ตอนที่ 2 (4)
“ผมอยากกลับบ้าน…ผมกลับบ้านได้ไหมครับ…” เจี่ยนอินสูดจมูก
“ฉันก็อยากให้นายกลับบ้านเหมือนกัน แต่ปัญหาคือ นายรู้ไหมว่าบ้านของนายอยู่ที่ไหน” จางกงนั่งลง แหงนหน้าขึ้นฟ้าพร้อมกับถอนหายใจยาว “นายว่านายที่เป็เด็กน้อยคนหนึ่ง ดึกดื่นค่อนคืนออกมาเดินเตร็ดเตร่ข้างนอกทำไมกัน แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนก็ไม่พกติดตัว ดีร้ายอย่างไรก็พกบัตรนักเรียนบ้างเถอะ! Easy Card[1]ที่ลงทะเบียนไว้ก็ไม่มี ใช้เงินสดซื้อข้าวปั้น สมัยนี้ยังมีคนใช้เงินสดซื้อของกันอีกเหรอ เบาะแสอะไรก็ไม่มี นายจะให้ฉันหาบ้านให้นายได้ยังไงกัน”
“กล้องวงจรปิด...” เจี่ยนอินพูดเสียงเบา
“สวนต้ากวงิถูกฟ้าผ่าจนเละไปหมดแล้ว หากจะหากล้องวงจรปิด ฉันว่ายากมาก...”
จางกงยังพูดไม่ทันจบ ตำรวจจากทีมสนับสนุนที่ด้านหลังก็กล่าวว่า “ตอนนี้ภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดเชื่อมต่อกับคลาวด์[2]แล้ว อีกเดี๋ยวนายค่อยไปขอดูที่แผนกจราจรได้เลย!”
จางกงหันมาถามว่า “คลาวด์คืออะไร หมายถึงวางมันไว้บนก้อนเมฆเหรอ ตอนนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้าขนาดที่สามารถเอาภาพจากกล้องวงจรปิดไปวางบนก้อนเมฆได้แล้วเหรอเนี่ย”
อีกฝ่ายกลอกตาให้เขาหนึ่งที
เหล่าตำรวจที่กรมย่อยพิเศษหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าตำรวจดวงดาวนั้น ล้วนแต่เป็ดวงดาวบนท้องฟ้าที่พากันจุติลงมายังโลกทั้งสิ้น แต่เพราะตายไปหลายร้อยปี และเป็เทพบนท้องฟ้ามาหลายร้อยปีแล้ว จู่ๆ จุติลงมายังโลกก็เห็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เครื่องบินเต็มโลกไปหมด แถมยังมีทีวี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และ MOD[3] อีก มีไม่กี่คนจริงๆ ที่สามารถปรับตัวได้ในเวลาอันสั้น
หงเซี่ยนที่เอาแต่เงียบมาตลอดกำลังพลิกเปิดหนังสืออย่างเงียบเชียบ พ่อของเขาละเมิดกฎหมายของมนุษย์ การเมาแล้วขับละเมิดความปลอดภัยสาธารณะ ก็ไม่รู้ว่าต้องถูกขังนานแค่ไหนถึงจะได้ปล่อยตัวเหมือนกัน เดิมทีเขาก็แค่ถือโอกาสพาเจี่ยนอินมาส่งเท่านั้น เพราะใครโดนตัวเจี่ยนอินคนนั้นก็ะเิ แต่พอมาส่งคนแล้ว และคิดจะจากไป ก็ดันมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายออกมาเป็คำพูดไม่ได้ หัวใจถูกแขวนไว้ ไม่รู้ว่ามันคืออารมณ์แบบไหน สุดท้ายก็จากไปไม่ได้
“ฟื้นแล้วก็มานี่” เสียงของหงเซี่ยนเมินเฉย
เจี่ยนอินมองหงเซี่ยนอย่างกระวนกระวายใจแวบหนึ่ง หลังจากที่ยืนยันอย่างรอบคอบแล้วว่าคำพูดนี้ของหงเซี่ยนคือกำลังพูดกับเขาอยู่ เขาก็ยืนขึ้นช้าๆ อย่างลังเล พลางเดินไปหาหงเซี่ยนอย่างช้าๆ
หนึ่งก้าว หนึ่งก้าว และอีกหนึ่งก้าว
สุดท้ายตอนที่หงเซี่ยนกำลังจะหมดความอดทนนั้นเอง ในที่สุดเจี่ยนอินก็เดินไปถึงข้างตัวเขา
เจี่ยนอินท้องร้องโครกคราก ดังขึ้นมาอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา
ใบหน้าของเขาค่อยๆ แดงขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง ในที่สุดท่าทางเขาก็ไม่ได้ดูน่าสงสารและน่าสังเวชเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
เพียงแต่เจี่ยนอินที่เป็แบบนี้ขัดแย้งกันมากเกินไป เห็นชัดว่ามีพลังมากมายเสียขนาดนั้น แต่กลับกดความรู้สึกของการมีอยู่ของตนเองเอาไว้เสียจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
หงเซี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเจี่ยนอินที่ยืนอยู่แวบหนึ่ง เจี่ยนอินจึงถามอย่างกระท่อนกระแท่นว่า “ไม่ทราบว่า...พายสับปะรดนี้เป็ของใครเหรอ...ทำไมผมถึงได้กอดพายสับปะรดเอาไว้...”
“หมอเหลียวให้มา” หงเซี่ยนกล่าว
“...” เจี่ยนอินกระมิดกระเมี้ยนอยู่ครู่หนึ่ง ถึงค่อยถามเสียงเบาว่า “ไม่ทราบว่า...ผมขอกินได้ไหมครับ...”
“มันไว้ให้นายกินอยู่แล้ว” คำพูดของหงเซี่ยนมักจะตรงทื่อ ไม่มีขึ้นมีลง ราวกับไม่มีอารมณ์ใดๆ
“อ้อ...ขอบคุณครับ...” เจี่ยนอินค่อยๆ ลากเก้าอี้ข้างตัวหงเซี่ยนมา เมื่อเห็นว่าหงเซี่ยนไม่ได้ปฏิเสธที่ตนจะนั่งลงข้างเขา ถึงได้ค่อยแนบก้นลงไปบนเก้าอี้ พลางลอบมองหงเซี่ยนอย่างเงียบๆ พลางเปิดกล่องพายสับปะรดอย่างช้าๆ
เจี่ยนอินหยิบพายสับปะรดที่เขียนคำว่า ‘กำลัง’ ตัวใหญ่ออกมาพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง พอฉีกซองก็อ้าปากกัดเบาๆ ไปหนึ่งคำ เนื้อััอ่อนนุ่มทำให้เจี่ยนอินดวงตาเป็ประกาย และเริ่มกินอย่างมีความสุข
มนุษย์ด้ายดำจิ๋วที่เอาแต่นั่งเงียบๆ บนม้านั่งมาตลอด ก็ยืนขึ้นในเวลานี้แล้วเดินไปที่ห้องน้ำชา สามนาทีต่อมา ก็ยกชาเขียวกลิ่นมะลิแก้วใหม่อีกแก้วหนึ่งวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเจี่ยนอิน
เจี่ยนอินที่กำลังกัดพายสับปะรดทีละคำๆ เหมือนหนูตัวน้อยเห็นชาเขียว ก็เงยหน้าขึ้นเพื่อ้าจะกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย แต่ว่าเพิ่งจะเงยหน้ามองไปแวบเดียว ก็ใจนพายสับปะรดที่กินไปได้ครึ่งหนึ่งหลุดเข้าไปในหลอดลม หน้ากลายเป็สีแดง สำลักจนหายใจไม่ได้!
มนุษย์ด้ายดำจิ๋วรีบอุ้มเจี่ยนอินขึ้นมาทันที โดยโอบรอบหน้าอกของเจี่ยนอินเอาไว้จากทางด้านหลัง แล้วรีบใช้วิธีปฐมพยาบาลแบบไฮม์ลิคช์กับเขาอย่างเร่งด่วนทันที!
พายสับปะรดที่อุดหลอดลมของเจี่ยนอินอยู่พุ่งออกมา เศษขนมพุ่งกระจายไปเต็มศีรษะและใบหน้าของจางกงที่กำลังเขียนบันทึกอยู่ จางกงตบโต๊ะด้วยความโกรธและะโลั่นว่า
“จะหยุดได้หรือยังฮะ! จะให้ตำรวจทำงานไหม! ต่อให้พวกเราทำงานล่วงเวลาเงินเดือนก็น้อยมากอยู่ดีนายรู้ไหม ฉันไม่ได้นอนมาเจ็ดสิบสองชั่วโมงแล้วนายรู้ไหม ตกลงแล้วนายมันเป็ตัวอะไรกันแน่ฮะเ้าหนู ฉันส่งรูปนายลงในกลุ่มแล้วแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่านายคือตัวอะไร นายรู้ไหม ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลามขนาดนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะหาเงาของนายและหาว่านายมาจากไหนไม่เจอ แบบนี้มันน่ากลัวมากแค่ไหนนายรู้ไหม”
เจี่ยนอินเอาแต่ไอไม่หยุด จนทั้งใบหน้าแดงไปหมดแล้ว
และในเวลานี้นี่เองที่จู่ๆ หน้าประตูก็แว่วเสียงแ่เบาขึ้นมา ฟังดูทั้งไกลและใกล้ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่
“ท่านผบ.ตร.! เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
นอกจากเจี่ยนอินที่ยังคงไออยู่กับหงเซี่ยนที่กำลังพลิกเปิดหนังสืออย่างใจเย็นแล้ว ทุกคนในกรมย่อยพิเศษต่างก็พากันมองไปยัง ‘คน’ ที่เข้ามา
แต่นั่น อันที่จริงแล้วไม่ใช่คน...
“เมื่อกี้โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าร่างของผมหายไปแล้ว!”
‘คน’ คนนั้นคือดวงิญญาที่โปร่งใสและเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ เขาสวมเครื่องแบบตำรวจจราจร หน้าตาดูอ่อนเยาว์ แต่กลับเป็คนที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์มากที่สุดในกรมย่อยพิเศษ เป็หัวหน้าของอวิ๋นไถกลุ่มดาวยี่สิบแปดหมู่ [4]หัวหน้าที่โชคร้ายพลีชีพขณะเป็กองสนับสนุนภารกิจสังหารอสูรร้ายเหนียน[5]เมื่อปลายปีที่แล้ว นามว่า ‘จิ่งตาน’
เชิงอรรถ
^ Easy Card คือ บัตรเติมเงินยอดนิยมของไต้หวันสามารถนำมาใช้จับจ่ายซื้อสอยสินค้าจากร้านต่างๆ ได้^ คลาวด์ คือ พื้นที่ที่เอาไว้เก็บสำรองข้อมูล^ MOD คือ ตัวปรับแต่งเกม^ อวิ๋นไถกลุ่มดาวยี่สิบแปดหมู่คือ กลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่รูปแบบคล้ายกับดาวนักขัตฤกษ์ในโหราศาสตร์ไทยแต่ว่าก็ไม่คล้ายสักทีเดียว มีทั้งหมด 28 กลุ่ม และถูกจัดกลุ่มให้ครองในแต่ละทิศทางทั้งสี่เป็นจำนวนเท่าๆ กันอีกด้วย^ อสูรร้ายเหนียน เป็นอสูรร้ายตัวใหญ่ ที่หัวมีขนรุงรัง คล้ายสิงโตแต่ตัวใหญ่กว่ามาก มีเขี้ยวที่ยาวและคม แถมดุร้ายเป็นอย่างมาก มันอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกเป็นเวลายาวนาน ทุกปีพอถึงวันสิ้นปีก็จะปีนขึ้นฝั่งมาทำร้ายผู้คน