จวนเ้าเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมืองปาฮวงครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบหมู่ ประตูใหญ่ตั้งตระหง่านดูสง่างามไม่ธรรมดา
รถม้าตระกูลเย่หยุดอยู่หน้าประตูจวนเ้าเมืองทหารสองนายพาเย่หยางกับบิดาไปยังห้องรับแขกอย่างระมัดระวังเมื่อมาถึงทหารก็สั่งให้สาวใช้ยกขนมกับชามาให้แขกก่อนหันหลังเดินไป
เย่หยางกับบิดารอเ้าเมืองอยู่ในห้องรับแขกหลังจากเย่หลิงเทียนนั่งลงก็หลับตาพักผ่อน เย่หยางรู้สึกเบื่อจึงกินของว่างพลางจิบชาหอมๆ
เย่หลิงเทียนเหลือบมองเย่หยางอย่างเอือมระอา แต่แสร้งทำเป็ไม่สังเกตเห็นยังคงหลับตาพักผ่อนต่อไป
ไม่นานนักหลี่เฉิงเฟิงก็เดินเข้ามา เขายิ้มให้เย่หลิงเทียนพร้อมเปรยว่า "ขออภัยที่ปล่อยให้พี่เย่รอนาน"
“คารวะท่านเ้าเมือง” เย่หลิงเทียนยืนขึ้นประสานมือ
เมื่อเย่หยางเห็นหลี่เฉิงเฟิงมาถึงเขาก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วกล่าวว่า "คารวะท่านลุงหลี่"
“ฮ่าๆ พี่เย่ควรเรียนรู้จากเย่หยางจะมาเรียกข้าว่าเ้าเมืองได้อย่างไร” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างร่าเริง
“น้องชาย ยินดีที่ได้พบ” เย่หลิงเทียนเปลี่ยนสรรพนามเรียกชื่ออย่างมีความสุขนับว่าเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็พี่น้องกับเ้าเมือง
เย่หลิงเทียนเรียกหลี่เฉิงเฟิงว่าเ้าเมืองมาโดยตลอดไม่ใช่เพราะตำแหน่งอย่างเป็ทางการของเขาแต่เป็เพราะเคารพาายุทธ์ผู้ปกป้องอาณาจักรเทียนอู่มานานหลายปีจากก้นบึ้งหัวใจ
เมื่อเห็นเย่หลิงเทียนยอมเปลี่ยนใจหลี่เฉิงเฟิงก็เอ่ยอย่างเริงร่าว่า "ไหนๆ พวกเราก็เป็คนกันเองเช่นนั้นข้าจะขอเข้าเื่เลยแล้วกันที่จริงแล้วข้าเชิญพวกท่านมาในวันนี้เพราะมีเื่จะหารือด้วย"
เย่หลิงเทียนกับบุตรชายต่างตกตะลึง เขากล่าวว่า "ไม่ว่าน้องหลี่้าสั่งอันใดต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็ยินดีทำ"
“ฮ่าๆ อย่าได้จริงจังขนาดนั้นข้าเห็นว่าหลานชายเย่หยางมีพร์ ทั้งยังมีพลังต่อสู้อันน่าทึ่งข้าเลยอยากแนะนำเขาให้กับสำนักเทียนอู่” หลี่เฉิงเฟิงเข้าเื่
"อะไรนะ! เื่จริงหรือ" เย่หลิงเทียนกล่าวอย่างตื่นเต้นอย่างที่รู้กันว่าสำนักเทียนอู่เป็สำนักศึกษาสูงสุดในอาณาจักรเป็สถานที่ในฝันของผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวจำนวนนับไม่ถ้วน
ในสำนักมียอดฝีมือมากมายพวกเขาเ่าั้ล้วนฝึกฝนศิษย์ที่มีพร์ชั้นยอดนับไม่ถ้วนให้แก่อาณาจักรเทียนอู่การที่อาณาจักรเทียนอู่สามารถยืนหยัดมานานนับพันปีทั้งหมดล้วนเป็เพราะแรงสนับสนุนจากสำนักเทียนอู่อาจกล่าวได้ว่าเป็เสาหลักทางจิติญญาของอาณาจักรเทียนอู่เลยก็ว่าได้
"สำนักเทียนอู่" เย่หยางตกตะลึงมันคือสำนักที่เย่ชิงเสวียนจะได้เข้าไปหลังจากบรรลุกลายเป็นักรบแล้วไม่ใช่หรือ
“ลุงหลี่ข้าจำได้ว่าเปี่ยวเจี่ยชิงเสวียนก็เป็ศิษย์ผู้ถูกเลือก ข้าเหมือนกับนางใช่หรือไม่”เย่หยางถามด้วยความสงสัย
“อืม…ก็ประมาณนั้นเนื่องจากสำนักเทียนอู่รับศิษย์เข้าสำนักทุกสามปี นี่ก็ใกล้ครบกำหนดแล้วนับเป็โอกาสอันหาได้ยากยิ่ง” หลี่เฉิงเฟิงกล่าว
อย่างที่รู้กันว่าสำนักศึกษาระดับสูงอย่างสำนักเทียนอู่มีทรัพยากรมากมายนับไม่ถ้วนทั้งเคล็ดบ่มเพาะ วิชายุทธ์ โอสถล้ำค่า ไหนจะมียอดฝีมือระดับสูงเป็อาจารย์ผู้สอนจึงไม่ใช่เื่ยากที่จะก้าวหน้า
ทว่าการจะเข้าสู่สำนักเทียนอู่ก็ไม่ใช่เื่ง่ายเช่นกันมีเงื่อนไขอยู่ว่าผู้ที่จะเข้าเป็ศิษย์ต้องกลายเป็นักรบก่อนอายุสิบแปดปีถึงจะเข้ารับการทดสอบได้
“แต่ผู้น้อยพลังฝีมือยังไม่บรรลุถึงระดับนักรบเกรงว่าจะขัดต่อกฎของสำนัก” เย่หยางแย้ง
"หาได้สำคัญไม่จำเป็ต้องกล่าวถึงระดับพลังของเ้า อาศัยแค่พลังต่อสู้ของเ้าเพียงอย่างเดียวก็สามารถดึงดูดความสนใจของสำนักเทียนอู่ได้แล้วสำหรับพวกเราไม่ใช่ดูดีแค่รูปลักษณ์ภายนอก ศักยภาพต่างหากที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด"
เขาจิบชาไปพลางสนทนาไปพลาง "ข้าปกป้องเมืองปาฮวงมากว่าสิบปียังไม่เคยพบเจอคนที่มีศักยภาพดีๆที่นี่ งานนี้เ้าต้องทำให้ลุงมีหน้ามีตากับเขาบ้าง"
วรยุทธ์แพร่หลายไปทั่วทั้งอาณาจักรเทียนอู่หัวเมืองต่างๆ แต่ละเมืองจะแนะนำศิษย์ที่ตรงตามเงื่อนไขไปฝึกฝนที่สำนักเทียนอู่ทุกสามปี
ทว่าเมืองปาฮวงตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทำให้ผู้มีฝีมือลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะขาดทรัพยากรสำคัญ ถึงแม้ในแต่ละรอบปีจะมีคนได้รับการแนะนำให้เข้าสู่สำนักเทียนอู่ที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้มีความสามารถแต่ก็ไม่อาจสร้างผลงานดีๆ ได้
สิ่งนี้ยังทำให้เมืองปาฮวงอยู่ในลำดับต่ำสุดในบรรดาสิบหกเมืองของอาณาจักรเทียนอู่เื่นี้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงขุ่นเคืองใจอย่างยิ่ง เขามักจะรู้สึกกระอักกะอ่วนเมื่อต้องเจอหน้ากับเ้าเมืองคนอื่นๆ
หลี่เฉิงเฟิงใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้ไปทั้งเหนือใต้ออกตกถือเป็นายทหารผู้โดดเด่น ทว่าใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาสถานการณ์โดยรอบค่อยๆมีเสถียรภาพมากขึ้น าก็ค่อยๆ ลดลงแม่ทัพที่มีชื่อเสียงอย่างหลี่เฉิงเฟิงจึงค่อยๆ จางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
แม้ว่าเขาจะกลายเป็ขุนนางไม่ต้องออกไปสู้รบอีกต่อไป ทว่าหลี่เฉิงเฟิงก็ยังคงทะเยอทะยานมีเป้าหมายคัดเลือกศิษย์ชั้นดีส่งไปยังสำนักเทียนอู่ทุกสามปี
ในฐานะรากฐานของอาณาจักรเทียนอู่สำนักเทียนอู่คัดเลือกเยาวชนที่มีความสามารถจากทั่วอาณาจักรมาฝึกฝนทุกๆ สามปีเพื่อเติมกำลังคนหนุ่มสาวสายเืใหม่สู่อาณาจักรอย่างต่อเนื่อง
สำนักเทียนอู่ยังมีข้อกำหนดเข้มงวดสำหรับศิษย์ที่เข้ามาสมัครโดยพวกเขาจะต้องทะลวงถึงระดับนักรบก่อนอายุสิบแปดปี
เพราะผู้ที่ก้าวเข้าสู่ระดับนักรบหลังอายุสิบแปดปีจะเป็เื่ยากสำหรับพวกเขาที่จะก้าวหน้าต่อไปในชีวิต เว้นเสียแต่จะพบกับโอกาสพิเศษ
กล่าวได้ว่ายิ่งบรรลุเป็นักรบอายุน้อยกว่ากำหนดมากเท่าใดคนผู้นั้นก็ยิ่งก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้นในเส้นทางการฝึกตน
เย่หยางไม่คาดหวังว่าอยู่ๆ ขนมก้อนใหญ่จะตกลงมาจากท้องฟ้ากระแทกเข้าใส่หัวเขาอย่างจังยิ่งได้ฟังคำแนะนำของท่านเ้าเมืองก็เหมือนกับการเปิดประตูหลังบ้านให้ได้รู้ก่อนด้วยสิ่งที่สำนักเทียนอู่มี การฝึกยุทธ์ในอนาคตของเขาจะต้องก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน
พอหลี่เฉิงเฟิงเห็นว่าเย่หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้ยินข่าวแต่กลับไม่แสดงท่าทางตื่นเต้นสับสนเหมือนกับคนหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจเย่หยางเป็คนตื่นตัวใน่เวลาวิกฤตเป็ตาย ท่าทีสงบสุขุมเช่นนี้นี้นับว่าหาได้ยากยิ่งในคนวัยเดียวกัน
“ข้าอ่านข้อมูลของเ้าเมื่อวานนี้เ้าสามารถหลอมรวมปราณได้ตอนอายุสามขวบ ก้าวขึ้นสู่ขั้นสามตอนอายุห้าขวบเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะหายากในรอบพันปี ต่อมาไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดการฝึกฝนของเ้าถึงได้หยุดนิ่งทว่าปัจจุบันเ้าอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภา...หืม…ไม่ใช่สิ...ตอนนี้เ้าไม่ได้อยู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาแล้ว”
ตอนที่หลี่เฉิงเฟิงเข้าประตูมาเขาก็ตั้งใจจะกล่าวถึงเื่การเข้าทดสอบของสำนักเทียนอู่แต่พอผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มเฝ้ามองดูระดับฝึกตนของเย่หยางอย่างใกล้ชิดแม้แต่ผู้มีจิตใจกล้าแข็งอย่างหลี่เฉิงเฟิงยังตกตะลึง
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลี่เฉิงเฟิงเย่หลิงเทียนก็ตกตะลึงตามไปด้วย ่นี้เขาสาละวนอยู่กับการบริหารจัดการในตระกูลเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันนี้ทำให้เขายุ่งมาก
เย่หลิงเทียนจึงไม่ได้ใส่ใจกับระดับพลังยุทธ์ของเย่หยางเลยเนื่องจากลูกชายเพิ่งทะลวงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาเมื่อไม่กี่วันก่อนการจะก้าวหน้าขึ้นในเวลาไม่กี่วันแทบเป็ไปไม่ได้เลย
ยามนี้เมื่อเขาเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดก็รู้สึกประหลาดใจหลังพบว่าเย่หยางขึ้นสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นเก้านภาแล้วเย่หลิงเทียนตกตะลึงเกินกว่าจะพรรณนาได้
“หยางเอ๋อร์...เ้าทะลวงระดับั้แ่เมื่อไร ไฉนข้าถึงไม่รู้เื่นี้...เ้าบรรลุสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาได้อย่างไร”แม้จะพยายามทำใจให้สงบ แต่เย่หลิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะพูดตะกุกตะกัก
สิ่งนี้ทําลายความรู้ความเข้าใจของพวกเขาอย่างสิ้นเชิงการหลอมรวมลมปราณเป็่เวลาที่พิเศษมาก ใช้ร่างกายเป็เตาหลอมดูดซับลมปราณจากทั่วทุกสารทิศ ควบแน่นในจุดตันเถียนขั้นตอนนี้ไม่สามารถใช้กลอุบายใดๆ ได้ ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดสามารถใช้พลังภายนอกเพื่อบังคับยกระดับฐานฝึกยุทธ์ของตนเองได้ไม่เช่นนั้นเส้นลมปราณจะเสียหาย รวมถึงรากฐานเองก็จะถูกทำลายจนสูญสิ้น
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกตนจึงไม่เลือกใช้วิธีโง่เขลาทำลายการเติบโตของคนหนุ่มสาวโอสถควบแน่นลมปราณที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณมักใช้กันถูกสกัดมาจากพืช ซึ่งสามารถเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างกายากับพลังภายนอกได้เล็กน้อยแต่มันไม่ได้ไปช่วยฝึกฝนยกระดับร่างกายของมนุษย์โดยตรง
เขาไม่ได้เจอเย่หยางเพียงไม่กี่วัน อยู่ๆพลังฝีมือของเย่หยางก็ยกระดับขึ้นถึงสามขั้นติดต่อกันขนาดผู้มากไปด้วยประสบการณ์อย่างหลี่เฉิงเฟิงยังรู้สึกตื่นใจนพูดไม่ออก
เมื่อเย่หยางเห็นทั้งสองคนมองเขาด้วยท่าทางประหลาดใจเขาก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้นับั้แ่เขาบรรลุถึงระดับเก้านภาก็รู้แล้วว่าต้องประสบปัญหาบางอย่าง
เนื่องจากเขามักจะอ่านข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้อย่างต่อเนื่องจึงรู้ว่าระดับหลอมรวมปราณต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป การพัฒนาทุกๆสองสามเดือนถือว่าเร็วมากแล้ว บางคนต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีในการยกระดับ
การที่เขายกระดับถึงสามขั้นในคราวเดียวจึงเป็เื่น่าใยิ่งหากเป็ยุคสมัยใหม่ก็จะถือว่าไม่เป็ไปตามหลักวิทยาศาสตร์
“อะแฮ่มๆ ความจริงข้าก็ไม่รู้สาเหตุเช่นกันนับั้แ่มีชีวิตรอดจากการต่อสู้ครั้งล่าสุดข้าก็รู้สึกเหมือนโซ่ตรวนที่อยู่ภายในร่างขาดสะบั้นส่งผลให้ระดับพลังยุทธ์ของข้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมข้าเองก็ยังกลัวว่ามันจะเร็วเกินไปจนทำให้รากฐานไม่มั่นคง” เย่หยางแสร้งทำเป็งุนงง
หลี่เฉิงเฟิงยื่นมือออกไปจับไหล่ของเย่หยางพลังอันแกร่งกล้าแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเย่หยางในพลันปราณแท้ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างไร้อุปสรรคขวางกั้นเขาตรวจสอบอย่างระมัดระวังพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจ "ร่างกายของเ้าหาได้มีอะไรผิดปกติไม่อีกทั้งรากฐานยังมั่นคงยิ่ง แม้จะยกระดับถึงสามขั้นติดต่อกันแต่ก็ไม่เกิดผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย ช่างเป็เื่น่าพิศวงอย่างที่สุด"
เดิมทีเย่หลิงเทียนก็รู้สึกกังวลอย่างมากเมื่อได้ยินผลการตรวจสอบเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาบอกกับหลี่เฉิงเฟิงว่า"น้องหลี่ ข้าไม่ทราบว่าสถานการณ์ของเย่หยางจะดีหรือร้ายเพราะข้าไม่เคยได้ยินเื่เช่นนี้มาก่อนไม่รู้ว่าจะมีผลข้างเคียงใดๆ ตามมาหรือไม่”
หลี่เฉิงเฟิงตรวจสอบร่างกายของเย่หยางอีกครั้งจากนั้นก็กล่าวออกมาทั้งรอยยิ้ม "ไม่ต้องกังวล ข้าตรวจสอบเขาอย่างละเอียดแล้วร่างกายไม่มีปัญหา เส้นลมปราณปกติดี ต้องเรียกว่าดีกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณทั่วไปเสียอีก"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เปรยขึ้นว่า "ความจริงข้าเคยศึกษาเื่พื้นฐานมาบ้างแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทะลวงระดับอย่างต่อเนื่องในขอบเขตหลอมรวมปราณ แต่ครั้งหนึ่งเคยมีอัจฉริยะเมื่อหนึ่งพันปีก่อนทะลวงผ่านสองระดับในคืนเดียวตอนอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณก้าวหน้าจากหลอมรวมปราณขั้นหกนภาไปถึงขั้นแปดนภา”
เย่หลิงเทียนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสริม " น้องหลี่กำลังหมายถึงราชันดาบกู้เฮ่าเหยียนใช่หรือไม่ข้าได้ยินมาว่าเขาเข้าสู่ระดับนักรบตอนอายุสิบหกปี บรรลุเป็ราชันยุทธ์ตอนอายุสามสิบเจ็ดปีเขาเป็บุคคลอันน่าทึ่งผู้มีความสามารถเหนือคนในรุ่นเดียวกันอย่างแท้จริง"
“สำหรับเย่หยางการยกระดับถึงสามขั้นติดต่อกันถือเป็เื่น่าใยิ่งยามนี้ข้ายังตื่นตระหนกอยู่เลยแต่ถ้าให้ข้าประมาณการมันน่าจะเกี่ยวกับการฝึกฝนไม่ก้าวหน้าตอนเขาอายุห้าขวบแม้ว่าหลายปีที่ผ่านมาการฝึกฝนของเขาจะหยุดชะงักลงทว่าเขาก็ยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทุกวันพลังปราณแท้ภายในร่างน่าจะเก็บกักไว้เป็จำนวนมาก เมื่อถึงจุดวิกฤตจึงะเิออกมากะทันหันจนเกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่งอย่างที่เห็น" หลี่เฉิงเฟิงวิเคราะห์สาเหตุความเป็ไปได้
“สมแล้วที่เป็ระดับาายุทธ์มีความรู้ครอบคลุมกว้างขวาง นับว่าวิเคราะห์ได้ตรงประเด็นจริงๆข้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ข้าไม่สามารถอธิบายดังเช่นที่ท่านว่ามาได้”เย่หยางยกย่องหลี่เฉิงเฟิงด้วยสีหน้าซาบซึ้งทั้งยังแอบผสมโรงอย่างแเี
“ฮ่าๆ เ้ารู้วิธีใช้วาทศิลป์เช่นนี้ั้แ่เมื่อไรกัน ไม่เหมือนกับท่าทางตอนต่อสู้สังหารอย่างเด็ดเดี่ยวในสนามประลองเป็ตายวันนั้นเลยนะ”หลี่เฉิงเฟิงกล่าวยิ้มๆ
เย่หยางเกาศีรษะด้วยความเขินอายพร้อมตอบกลับไปว่า “ตอนนั้นสถานการณ์มันบังคับนี่ขอรับ กระต่ายจะกัดคนเมื่อวิตกกังวล ปกติข้ามักจะใจดีกับคนอื่นไม่เคยมีความแค้นเคืองกับผู้ใด”
“หืม? จริงหรือ” หลี่เฉิงเฟิงยกชาขึ้นมาจิบพลางมองไปทางเย่หยาง “เ้ายังจำความแค้นที่มีต่อจ้าวจื่อหาวได้หรือไม่”
“อะไรนะขอรับ” เย่หยางใมาก