าไม่ถูกปากเดี๋ยวฉันไปชงข้าวโอ๊ตให้ไหม? แป๊บเดียว”

     

            ชวีเสี่ยวปอส่ายหน้าไปมา พร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่าไม่เป็นไร

     

            เพลงในโทรศัพท์ก็เล่นถึงท่อนนี้พอดี :

     

            “So am I

     

           The one that has your love”

     

            ในขณะที่ทานเส้นหมี่ที่ยังร้อนลวกปากอยู่ชวีเสี่ยวปอก็คิดไปด้วย

     

            เนื้อเพลงช่างเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้จริงๆ

    .............................

    เชิงอรรถ

    [1] เรียกฟ้าฟ้าไม่ตอบเรียกดินดินไม่ขาน อุปมาถึง การตกที่นั่งลำบากไม่มีคนช่วยเหลือ

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน