ท่าเรือของของเมืองเหยียนเฉิงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน กุลีรับจ้างกำลังแบกของขึ้นลงเรือสินค้า พ่อค้าแม่ค้าสองฝังข้างทางส่งเสียงร้องเรียกลูกค้าที่ผ่านไปมา ผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของกำลังต่อรองราคาเสียงดัง รวมถึงผู้คนจำนวนมากที่้าออกเดินทางด้วยเรือโดยสาร
เซียถิงแยกตัวไปกับองครักษ์อีกสองคน เพื่อจัดการเื่เรือที่จะเดินทางไปฉางอานขณะที่เสียนฟ่างนั่งพักรออยู่กับคนที่เหลือในบริเวณนั้น
เสียนเฉิงดูจะตื่นเต้นกว่าปกติที่จะได้ขึ้นเรือเพื่อเดินทางไกลเป็ครั้งแรก เสียนฟ่างคิดว่าการมาที่เจียงหนานครานี้ได้สิ่งต่าง ๆ กลับไปมากกว่าที่คาดเอาไว้ โดยเฉพาะความรู้สึกระหว่างตัวเองกับเซียถิง ที่กระจ่างแจ้งกับใจมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาใหม่ ๆ
ใช้เวลาสักพัก เซียถิงก็เดินนำชายวัยกลางคนผิวกล้าแดดคนหนึ่งกับชายหนุ่มอีกหลายคนกลับมาด้วย เซียถิงหันไปคุยกับผู้ที่ติดตามมาไม่กี่คำ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะสั่งให้ชายหนุ่มที่ติดตามมาช่วยกันขนสิ่งของสัมภาระขึ้นเรือที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
“ไปกันเถอะ” เซียถิงส่งมือมาช่วยพยุงเสียนฟ่างที่นั่งอยู่ให้ติดตามไป มือที่จับไว้เพียงหลวม ๆ แต่ว่าเซียถิงยังไม่ยอมปล่อย กลับจูงมือเสียนฟ่างไปตลอดทางจนกระทั่งขึ้นไปบนเรือ
เรือที่ว่าจ้างมาเป็เรือสำเภามีขนาดไม่ใหญ่มาก มีห้องพักสำหรับผู้โดยสารเพียงสามห้องติดต่อกันอยู่ด้านล่างของดาดฟ้าเรือ มีลูกเรือรวมกันเพียงห้าคน ไม่มีผู้โดยสารอื่นอีกนอกจากขบวนของเสียนฟ่างทั้งเก้าคน
“อาเฉิงอย่าวิ่งเล่นไปทั่ว อาเป่าดูแลคุณชายรองให้ดี” เสียนฟ่างส่งเสียงเตือนระหว่างที่เสียนเฉิงดูเหมือนจะตื่นเต้นกับเรืออยู่ไม่น้อย ออกเดินสำรวจเรือั้แ่เท้าเพิ่งัักับกราบเรือได้ไม่นาน
เสียนฟ่างเดินออกมายืนดูลูกเรือที่ช่วยกันนำสัมภาระเข้าไปจัดเก็บที่ใต้ท้องเรือ พร้อมกับคนอีกหลายคนที่กำลังช่วยกันเตรียมนำเรือออกจากท่า ที่ท่าเรือมีทหารเฝ้าระวังอยู่มากกว่าปกติ เรือที่เข้าออกที่ท่าเรือของของเมืองเหยียนเฉิงยังคงต้องแสดงใบผ่านทางของทางการ หลังจากองครักษ์ของเสียนฟ่างแสดงใบผ่านทางให้กับนายท่าแล้ว เรือสำเภาก็เริ่มออกเดินทางเพื่อเข้าสู่แม่น้ำแยงซีในทันที
“ด้านนอกลมแรง อากาศเย็นระวังจะไม่สบาย” เซียถิงเดินมาอยู่ที่ด้านข้างสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวให้กับเสียนฟ่าง เสียนฟ่างมีรูปร่างผอมบาง ตอนที่ออกเดินทางยังไม่รู้สึกหนาวมากเท่าไรจึงมิได้นำเสื้อคลุมออกมาด้วย ลมเหนือที่พัดผ่านไปกับลำน้ำพัดพาเสื้อผ้าของเสียนฟ่างลู่ไปกับลม ยิ่งขับเน้นให้เสียนฟ่างยิ่งดูน่าทะนุถนอม ร่างน้อยที่ดูเหมือนจะปลิ่วไปกับลมเมื่อยามหันหน้ามาส่งยิ้มให้กับเซียถิง แทบจะทำให้ท่านแม่ทัพผู้นี้เกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ
“ท่านพี่”
เซียถิงเป็คนไม่ช่างพูดจาจึงได้แต่ยืนเงียบงันอยู่เป็เพื่อนเสียนฟ่างที่ดาดฟ้าเรือ มองดูสายน้ำที่พัดผ่านท้องเรืออย่างไม่ขาดสาย ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งอยู่ที่ฉางอานทั้งสองรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์ พอเพิ่งจะเริ่มเปิดใจให้กันได้ไม่นาน กลับรู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย เสียนฟ่างหันหน้ามาหาเซียถิงอีกครั้งเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องมองมาที่ตัวเองอย่างไม่วางตา
"ท่านพี่"
"อืม"
"หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือเปล่า" เสียนฟ่างทราบดีว่าใบหน้าตัวเองไม่มีสิ่งใดติดอยู่เพียงแต่้าหาหัวข้อในการสนทนา เซียถิงกลับดูขัดเขินใบหูถึงกับขึ้นสีแดงจางพอสังเกตเห็นได้ คนผู้นี้เวลาเขินอายก็น่าดูไปอีกแบบ เสียนฟ่างคิดในใจ
เซียถิงกลับเอื้อมมือมาลูบแก้มของเสียนฟ่างอย่างเบามือ
"มีเส้นผมติดอยู่ ข้าเอาออกให้แล้ว" แต่ว่าเซียถิงยังคงลูบไล้อยู่สักพักกว่าจะยอมเอามือออก
"กลับไปฉางอานแล้วเ้าคิดจะทำอะไรต่อไป" เซียถิงถาม
"ข้าตั้งใจว่าจะหาเลือกทำเลดี ๆ ในฉางอานเพื่อปรับปรุงเป็ร้านจำหน่ายใบชา"
"อืม ข้าจะให้พ่อบ้านสวี้จัดการให้"
เสียนฟ่างมีความตั้งใจจะทำร้านจำหน่ายใบชาก่อน จากนั้นหากกิจการไปได้ด้วยดีก็คิดที่จะทำโรงน้ำชาของตัวเอง แต่คิดว่านี่เป็กิจการที่อยากจะสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง อีกอย่างสินเดิมที่บิดามอบให้ไว้ตอนแต่งงาน มีร้านค้าในฉางอานอยู่หลายร้านสามารถนำมาปรับปรุงเป็ร้านจำหน่ายใบชาได้ เสียนฟ่างอึกอักอยู่ในใจไม่ทราบควรปฏิเสธเซียถิงอย่างไรดี เซียถิงเฝ้าดูเสียนฟ่างอยู่พอเห็นอีกฝ่ายยังไม่ตอบรับ ก็พอเดาออกว่าเสียนฟ่างกำลังคิดเช่นไร
"เราสองคนเป็สามี ภรรยากัน ของ ๆ ข้าก็คือของ ๆ เ้า หลังจากกลับไปแล้วข้าจะให้พ่อบ้านสวี้เอาบัญชีการใช้จ่ายของจวนแม่ทัพให้เ้าเป็ผู้ดูแล เสียนฟ่าง ข้ารู้ว่าเ้ายังโกรธเื่ที่แล้วมา เป็ข้าไม่ดีต่อเ้า แต่ว่าหลังจากนี้ ข้าจะดีต่อเ้า ทะนุถนอมเ้า ดูแลเ้า ให้โอกาสข้าอีกครั้งจะได้หรือไม่"
เซียถิงดึงเอาเสียนฟ่างมากอดเอาไว้ ใบหน้าของเสียนฟ่างแถบจะจมลงไปในอก เสียนฟ่างดิ้นรนอยู่พักใหญ่กว่าจะเงยหน้าขึ้นมาได้ แต่ว่าเซียถิงยังไม่ยินยอมปล่อยคน สองมือยังคงโอบรัดเสียนฟ่างเอาไว้ ใบหน้าก้มลงมองดูเสียนฟ่างอย่างคาดหวัง
"ข้า ข้าจะเก็บเอาไปคิดดู ปล่อยข้าก่อน"
เซียถิงชอบดูคนตัวเล็กที่ดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดอย่างเขินอาย ก่อนที่จะปล่อยให้เสียนฟ่างวิ่งหนีเข้าไปที่ด้านล่างของเรือ เซียถิงยังคงยืนอยู่ที่บริเวณกราบเรือจ้องมองสายน้ำที่ไหลผ่านขณะที่เรือกำลังเร่งความเร็ว ผ่านสายน้ำคดเคี้ยวเพื่อเข้าสู่คลองต้ายวิ่นเหอ
พระตำหนักทรงงานซวนเจิ้น
ถังเสวียนจงกำลังนั่งอ่านรายงานทางการทหาร ที่ส่งขึ้นมาจากทางเจียงหนาน ใบหน้ายังคงเคร่งเครียดแต่ว่ามุมพระโอษฐ์คล้ายกำลังยกยิ้มอยู่เล็กน้อย จางกงกงยืนอยู่อย่างสงบเงียบอยู่ด้านข้าง ั้แ่เหตุการณ์ลอบสังหารส่านอ๋องที่เมือง เหยียนเฉิง ถังเสวียนจงใช้เป็ข้ออ้างจัดส่งกำลังทหารลงไปที่เจียงหนานอีกเกือบสามพันนาย บีบคั้นให้สุยอ๋องเพิ่มความระแวงว่าถังเสวียนจงรับรู้เื่ที่ตัวเองกำลังตระเตรียมเพื่อก่อการฏ ทำให้สุยอ๋องจำเป็ต้องเคลื่อนไหวก่อนที่กองกำลังของตัวเองจะพร้อม
ตอนนี้กองกำลังของสุยอ๋องล้อมกักส่านอ๋องไว้ภายในจวนที่เมืองเจียงหลิง กองกำลังทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากัน ส่านอ๋องนำทหารติดตามมาเพียงสามพันนาย ต่อให้รวมกองกำลังที่กำลังเดินทางมาก็มีเพียงหกพันนาย ไม่อาจต่อกรกับกองกำลังของสุยอ๋องที่มีเกือบสองหมื่นนายได้
ผู้ว่าการมณฑลเจียงหนาน สมคบคิดด้วยกับสุยอ๋องทำให้ไม่มีทหารมาช่วยเหลือเพิ่มเติม อีกอย่างไม่มีราชโองการของถังเสวียนจงให้เคลื่อนกองกำลัง ผู้ว่าการมณฑลเจียงหนานจึงถือโอกาสพลักเรือตามน้ำมิได้สั่งให้เคลื่อนพลไปช่วยเหลือแต่อย่างใด ซึ่งเื่นี้ยิ่งทำให้ฝ่ายของสุยอ๋องไม่แน่ใจว่าถังเสวียนจงที่แท้ทรงมีแผนการเช่นไร
"จางกงกง"
"กระหม่อมอยู่ พ่ะย่ะค่ะ"
"ไทเฮาจะเสด็จกลับมาถึงเมื่อไร"
"ขบวนเสด็จจะออกจากซานซีในวันมะรืนน่าจะถึงฉางอานในอีกห้าหกวันพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม เจิ้นจะออกไปรับเสด็จที่หน้าประตูเมือง ให้คนตระเตรียมให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งราชโองการลับนี้ไปให้แม่ทัพอัน" ถังเสวียนจงม้วนแผ่นผ้าบางเบาผืนหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรถี่ยิบม้วนลงในกระบอกโลหะขนาดเล็กส่งให้กับจางกงกง
"พ่ะย่ะค่ะ"จางกงกงรับราชโองการลับใส่เข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นจึงรีบออกที่ด้านนอกเพื่อส่งต่อไปให้กับอันลู่ซานอย่างเร่งด่วน สีพระพักตร์ของถังเสวียนจงดูสดใสขึ้น จากนั้นจึงเสด็จพระดำเนินออกจากพระตำหนักซวนเจิ้น ไปที่พระตำหนักของอู่เสียนเฟย
เรือโดยสารใช้เวลาเกือบสามชั่วยาม (6 ชั่วโมง) กว่าจะเข้าสู่คลองต้ายวิ่นเหอ ผิวน้ำเริ่มมองเห็นร่องรอยน้ำแข็งที่กำลังก่อตัวขึ้นบาง ๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าน้ำแข็งอาจจะหนาขึ้นจนเรือโดยสารไม่อาจเดินทางได้ พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ลมเหนือที่พัดผ่านลงมายังไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง ด้วยทิศทางมุ่งไปยังฉางอานลมเหนือที่พัดลงมาทำให้เรืออาจจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิม
คลองต้ายวิ่นเหอเป็คลองที่ขุดโดยแรงคนในสมัยราชวงศ์สุย มีขนาดใหญ่พอให้เรือหกลำสามารถแล่นพร้อมกันได้ ่เวลานี้การเดินทางทางบกจากฉางอานลงมาที่เมืองเจียงหลิงถูกปิดกั้นทำให้การสัญจรทางน้ำค่อนข้างหนาแน่นกว่าปกติ หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วเสียนฟ่างยืนรับลมอยู่ที่กราบเรือ ไม่นานก็กลับลงไปที่ชั้นล่างเพื่อเข้านอน
ห้องนอนสำหรับผู้โดยสารมีเพียงสามห้อง เสียนฟ่างตอนกลางวันใช้เวลาอยู่ที่้าเรือเป็ส่วนมากทำให้ไม่ทันคิดถึงเื่นี้ องครักษ์สามคนแยกตัวไปเฝ้าระวังอยู่ที่้าเรือ อีกสองคนแยกตัวเข้าห้องด้านซ้ายสุดไปแล้ว เซียถิงยังคงไม่ไว้วางใจจนกว่าจะกลับถึงฉางอาน การเฝ้าระวังยังต้องมีอย่างเข้มงวด เสียนเฉิงวิ่งเล่นทั้งวัน หลังจากอาหารค่ำอาเป่าก็อุ้มเสียนเฉิงเข้าห้องนอนที่อยู่ตรงกลางไปก่อนหน้าแล้ว
เซียถิงยืนรีรอเสียนฟ่างอยู่หน้าห้อง "เข้านอนเถอะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน" โดยไม่รอให้เสียนฟ่างตอบ เซียถิงก็โอบเสียนฟ่างด้วยมือข้างหนึ่งเข้าไปในห้อง เซียถิงดื่มสุราไปไม่น้อยเมื่อตอนมื้อค่ำ ใบหน้ายังมีสีแดงระเรื่อลมหายใจยังมีกลิ่นสุราคลุ้งออกมา
ภายในห้องนอนมีขนาดไม่กว้างมาก มีเตียงขนาดไม่ใหญ่วางติดพนังด้านหนึ่ง เหลือพื้นที่ว่างพอให้วางโต้ะน้ำชาแบบเตี้ย ๆ ที่มุมหนึ่งของห้องเท่านั้น เซียถิงโอบกอดเสียนฟ่างอยู่ที่กลางห้องก่อนที่จะพลักเสียนฟ่างให้นั่งลงบนเตียงจากนั้นโถมตัวลงมาที่เสียนฟ่าง ยัดตัวเองกับเสียนฟ่างไว้ในผ้าห่มหนา ตะแคงข้างกอดเสียนฟ่างเอาไว้ เสียนฟ่างยังไม่ทันเตรียมใจ ทั้งยังไม่ยินยอมหากเซียถิงปรารถนามากกว่านี้ หากแต่ผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ นอกจากกอดแล้วดูเหมือนเซียถิงจะหลับลงไปทั้งอย่างนั้น
หลายวันหลังจากนั้น เซียถิงเวลานอนนอกจากกอดเสียนฟ่างเอาไว้ ก็มิได้กระทำมากไปกว่านี้ กลับเป็เสียนฟ่างเองที่รู้สึกคุ้นเคยกับการกอด ในภายหลังก็มิได้มีท่าทีเขินอายมากเท่ากับใน่แรก แต่ว่าเสียนฟ่างดูเหมือนจะรู้สึกว่าสายตาของคนอื่น ที่มองมาระหว่างที่เสียนฟ่างอยู่กับเซียถิงสองคน ดูเหมือนมีรอยยิ้มในสายตาอย่างไรชอบกล
การเดินทางใช้เวลาไปเกือบสิบวัน ช้ากว่าที่คาดการณ์เอาไว้ไม่มาก เมื่อมาถึงที่ท่าเรือของฉางอาน พ่อบ้านของจวนแม่ทัพ สวี้เจ้อก็จัดรถม้ามารอรับเอาไว้เรียบร้อย เป็เซียถิงที่ส่งข่าวมาถึงก่อนล่วงหน้า ระหว่างทางมีค่ายทหารตามเมืองต่าง ๆ เซียถิงเขียนจดหมายให้ทหารส่งข่าวมาที่ฉางอานั้แ่หลายวันก่อน บิดาของเสียนฟ่างกับหลิวฮูหยินก็มารออยู่ที่ท่าเรือเช่นกัน
เมื่อเห็นบิดากับหลิวฮูหยินมารอรับ เสียนเฉิงที่ตอนแรกยังคงร่าเริงอยู่ ถึงกับหันหลังกลับไปหลบอยู่ด้านหลังของเซียถิงค่อย ๆ เดินก้มหน้าติดตามมาด้วยเกรงว่าบิดาจะดุด่าที่แอบหนีออกจากบ้านไปโดยที่ไม่ได้บอก
เสียนเซิ่งลี่เมื่อเห็นบุตรชายคนรองก็ตีหน้าเคร่งเครียด “อาเฉิงเ้าออกมา”
“ท่านพ่อ” เสียนเฉิงรู้ดีว่าไม่มีทางหลบเลี่ยงได้ เดินออกมาจากด้านหลังของเซียถิง แต่ยังหันกลับมาส่งสายตาให้กับเสียนฟ่างเหมือนขอความช่วยเหลือ เสียนฟ่างจึงรีบจูงมือเสียนเฉิงเดินยิ้มแย้มไปหาบิดากับหลิวฮูหยินที่ยืนรออยู่
“ท่านพ่อ ท่านแม่” เสียนฟ่างส่งเสียงทักทายมือข้างหนึ่งยังจูงเสียนเฉิงเอาไว้ ดวงตาของหลิวฮูหยินถึงกับชื้นขึ้นมา เมื่อได้ยินคำว่า “ท่านแม่” ดังมาจากปากของเสียนฟ่าง สีหน้าโกรธเกรี้ยวของเสียนเซิ่งลี่เองก็แทบจะหายไปในบัดดลหลังจากได้ยินที่บุตรชายกล่าว
“ท่านพ่อ ท่านอย่าดุอาเฉิงเลย อาเฉิงซุกซนไปบ้าง แต่ว่าเขารับปากข้าต่อจากนี้จะตั้งใจศึกษาอยู่ในโอวาท ใช่หรือไม่อาเฉิง”
“ขอรับ ท่านพ่อข้าผิดไปแล้ว แต่ว่าตลอดเวลาที่ข้าอยู่กับพี่ใหญ่ ข้าเชื่อฟังที่พี่ใหญ่บอก มิได้ก่อเื่ให้พี่ใหญ่รำคาญใจแม้แต่น้อย ไม่เชื่อท่านถามพี่เขยดูก็ได้”
เซียถิงเดินติดตามมาด้านหลังเอื้อมมือมากุมมือข้างหนึ่งของเสียนฟ่างเอาไว้ กล่าวทักทายอย่างนอบน้อม “ท่านพ่อตา หลิวฮูหยิน อาเฉิงเป็เด็กดีจริง ๆ วันนี้ต้องขอตัวก่อน ข้ากับเสียนฟ่างจะไปเยี่ยมท่านที่จวนอีกครั้งในวันสองวันข้างหน้า”
“ท่านพ่อ ข้ามีเื่อยากจะถามท่านเช่นกัน อีกสองวันข้ากับเซียถิงจะไปพบท่านที่จวน”
เสียนเฉิงตีหน้าเศร้าติดตามบิดามารดาขึ้นรถม้ากลับไปที่จวนสกุลเสียน หลังจากร่ำลากันแล้ว เซียถิงก็ช่วยพยุงเสียนฟ่างขึ้นรถม้าของจวนแม่ทัพกลับไป
ฉางอานในยามนี้ท้องถนนปกคลุมไปด้วยหิมะอากาศหนาวเย็นยิ่ง ผู้คนที่ออกเดินตามท้องถนนต่างใส่เสื้อผ้าหนาทึบเพื่อเพิ่มความอบอุ่น เวลาใกล้จะสิ้นปีแล้ว ร้านรวงบ้านเรือนต่างเริ่มถยอยตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดง ประดับประดาไปด้วยกระดาษสีสันสดใสทั่วทั้งเมือง
เซียถิงนั่งอยู่ข้างเสียนฟ่างภายในรถม้า มือที่กุมเอาไว้ยังคงไม่ยอมปล่อย จากประตูต้านฟ่งด้านทิศใต้มาจนถึงจวนแม่ทัพกินเวลาราวครึ่งชั่วยาม ที่หน้าประตูจวนพ่อบ้านใหญ่ก็เพิ่งให้บ่าวเริ่มตกแต่งประตูจวนด้วยโคมไฟสีแดงกระดาษสีสันสวยงามแล้วเช่นกัน เซียถิงลงจากรถม้าก่อนจากนั้นจึงส่งมือให้เสียนฟ่างจับเพื่อลงจากรถม้า หลังจากลงจากรถม้าแล้วเซียถิงยังคงจูงมือของเสียนฟ่างเดินต่อเข้าไปในด้านใน ระหว่างทางมีบ่าวในเรือนที่เห็นทั้งสองเดินจับมือกันมา ต่างพากันหลบสายตาไม่กล้ามองดู ได้แต่เฉไฉมองไปทางอื่น มีแต่พ่อบ้านใหญ่คอยเดินติดตามมาด้านหลังพร้อมรอยยิ้ม
เสียนฟ่าง้ากลับไปที่เรือนของตนเอง เมื่อเดินมาถึงทางแยกไปยังเรือนใหญ่ จึงพยายามดึงมือออก แต่ว่าเซียถิงยังคงยื้อเอาไว้ซ้ำยังจูงเสียนฟ่างไปอีกทางหนึ่ง
“เอ๋ ท่านพี่ เรือนของข้าอยู่ทางด้านนั้น วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วหากท่านพี่มีเื่อะไร เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาพบท่านอีกที”
เซียถิงใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม หยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งหันไปกล่าวกับพ่อบ้านใหญ่ “พ่อบ้านสวี้ เื่ในจดหมายที่ข้าส่งมา จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวล” สวี้เจ้อกล่าวอย่างรวดเร็ว
“ข้าสั่งให้พ่อบ้านสวี้จัดสวนให้เ้าใหม่ เห็นเ้าชอบออกมานั่งเล่นที่สวน ก็เลยให้ทำศาลานั่งเล่นให้ใหญ่ขึ้น มีสระน้ำอยู่ด้านใต้เวลาหน้าร้อน เ้าจะได้ไม่ร้อนมาก ข้าจะพาเ้าไปดู”
เสียนฟ่างนึกไม่ถึงว่าเซียถิงจะสั่งให้คนจัดการเช่นนี้ล่วงหน้า รู้สึกดีใจจึงปล่อยให้เซียถึงจับมือเดินไปยังสวนที่ด้านหลังของจวน สวนที่เดิมเคยมีเพียงต้นไม้ไม่กี่ต้น ศาลานั่งเล่นหลังน้อยกลับกลายเป็ศาลากลางน้ำใหญ่โตมีเก้าอี้กึ่งเตียงพอให้คนสองคนขึ้นไปนั่งวางอยู่ด้านหนึ่ง ตรงกลางมีโต้ะไม้แกะสลัก ล้อมไปด้วยเก้าอี้บุนวมสีน้ำเงินเข้ม สระน้ำมีคราบน้ำแข็งจับตัวอยู่ มีสะพานไม้สีแดงทอดจากทางเดินด้านหนึ่งไปยังศาลาน้ำดูสวยงามยิ่ง
“เ้าชอบหรือไม่”
เสียนฟ่างพยักหน้าน้อย ๆ กล่าวว่า “ชอบ ข้าชอบมาก ขอบคุณท่านพี่” จากนั้นจึงหันไปมองรอบ ๆ ตัว
“ท่านพี่แล้วเรือนของข้าล่ะ หายไปไหนแล้ว”
เรือนน้อยของเสียนฟ่างปลูกอยู่ติดกับสวน สามารถเดินถึงศาลานั่งเล่นได้ แต่ว่าตอนนี้เมื่อสังเกตดู เรือนของเสียนฟ่างหายไปแล้ว ทั้งยังถูกแทนที่ด้วยูเาจำลองลูกหนึ่ง
พ่อบ้านใหญ่ที่ยืนเงียบอยู่ที่ด้านข้างไม่ยอมสบตากับเสียนฟ่าง ทั้งยังพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ เซียถิงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กล่าวกับเสียนฟ่างด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“นับแต่นี้ไป ฮูหยินอาศัยที่เรือนใหญ่กับข้า”