สายตาที่เปลี่ยนไปของรองแม่ทัพทำให้นางมั่นใจว่าต่อให้สาธยายความผิดของนางผู้นั้นจนเช้าอีกวัน เขาจะยังคงฟังนางไม่มีเบื่อหน่าย
“นางเป็สตรีไม่มีทางเข้าหอราตรีได้ บางทีเ้าอาจตาฝาดไปกระมัง” แม้ปากจะพูดอย่างนั้นแต่ใจกลับเชื่อว่าคนอย่างนางมักทำในสิ่งที่ตนเอง้าเสมอเพียงแต่หอราตรีมีอันใดน่าสนใจจึงอยากรู้อยากเห็นนัก
“รองแม่ทัพหยาง หากข้าไม่ได้เห็นกับตาคงไม่มีทางปริปากพูดสิ่งใดหรอก” เหออันเหลียนยิ้มมุมปากคิดว่าการใส่ความกำจัดศัตรูหัวใจนั้นง่ายนิดเดียว
หากไม่มีมู่หรงเซียวแล้ว การเขี่ยเสิ่นอวี้หลานออกไปยิ่งง่ายกว่าปอกกล้วยเพราะหญิงสาวผู้นั้นอ่อนแอเสียยิ่งกว่าผู้ใด ทั้งยังไม่มีใครหนุนหลังอีกด้วย
“คืนก่อนนั้น ข้าเห็นนางแต่งกายเป็บุรุษเดินออกมาจากหอราตรี กลิ่นสุราคลุ้งกระจายแถมยังกอดคอแนบชิดอยู่กับบุรุษร่างสูงอีกคนหนึ่ง ผู้อื่นอาจจะไม่รู้ว่าเป็นางแต่ข้าหูตาดีย่อมสังเกตได้ ในเยว่จวนนั้น ผู้มีดวงตาสีทับทิมหาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะยามที่ดวงตาคู่นั้นต้องแสงจันทร์เกิดประกายแวววาวยิ่งมีน้อยคนไปอีก ต่อให้ข้าจำนางไม่ได้แต่คนข้างกายคือเซี่ยหลานเฟิงไม่มีผิดเป็แน่”
หยางเสวี่ยเฟยหลับตาลงพลางแสยะยิ้มนึกถึงเด็กใหม่ที่ฝากฝังงานคิดในใจว่า เสิ่นจื้อเหลียง เ้าเด็กนั่นถูกนางชิงตัวไปแล้วอย่างนั้นหรือ
“คุณหนูเหอบอกว่าเจอนางยามค่ำคืนหน้าหอราตรี ไม่ทราบว่าคุณหนูมีธุระอันใดดึกดื่นจึงผ่านไปทางนั้นหรือขอรับ”
เพียงได้ยินคำถามของเขา หญิงสาวเหงื่อแตกพลั่กแก้ตัวว่า “งานเลี้ยงจวนสกุลถังเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ”
“เ้าค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าทันควันก่อนจะเบนเื่กลับมา “แล้วเื่มู่หรงเซียวเล่า รองแม่ทัพจะทำอย่างไรเ้าคะ”
“ข้าไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับสกุลมู่”
“แต่ว่านางน่ะ…”
“คุณหนูเหอ หากไม่มีเื่ใดแล้วข้าคงต้องขอตัว” รองแม่ทัพหยางพูดจบแล้วเดินแยกไปอีกทางในทันที ทิ้งให้นางยืนหน้ามุ่ยกับสาวใช้ที่พยายามปลอบใจเ้านายเพียงลำพัง
คืนวันเดียวกัน มู่หรงเซียวปลอมตัวเป็บุรุษเข้าไปในหอราตรีพร้อมกับคนอื่น ๆ ด้วยความตื่นเต้น หวังเป็อย่างยิ่งว่าจะได้ฟังเสียงกู่ฉินเหมือนอย่างเคย
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นพลันเสียงอื่นเงียบสงบในทันใด หญิงสาวยกจอกสุราดื่มอย่างสบายใจ ปล่อยอารมณ์สุนทรี ดวงตาเป็ประกายเมื่อได้ฟังในสิ่งที่ชื่นชอบ
“ไพเราะยิ่งนัก” เมิ่งเซียงกระซิบบอกเ้านายของตนเพราะเพิ่งเคยมาที่แห่งนี้ครั้งแรก
“ข้าถึงได้ชอบมาที่นี่อย่างไรเล่า” มู่หรงเซียวเลิกคิ้วแล้วหันไปมองเซี่ยหลานเฟิงกับเสิ่นจื้อเหลียง “จันทร์เพ็ญครั้งหน้า พวกเ้าจะมากับข้าอีกหรือไม่”
“มา!!!” ทั้งสามคนตอบพร้อมกันพลันได้ยินเสียงกระดิ่งทองสั่นเป็จังหวะแล้วใครคนหนึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาแทนที่นางผู้นั้น
“เสี่ยวเซียน นั่นผู้ใดหรือ” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่เอ่ยถามเพราะไม่คุ้นหน้าสตรีผู้นั้น มองจากภายนอก นางมีรูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวสลวย นิ้วมือเรียวและดวงตาเฉี่ยวคม
“นางชื่อว่าเซียงเซียงเ้าค่ะ เป็นักดนตรีเลื่องชื่อจากแคว้นซวงเหวิน คุณชายช่างโชคดีที่ได้เจอนางในวันนี้” หญิงสาวประจำหอราตรีตอบความสงสัยพลางรินสุราดอกท้อให้ลูกค้า “ดูงดงามมากใช่หรือไม่เ้าคะ”
“อืม” มู่หรงเซียวพยักหน้าดื่มสุราหมดจอก
“แต่คุณชาย น่าเสียดายที่นางไม่รับแขก”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่พ่นสุราออกมาทันทีที่ได้ยินทำเอาคนที่เหลือกลั้นยิ้ม “ข้าบอกแล้วหรือว่าคืนนี้อยากให้นางปรนนิบัติ”
“ข้าเห็นคุณชายจ้องไม่วางตาเช่นนั้นจะให้คิดอย่างอื่นได้อย่างไรกัน อีกอย่างคุณชายไม่สนใจหญิงงามของหอราตรีบ้างหรือเ้าคะ” เสียงออดอ้อนพยายามโน้มน้าวใจแขกคนสำคัญของร้าน
เมิ่งเซียงได้ยินอย่างนั้นจึงกระซิบแกมหยอกล้อเ้านาย “คุณชายถึงวัยแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีใคร อยากลองลิ้มรสสาวงามบ้างหรือไม่เล่า”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มกว้าง “เ้าเองก็เหมือนกัน อยากลองไปพร้อมข้าหรือไม่เล่า” พลันยกจอกสุราดื่มจนหมดแล้วยิ้มให้สตรีใจกลางหอราตรีที่กำลังเตรียมการแสดง
ท่วงทำนองดังกังวาน เสียงใสไพเราะอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนตรึงใจมู่หรงเซียวยิ่งนัก จู่ ๆ หญิงสาวผู้นั้นก็เงยหน้ามองมาทางนางพร้อมรอยยิ้มบางปรากฏ
“หน้าคุ้น ๆ ยิ่งนักแต่กลับนึกไม่ออก” มู่หรงเซียวพึมพำแล้วโบกมือทักทายอย่างอารมณ์ดีจนท้ายที่สุดแล้วได้รับสุราหมักชั้นดีมาดื่มกันจนเมามายเหลือเพียงเซี่ยหลานเฟิงที่ประคองสติตนเองได้ดีที่สุดเพราะแพ้ของมึนเมาจึงไม่ได้ดื่มสุราเลยสักจอก
เขาอุ้มมู่หรงเซียวขึ้นมาแล้วให้ลูกน้องที่เหลือแบกเมิ่งเซียงและเสิ่นจื้อเหลียงไปส่งที่จวน
ระหว่างทางได้ยินเสียงคุณหนูร้องเพลงไปด้วยก็ทำเอากลั้นยิ้มไว้ไม่ได้จนกระทั่งพบว่าหยางเสวี่ยเฟยยืนอยู่หน้าจวนสกุลมู่
“เฮอะ…” รองแม่ทัพหยางมองสภาพคนเมา
“รองแม่ทัพมีเื่ใดจึงมายืนขวางทางหน้าจวนผู้อื่น” หัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้าเพียงแค่มาดูว่าข่าวลือเป็จริงหรือไม่ แต่กลับพบว่าคุณหนูของเ้ากระทำตัวไม่สมกับเป็บุตรสาวแม่ทัพใหญ่” ชายหนุ่มเอ่ยโดยไม่เก็บความในใจ
“รองแม่ทัพมีสิทธิ์พูดเช่นนี้หรือ หากมือข้ายังว่างอยู่คงได้จับดาบขึ้นมาตวัดสักครั้ง” เซี่ยหลานเฟิงพูดไปอย่างนั้นเพราะไม่ชอบที่มีใครมาว่ากระทบเ้านายของตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตรงหน้าที่มักจะทำให้มู่หรงเซียวเศร้าสร้อยอยู่เสมอ
“เสิ่นจื้อเหลียง!” เสียงเรียกจากหัวหน้าดังลั่นขนาดนั้นแต่เ้าตัวนอนแน่นิ่งสลบไปนานแล้ว “ข้าสั่งให้เ้ามาทำงาน เหตุใดจึงเมามายเช่นนี้”
เวลานี้ไม่จำเป็ต้องปิดบังต่อไป หยางเสวี่ยเฟยรู้ดีว่าลูกน้องของตัวเองคงถูกจับได้มานานแล้ว หากแต่เด็กหนุ่มเพิ่งเคยได้ลิ้มลองสุราชั้นดีจากแคว้นซวงเหวินจึงดื่มเพลินจนเมาไร้สติ
“เสิ่นจื้อเหลียง!!!” แม้ว่าเสียงเรียกนั้นจะดังขึ้นกว่าเดิมแต่ไม่เป็ผล “ฟื้นขึ้นมาเมื่อใดข้าจะสั่งโบยเ้าห้าสิบไม้”
“ใครกัน!” คนเมาอีกคนเงยหน้ามองรองแม่ทัพ “ใครจะลงโทษอาเหลียง”
“คุณหนู ฟื้นแล้วหรือขอรับ” หากรู้ว่าสุราจากแคว้นซวงเหวินทำให้คนคอแข็งอย่างมู่หรงเซียวสลบไสลถึงเพียงนี้ เขาจะรีบห้ามไม่ให้นางดื่มแม้แต่หยดเดียว
“ข้าไม่ได้เมา ข้าแค่… ละ… หลับตาเฉย ๆ” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่กระซิบกับพี่ชายที่นับถือ “เฟิงเกอ เ้านั่น… เป็ผู้ใดถึงได้มายืนขวาง… ทาง… เข้า… บ้านข้า”
หยางเสวี่ยเฟยไม่ยืนอยู่เฉย ๆ แต่ก้าวเข้ามาใกล้ให้นางได้เห็นใบหน้าชัดเจนพลันได้กลิ่นสุราคละคลุ้งจนเบ้หน้า ปากที่ปิดเงียบจึงเอ่ยทันที “เป็สตรีสูงศักดิ์แต่ทำตัวเหมือนไม่ได้รับการสั่งสอน ฮูหยินมู่รู้ข่าวลือของบุตรสาวเมื่อใดคงล้มป่วย หากแม่ทัพใหญ่เห็นกับตาคงปวดใจที่เ้าทำตัวไร้ราคาเยี่ยงนี้”
“…” มู่หรงเซียวหรี่ตามองดู แล้วถามขึ้นอีกครั้งว่า “เฟิงเกอ บอกข้าทีว่า… ข้าไม่ได้หูแว่ว จะ… เ้านั่นพูดถึงข้าอยู่หรือ”
“ไม่ใช่คุณหนูหรอกขอรับ” มือขวาแม่ทัพใหญ่ปฏิเสธแล้วถลึงตามองคนตรงหน้าที่กล้าพูดจาดูถูกเหยียดหยามนาง ส่งสายตามองให้เขาถอยไปไกล ๆ
“ข้าพูดถึงเ้า คุณหนูสกุลมู่” เขาเอ่ยย้ำ “ทำตัวไร้ยางอายไม่มีหัวคิด ไร้สติแล้วยังกล้าใกล้ชิดกับบุรุษยามค่ำคืน”
“เฟิงเกอ จวนข้ามีคนบ้า… บ้า… มาอาศัยอยู่หรือ” หญิงสาวบอกให้พี่ชายปล่อยลงแล้วยืนประจันหน้าอีกฝ่าย พยายามทรงตัวไม่ให้ร่างกายโงนเงน
“มู่หรงเซียว ตั้งสติเสียที!!!” หยางเสวี่ยเฟยะโเสียงดังแต่สิ่งที่ได้รับคือฝ่ามือตวัดกว้างแล้วตบฉาดลงมาที่ใบหน้าของเขาทำเอาทุกคนที่นั่นตะลึงไม่แพ้กัน
เพียะ!
“หากไม่ใช่คนบ้า… ก็คงจะเป็เ้าสินะ หยาง… เสวี่ยเฟย” นางยิ้มมุมปากในขณะที่อีกฝ่ายอึ้งเพราะถูกตบเป็ครั้งแรก ทั้งยังไม่คิดว่าหญิงสาวจะกล้าทำเช่นนี้กับเขา “เจอหน้ากันคราใดก็เอาแต่… พ่น… คำดูถูกทำร้ายน้ำใจข้า”
“…” ใบหน้าข้างนั้นเจ็บแสบ เสียงในหูดังวิ้งสะท้อนอยู่ข้างในแทบจับใจความคำพูดของมู่หรงเซียวไม่ได้
“ข้า… เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเื่ระหว่าง… เรา… จบสิ้นั้แ่เมื่อใด ข้ารั้งตัวเ้าไว้หรือ… ถะ… ถึงได้รังควานกันไม่จบไม่สิ้น” ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้า แววตาเป็ประกายสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนดูงดงาม “ข้า… จะทำสิ่งใดก็เื่ของข้า เหตุใดต้องทำตัว… มะ… เหมือนเดือดร้อนนัก เ้าเป็สามีข้าหรือ”
“ข้าไม่ใช่” เขาตอบทันควัน “คนทำผิดคือเ้า เหตุใดจึงเถียงข้าไม่หยุด”
“ข้าทำผิดต่อผู้ใด ท่านพ่อท่านแม่… ไม่เคยดุว่าข้า เฟิงเกอ เมิ่งเซียงหรือแม้แต่อาเหลียงก็ด้วย มีแต่เ้า… นั่นแหละ” นางเอ่ยถามอยากรู้ความคิดของเขา เวลานี้มึนเมาเพราะสุราพาลไม่อยากยับยั้งอารมณ์ประคองสติเอาไว้สักเท่าไหร่ คิดเห็นสิ่งใดจึงพูดออกไปจนหมด “ไหน ๆ ก็ชอบดุด่าข้าแล้ว คะ… คืนนี้… มีเื่ใดก็พูดออกมาให้หมดเถิดเพราะต่อไปข้าจะไม่อยู่ให้เ้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”
“มู่หรงเซียว ทำตัวเยี่ยงนี้เพราะอยากประชดข้าหรือ เ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีทางหลงกลคนอย่างเ้า ข้าไม่มีวันหึงหวง” รองแม่ทัพหยางขมวดคิ้ว สีหน้าเยือกเย็น
ขณะที่มู่หรงเซียวหันไปมองเซี่ยหลานเฟิงแล้วบึนปากใส่หยางเสวี่ยเฟย “หึงไม่หึง… ก็เื่ของเ้า ข้าร้องขอหรืออย่างไร เ้าช่าง… นะ… น่ารำคาญจริง ๆ”
“เฮอะ…” ครั้นได้ยินนางพูดเช่นนั้นถึงกับแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ “เ้าทำผิดแท้ ๆ แต่กลับกล้าว่าข้าหรือ”
“เฟิงเกอ ข้าง่วงนอนแล้ว พาข้าไปส่งที่ห้องเถอะ” นางไม่ฟังคำบ่นของเขาแล้วหันไปอ้อนคนข้างกาย ั์ตาหวานเยิ้มเพราะความมึนเมา น้ำเสียงหวานละมุนชวนเคลิบเคลิ้ม “เดินไม่ไหว อุ้มขะ… ข้าหน่อยเ้าค่ะ”
“มู่หรงเซียว!!! เ้า...” หยางเสวี่ยเฟยไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นกลับได้ยินนางบอกว่า “หุบปากได้แล้ว ข้าหนวกหู ดึกดื่นป่านนี้จะะโทำไมนัก”
“เ้า…”
“เฟิงเกอ ไปนอนกันเถอะเ้าค่ะ”
เซี่ยหลานเฟิงยิ้มมุมปาก สายตามองไปที่รองแม่ทัพสร้างความขุ่นเคืองใจให้อีกฝ่ายเป็อย่างยิ่งก่อนจะอุ้มมู่หรงเซียวเข้าไปในจวนโดยไม่หันกลับมามองใครบางคนที่ร้อนรนใจอยู่คนเดียว